ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.68-community-log
เวลา : 18:12
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 286
จำนวนข่าวสาร : 16719
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 30222929
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 286 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
วิเคราะห์ประเด็นร้อน วิ.แพ่ง ว่าด้วยคำฟ้องหรือคำร้องเกี่ยวเนื่องตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๗(๑)-(๒) โดย-skw พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : สกัดหลักกฎหมาย (skw)
Sunday, 08 January 2012

คำฟ้องหรือคำร้องขอเกี่ยวเนื่อง ป.วิ.พ.มาตรา  7 (1) - (2)

 

มาตรา 7 บทบัญญัติในมาตรา 4 มาตรา 4 ทวิ มาตรา 4 ตรี มาตรา 4 จัตวา มาตรา 4 เบญจ มาตรา 4 ฉ มาตรา 5 และมาตรา 6 ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้

 

(1) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น

 

(2) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302

  

           (1) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด        ให้เสนอต่อศาลนั้น

 

           ฟ้องแย้งถือว่าเป็นคำฟ้องที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีตามคำฟ้องเดิมที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลนั้น ตามมาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 7 (1) (เทียบ ฎ.3015/2524, 5149/2549)

  

           ฎ.5149/2549 ฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสที่อยู่นอกเขตศาลเดิมได้

 

           ฎ.3198/2543 ฟ้องแย้งจะฟ้องต่อศาลเดิมหรือจะฟ้องเป็นคดีใหม่ก็ได้

 

ข้อสังเกต

 

           ฟ้องแย้งเป็นสิทธิของจำเลยที่ฟ้องแย้งมาในคำให้การหรือคำร้องขอแก้ไขคำให้การตามมาตรา 179 (3) ก็ได้ (ฎ.629/2524 ป.) และต้องพิจารณาถึงอำนาจศาลนั้นด้วยว่ามีอำนาจที่จะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาได้หรือไม่ด้วย เช่น โจทก์ฟ้องต่อศาลแขวง จำเลยจะฟ้องแย้งมีจำนวนทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่เรียกร้องเกินอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาไม่ได้ (ฎ.2483/2516) หรือโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยจะฟ้องแย้งอันมีทุนทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงไม่ได้
(ฎ.5530/2550) หรือโจทก์ฟ้องต่อศาลธรรมดา จำเลยจะฟ้องแย้งเป็นคดีครอบครัวโดยที่ในท้องที่นั้นมี
ศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการแล้วไม่ได้ (เทียบ ฎ.3141/2516) เป็นต้น

 

                   (2)  คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302

 

           มาตรา 7 (2) เป็นเรื่องอยู่ในชั้นบังคับคดี คือ ศาลได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีแล้วและอยู่ในระหว่างการบังคับคดี ในขณะที่มีการบังคับคดีอยู่นั้น อาจจะมีคำฟ้องหรือคำร้องขอที่จะต้องให้ศาลวินิจฉัยก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง เช่น การร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 การร้องขอกันส่วนตามมาตรา 287 การร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามาตรา 290 เป็นต้น
ซึ่งจำเป็นจะต้องให้ศาลวินิจฉัยเสียก่อนเพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการต่อไปได้

 

           ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอเช่นนี้ มาตรา 7 (2) ให้เสนอต่อศาลที่ระบุไว้ในมาตรา 302

 

           มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น

 

           ดังนั้น ศาลตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง หมายถึง ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น

 

ข้อสังเกต

 

              1. กรณีตามมาตรา 7 (2) นี้ เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี ไม่จำเป็นต้องดูทุนทรัพย์ว่าจะเกินอำนาจศาลหรือไม่ แม้ศาลเดิมเป็นศาลแขวง ทุนทรัพย์ในชั้นร้องขัดทรัพย์เกินอำนาจศาลแขวง ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ (ฎ.901/2511)

 

              2. กรณีการบังคับคดีโดยศาลหนึ่งขอให้อีกศาลหนึ่งบังคับคดีแทน

 

           ประเด็น หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นในระหว่างการบังคับคดีแทนนั้น เช่น ในระหว่างการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขายทอดตลาด กล่าวคือ ไม่ได้นับหนึ่งถึงสามก่อนที่จะเคาะไม้ตกลงขาย ผู้เข้าสู้ราคาคนหนึ่งร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลใดมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการบังคับคดีนั้น
มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัย ดังนี้

  

           ศาลซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ และขายทอดตลาดแทนศาลซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีย่อมมีอำนาจสั่งไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดยมิชอบได้ ในเมื่อความไม่ถูกต้องของการบังคับคดีปรากฏขึ้นต่อศาลโดยชัดแจ้ง (ฎ.1990/2515 ป. ,1219/2529 ป.) และศาลที่ออกหมายบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลที่บังคับคดีแทนได้ เพราะเป็นการสั่งในการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดี (ฎ.3213/2528)

 

           แต่กรณีร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 การร้องขอกันส่วนามมาตรา 287 การร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามาตรา 290 ร้องขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิตามมาตรา 289 ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องต่อศาลเจ้าของสำนวนที่เริ่มต้นทำการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแต่แรกตามมาตรา 302 และมาตรา 7 (2) จะยื่นคำร้องเหล่านี้ต่อศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนไม่ได้ เพราะมิใช่ป็นการร้องคัดค้านว่าการบังคับคดีนั้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

 

           คำร้องขอให้ศาลงดการบังคับคดีเป็นคำร้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดี ศาลที่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง คือ ศาลซึ่งเป็นศาลที่พิจารณาและชี้ขาดคดีในศาลชั้นต้นตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดี (ฎ.2796/2539)

 

