STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ :: ย่อ-สิทธิมนุษยชน สมัย ๖๒ ครั้งที่ ๑ อ.วิชัย
ย่อ-สิทธิมนุษยชน สมัย ๖๒ ครั้งที่ ๑ อ.วิชัย พิมพ์
สกัดฎีกาจากคำบรรยายเนติ ภาคสอง - สมัย ๖๒ สกัดฎีกาวิชาสิทธิมนุษยชน อ.สบโชค-อ.วิชัย
Saturday, 12 December 2009

ครั้งที่ ๑

 

ย่อวิชาสิทธิมนุษยชน สมัย ๖๒ ภาคสอง

 

เรื่อง แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับวิชาสิทธิมนุษยชน[1]

  

1.            แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับวิชาสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม

 
·    ทฤษฎีรูปนัยนิยม(legal formalism)เป็นทฤษฎีที่แยกกฎหมายออกจากศีลธรรมและปัจจัยอื่นๆ ของสังคม
·    ทฤษฎีปฏิฐานนิยม(positivism)เป็นทฤษฎีที่ตั้งสมมติฐานว่า หลักกฎหมายต่างๆ มีอยู่แล้วในตัวบทกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาล การค้นหาหลักกฎหมายจึงต้องค้นจากตัวบทกฎหมายหรือคำพิพากษาของศาลนั้นเอง จะไปค้นหาจากแหล่งอื่นไม่ได้  การศึกษากฎหมายแนวนี้เป็นการศึกษาโดยนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ถือว่า กฎหมายเป็นคำบัญชาของผู้มีอำนาจสูงสุดที่เรียกว่า positive law ซึ่งนักนิติศาสตร์ไทยบางท่านแปลว่า กฎหมายบ้านเมือง

   

 

2.            สาระสำคัญของทฤษฎีปฏิฐานนิยม หรือ สำนักกฎหมายบ้านเมือง

 

 สำนักฎหมายบ้านเมือง

1.            กฎหมายควรมีลักษณะ เป็นแบบพิธี (fomal)หมายความว่า  การใช้กฎหมายต้องเป็นการสร้างผลลัพธ์โดยการปรับใช้แก่ข้อเท็จจริง โดยปราศจากการแทรกแซงของดุลพินิจ ในทำนองเดียวกับการปรับใช้กฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์
2.            กฎหมายควรมีลักษณะ เป็นระบบ (systematic)หมายความว่า  กฎเกณฑ์ทางกฎหมายต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่สืบเนื่องเชิงนิรนัยจากความคิด และหลักการพื้นฐานจำนวนหนึ่งที่ยึดโยงกันอย่างมีระบบระเบียบ
3.            กฎหมายควรมีลักษณะ สมบูรณ์ในตัวเอง (autonomous)หมายความว่า  กฎเกณฑ์ทางกฎหมายต้องไม่ขึ้นอยู่กับข้อเรียกร้อง หรือวิธีการที่เกี่ยวกับข้อถกเถียงทางการเมืองหรือปรัชญา

   

 

3.            ลัทธิที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

 
·    ลัทธิประชาธิปไตย(democracy)เป็นลัทธิที่เกาะเกี่ยวกับเสียงข้างมาก เชื่อว่าสิ่งที่จะสร้างความชอบธรรมแก่ความไม่เท่าเทียมกัน คือ เจตนาจำนงของมหาชน (popular wil)  
·    ลัทธิเสรีนิยม(liberalism)เป็นลัทธิที่เชื่อในเรื่อง ปัจเจกชนนิยมเชิงแข่งขัน (competitive individualism), สิทธิในทรัพย์สินของเอกชน (private property), รัฐบาลมีอำนาจอันจำกัด (limited government), ตลาดเสรี (free market)
·    ลัทธิเสรีประชาธิปไตย(liberal democracy)เป็นลัทธิที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างลัทธิประชาธิปไตยกับลัทธิเสรีนิยม ซึ่งจะปรากฏในประเทศที่พัฒนาแล้ว

   

 

4.            ศาลกับสิทธิขั้นพื้นฐาน

 
เมื่อเราดูรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นว่าสิทธิของบุคคลหลายประเภทได้ถูกบัญญติรับรองไว้  สิทธิตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้เขาเรียกกันว่าเป็น สิทธิขั้นพื้นฐาน (fundamental right) การคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ผลจะเป็นการจำกัดตัดรอนอำนาจขององค์กรของรัฐโดยทั่วไป  ได้แก่การให้สถาบันตุลาการเข้ามาตรวจสอบหรือกำกับอำนาจขององค์กรของรัฐ ที่เคยใช้ได้อย่างไร้ข้อจำกัด  อย่างการออกหมายค้น แต่เดิมเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจออกหมายค้นให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาไปจัดการตามหมายได้  แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว ทำได้แต่เพียงไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ออกหมายค้นตามหมายค้นของศาล

   

 

5.            หลักการที่ควรรู้

 
·    หลักนิติธรรม(the rule of law)เป็นหลักที่ว่า รัฐบาลจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบปัจเจกชนอย่างรุนแรงแล้ว รัฐบาลจะต้องจัดให้มีองค์ประกอบบางอย่างของกระบวนการที่เรียกว่า due process of law ซึ่งอาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ แปลว่า กระบวนการอันควรแก่กฎหมาย หลักนี้ปรากฎในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓ วรรคสองว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม  เป็นหลักที่ยอมรับใน หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (human dignity), หลักเสรีภาพ(liberty), และ หลักความเสมอภาค(equality)
·    หลักวิธีรุกล้ำน้อยที่สุด(the least intrusive means)เป็นหลักที่บังคับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเด็ดขาดว่า ในการเลือกใช้วิธีที่จะนำไปสู่วัตถุประสงค์ที่ชอบธรรมนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเลือกวิธีที่กระเทือนสิทธิของปัจเจกชนน้อยที่สุด มาจากทฤษฎีสัดส่วน

   

 

6.            ตัวอย่างคำวินิจฉัยที่ศาลชี้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมิได้ใช้ หลักวิธีรุกล้ำน้อยที่สุด

 
 

คดี Balcik v. Tukey

คดีหมายเลขดำที่ ๑๖๐๕/๒๕๕๑

พิพากษาโดยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป(ตัดสินวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ค.ศ.๒๐๐๗)สั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยศาลปกครองกลาง (ไทย)
ผู้ร้องทั้งหลายได้ชุมนุมกันเพื่ออ่านคำแถลงการณ์ต่อสื่อคัดค้านทางการที่จะนำระบบที่เรียกว่า F-type มาใช้บังคับในเรือนจำประเทศตุรกี ในวันที่ ๕ สิงหาคม ค.ศ.๒๐๐๐ ผู้ร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันอังคารที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑
ศาลชี้ว่า ในเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานข่าวกรองก่อนแล้ว ย่อมถือได้ว่ามิใช่เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องตอบโต้โดยปราศจากการเตรียมการ ศาลยังชี้อีกว่า แม้ผู้ประท้วงจะไม่ยอมหยุดชุมนุม แต่การชุมนุมก็ไม่ปรากฏให้เห็นถึงภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงฝ่าฝืนต่อมาตรา ๓ ของอนุสัญญา ส่วนที่รัฐบาลตุรกีอ้างว่า การแทรกแซงของรัฐกำหนดไว้โดยกฎหมายและมีเป้าหมายที่ชอบธรรมในการป้องกันการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในข้อนี้ศาลเห็นว่าแม้การแทรกแซงจะมีเป้าหมายที่ชอบธรรม แต่ศาลไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างที่ว่า การแทรกแซงดังกล่าว จำเป็นในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และศาลชี้ว่า ในขณะที่ผู้ประท้วงควรเคารพกฎระเบียบที่นำมาใช้ดังกล่าว รัฐอยู่ภายใต้ภาระหน้าที่ที่ต้องละเว้นจากการวางข้อจำกัดทางอ้อมที่ไม่สมเหตุสมผลในสิทธิของผู้ประท้วง อีกทั้งยังมีภาระหน้าที่โดยตรงที่จะประกันการใช้สิทธิดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ จากข้อวินิจฉัยดังกล่าวศาลสรุปว่า การแทรกแซงของรัฐไม่ได้สัดส่วนและไม่จำเป็นสำหรับการป้องกันความไม่สงบเรียบร้อยตามความหมายของมาตรา ๑๑ ดังนั้นจึงเป็นการละเมิดสิทธิในเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า แม้ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีอำนาจเข้าสลายการชุมนุม เพื่อแก้ปัญหาการกระทำของผู้ชุมนุมได้  เนื่องจากการชุมนุมครั้งนี้มิใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ  แต่การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสลายการชุมนุมจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน  เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจดำเนินตามอำเภอใจได้
อาจารย์ผู้บรรยายวิเคราะห์ว่า ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ ก่อนเข้าสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกีมิได้จู่โจม แต้เจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกีได้แจ้งแก่ผู้เข้าร่วมชุมนุมก่อนว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย  อีกทั้งการเข้าสลายการชุมนุมก็มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายถึงชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสใดๆ แก่ผู้เข้าร่วมชุมนุม แสดงให้เห็นว่าศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปไปไกลมาก ซึ่งคำวินิจฉัยคดีนี้สะท้อนถึงจิตสำนึกของผู้พิพากษาในสังคมตะวันตกที่เรียกว่า judicial conscience (จิตสำนึกทางตุลาการ)  ในวัฒนธรรมกฎหมายของสังคมตะวันตก ระบบความคิดที่เป็นรากฐานของหลักนิติศาสตร์ คือ หลักการที่ว่า ภารกิจทางตุลาการ คือ การพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานจากการก้าวล่วงของอำนาจรัฐที่อ้างความชอบธรรมจากประชาชน  จากภารกิจอย่างนี้ สิ่งที่ศาลต้องยึดเป็นตัวตั้ง คือ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุม มิใช่ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งต้องมาภายหลังศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อาจารย์ผู้บรรยายวิเคราะห์ว่า จากข้อวินิจฉัยนี้ ศาลชี้ถึงข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมิได้ใช้อำนาจอย่างเหมาะสมและมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากล คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีประชาชนเสียชีวิตหนึ่งรายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากไม่ได้รับทราบการแจ้งเตือน และมาตรการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้ออ้างของศาลปกครองกลางอย่างนี้มีความหมายอยู่ในตัวว่า ศาลปกครองกลางยอมรับหลักวิธีที่รุกล้ำน้อยที่สุด ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทฤษฎีสัดส่วน
 

 

ขอให้โชคดี

 

เรียนรู้ร่วมกัน  สรรสร้างนักกฎหมาย  รับใช้สังคม

 

http://www.stdlawcenter.com

 

Email :

 
  ...((((((((( STD )))))))))...      


[1]  ย่อและเรียบเรียงโดยทีมงาน STD ~  จากคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัย ๖๒ ภาคสอง  เล่ม ๑  หน้า ๗๑-๘๗  บรรยายโดยอาจารย์วิชัย วิวิตเสวี  ครั้งที่ ๑  วันที่  ๒๖ พฤศจิกายน  ๒๕๕๒  หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อการศึกษาสำหรับสมาชิก STD เท่านั้น  ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Saturday, 12 December 2009 )
ปิดหน้าต่างนี้