           ฎ.772/2549 โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ขายที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดและเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาประมูลครั้งก่อนซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นสาระสำคัญ กับมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำขอต่อเนื่อง ฟ้องของโจทก์จึงเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวในคดีของศาลแพ่งซึ่งออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน และจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 15 วรรคท้าย และมาตรา 302 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย เช่นกัน โจทก์จะต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี คือศาลแพ่งหรืออาจยื่นต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีและบังคับคดีแทนเท่านั้น โจทก์จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรีที่จำเลยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตามมาตรา 4 (1) หาได้ไม่เพราะบทบัญญัติมาตรา 4 อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 7

 

           ฎ. 2842/2549 คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีอย่างหนึ่ง
ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา
7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และตามบทบัญญัติมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดี คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 290 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลชั้นต้น ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้น มิใช่ยื่นต่อศาลที่บังคับคดีแทน ทั้งมาตรา 290 วรรคสี่ บัญญัติหลักเกณฑ์เพียงว่า การขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นอย่างช้าที่สุดต้องยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องก่อนวันที่มีการขายทอดตลาดได้ 

 
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8612/2549

 

ป.วิ.พ. มาตรา 7, 148

 

          คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาเพียง 360,000 บาท นอกนั้นไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีกับโจทก์ โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดีกับโจทก์ ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเสีย แม้โจทก์จะกล่าวมาในคำฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายอันเป็นข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์มาด้วย แต่โจทก์มิได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยผิดสัญญา คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตาม       คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลในคดีเดิม มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่

 

           ตามคำร้องของโจทก์ที่ยื่นในคดีเดิมเป็นเรื่องที่อ้างว่าการดำเนินการบังคับคดีในคดีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ เป็นคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปโดยครบถ้วนและถูกต้องและได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะนัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนที่จะได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้นัดพร้อมหรือนัดไต่สวน โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดแล้ว แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิยื่น      คำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นในกรณีดังกล่าวอีกได้เพราะเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีตามมาตรา 148 (1)  

 

________________________________

 

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องในคดีหมายเลขแดงที่ 1408/2540 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 และเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษากับจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้ทำบันทึกข้อตกลงกันว่าให้โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 360,000 บาท นอกจากนั้นจะไม่ดำเนินคดีหรือบังคับคดีกับโจทก์ต่อไป โจทก์ชำระเงินครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว แต่จำเลยกลับดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11594 ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ของโจทก์ การดำเนินการบังคับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตรวจสำนวนแล้วยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ทำการยึดทรัพย์จำเลยที่ 3 ตามที่อ้าง ประกอบกับข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ที่ว่ามีข้อตกลงกับโจทก์นั้นเป็นข้อตกลงนอกสำนวนว่ากล่าวกันเองต่างหาก ในชั้นนี้เห็นควรให้ยกคำร้อง วันที่ 4 มีนาคม 2547 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี ตามมาตรา 302 และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ปรากฏว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1408/2540 ของศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์ชำระหนี้ตาม     คำพิพากษาเพียง 360,000 บาท นอกนั้นไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีกับโจทก์ โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามข้อตกลงครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีกับโจทก์ ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเสียแม้โจทก์จะกล่าวมาในคำฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายอันเป็นข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์มิได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยผิดสัญญาโดยเพียงแต่ขอให้เพิกถอนการบังคับในคดีเดิมเท่านั้น คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตาม   คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าว กรณีเช่นว่านี้ โจทก์ชอบที่จะยื่น    คำร้องต่อศาลในคดีเดิม มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้น    เพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุเดียวกันกับที่บรรยายคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าเป็นข้อตกลงนอกสำนวนต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก โจทก์จึงเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีใหม่นั้น เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2547       ที่ยื่นในคดีหมายเลขแดงที่ 1408/2540 ของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่อ้างว่าการดำเนินการบังคับคดีในคดีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ เป็นคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปโดยครบถ้วนและถูกต้องและได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีตามมาตรา 302 ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะนัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนที่จะได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้นัดพร้อมหรือนัดไต่สวนโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นที่สุดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามโจทก์ก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นในกรณีดังกล่าวอีกได้ เพราะเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 

 

( ประทีป  เฉลิมภัทรกุล - เรวัตร  อิศราภรณ์ - วีระชาติ  เอี่ยมประไพ )

  

ตามฎีกานี้มีประเด็นต้องพิจารณา ดังนี้

 

          ลูกหนี้ตามคำพิพากษาตกลงกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลดยอดหนี้ตามคำพิพากษาลง และได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปหมดแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษากลับนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์อีก

  

          1. ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องในคดีเดิมขอให้เพิกถอนการยึดได้หรือไม่ ?

 

               ฎ.8612/2549 วินิจฉัยว่าได้ตามมาตรา 7(2) ประกอบมาตรา 302 และแม้ศาลจะยกคำร้องโดยมิได้นัดไต่สวน ถึงที่สุดไปแล้วก็ยังร้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ “เพราะเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” ได้รับยกเว้นตามมาตรา 148 (1)

 

          2. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาฟ้องเป็นคดีใหม่ ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีได้หรือไม่ ?

 

               ฎ.8612/2549 วินิจฉัยว่าไม่ได้ เพราะเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตาม             คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ต้องยื่นคำร้องขอในคดีเดิม ตามมาตรา 7 (2) จะฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้

 

          3. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ ?

 

               ได้  (ฎ.8612/2549 ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ฟ้องโจทก์จะอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา แต่มิได้เรียกค่าเสียหาย คงขอให้ถอนการบังคับคดีเท่านั้น จึงฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้)

 


จัดทำโดย...skw

 



    
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 15 February 2012 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >