ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com arrow ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑ arrow รวมเก็งข้อสอบเนติฯ กลุ่มอาญา arrow ฎีกาเก็งอาญาติวที่ขอนแก่น 1/61
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว (สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เปิดรับสมัครเป็นทีมงาน:STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล ปี 2559
ข่าวเปิดสอบอัยการ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย ปี 2559
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบราชการ 2559
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล(3 สนาม) 2558
ผู้สอบผ่านศาล (เล็ก) 2557
ผู้สอบผ่านศาล (ใหญ่) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ) 2556
ผู้สอบผ่านอัยการ (จิ๋ว) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (เล็ก) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ใหญ่) 2558
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.แพ่ง 2/67
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อาญา 2/67
ผู้สำเร็จการศึกษาเนติ ปี 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 2557
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 2557
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 1/69
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 2/68
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย ผู้บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ทางปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ปกครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษีอากร
โฟกัสหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้มละลาย
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ธรรมนูญ
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ติวออนไลน์
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
พิชิต 3 สนามสอบ
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
จับหลักชนฎีกา
ฎีกาวาไรตี้
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
อ่านเพื่อสอบ
สรุปหลักทักทายฎีกา
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.73-community-log
เวลา : 12:59
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 334
จำนวนข่าวสาร : 16777
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 49031382
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 223 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ฎีกาเก็งอาญาติวที่ขอนแก่น 1/61 พิมพ์
เอกสารฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง - รวมเก็งข้อสอบเนติฯ กลุ่มอาญา
Friday, 11 September 2009

ฎีกาเก็งอาญาที่ขอนแก่น

  

ฎีกาที่  196/2511ป.อ. มาตรา 353

 

ป.วิ.อ. มาตรา 158

 การมอบหมายให้จัดการทรัพย์ของผู้ อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 นั้น. หาจำต้องเป็นการมอบหมายให้จัดการเพื่อหาหรือให้ได้ประโยชน์อย่างใดเสมอไปไม่ . ฉะนั้น ประโยชน์ที่เกิดการเสียหายจึงมิใช่เพียงประโยชน์อันได้จากการจัดการทรัพย์ เท่านั้น. แต่อาจเป็นประโยชน์อื่นใดก็ได้.ซึ่งข้อสำคัญมีเพียงว่า ประโยชน์ที่เกิดการเสียหายนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ของเจ้าของทรัพย์เท่านั้น. โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ยางรถโจทก์เสียหาย เพลาเครื่องยนต์ ตัวถัง จะต้องซ่อมแซมรวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 35,000 บาท. เป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าความเสียหายในตัวทรัพย์ของโจทก์ที่ได้รับล้วนเป็น ประโยชน์ของโจทก์ที่เป็นเงินอันอยู่ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง สิ้น. หาใช่เป็นเพียงการทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหายเท่านั้นไม่. เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยครบถ้วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 แล้ว. ศาลชั้นต้นก็ต้องทำการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วสั่งไปตามกระบวนความ.(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1-2/2511).  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ควบคุมและครอบครองรถแทร็กเตอร์ของโจทก์ 9 คัน เพื่อนำไปแสดงและไถแข่งขันในงานแสดงทางการกสิกรรมและนำไปซ่อมแซม จำเลยโดยเจตนาทุจริตได้เบียดบังนำรถแทร็กเตอร์ของโจทก์ไปใช้ไถไร่ของจำเลย เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน คือ ยางเสีย เครื่องยนต์ และตัวถังชำรุด จำต้องเสียเงินค่าซ่อมแซมรวมทั้งสิ้นประมาณ 35,000 บาทขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 353 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ฟ้องแล้ว เห็นว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ยังไม่เป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ส่วนความผิดตามมาตรา 353นั้นโจทก์มิได้มอบทรัพย์ให้จำเลยหาประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินทั้ง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแต่ประการใด คดีโจทก์ไม่มีมูลให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้วขอให้ รับฟ้อง ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา353 คงบัญญัติถึงการกระทำที่เป็นผิดไว้แต่เพียงว่า "ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้ นั้น" เท่านั้น เมื่อเป็นดังนี้จึงเห็นได้ว่าการมอบหมายให้จัดการทรัพย์ของผู้อื่นนี้ หาจำต้องเป็นการมอบหมายให้จัดการเพื่อหาหรือให้ได้ประโยชน์อย่างใดเสมอไปไม่ ฉะนั้น ประโยชน์ที่เกิดการเสียหายจึงมิใช่เพียงประโยชน์อันได้จากการจัดการทรัพย์ เท่านั้น แต่อาจเป็นประโยชน์อื่นใดก็ได้ซึ่งข้อสำคัญเพียงว่าประโยชน์ที่เกิดการเสีย หายนั้น จะต้องเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์เท่านั้น สำหรับคดีนี้ที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่ารถของโจทก์ยาง 4 เส้นเสียหาย เพลา เครื่องยนต์ ตัวถังรถหากจะต้องซ่อมแซมจะต้องเสียเงินประมาณ 60,000 บาท ก็ดี รถต้องเปลี่ยนเครื่องอะไหล่ ซ่อมแซมเป็นเงินประมาณคันละ 2,000 บาท ก็ดีรถต้องเปลี่ยนยาง 4 เส้น เครื่องยนต์ทรุดโทรม เพลารถเสีย รวมถึงตัวถังรถต้องใช้เงินประมาณ 35,000 บาท เพื่อซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่จะขายต่อไปได้ก็ดี ล้วนเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า ความเสียหายในตัวทรัพย์ที่โจทก์ได้รับล้วนเป็นประโยชน์ของโจทก์ที่เป็นเงิน อันอยู่ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่เป็นเพียงการทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยมาครบถ้วน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 353 ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงถูกต้องตามกฎหมาย ศาลต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา 162 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยมิได้ทำการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พร้อมกันพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วสั่งไปตามกระบวนความ. ฎีกาที่  2188/2545ป.อ. มาตรา 1(1), 334จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนวันเกิดเหตุทะเลาะกันแล้วจำเลยหนีออกจากบ้าน ครั้นวันเกิดเหตุจำเลยไปพบผู้เสียหายที่บ้านและขอคืนดีผู้เสียหายขอค่าทำ ขวัญ แต่ตกลงจำนวนเงินกันไม่ได้ จำเลยโกรธทำร้ายผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคำ 2 เส้น แหวนทองคำ 3 วง กับตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ต่อมาจำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดคืนผู้เสียหาย และกลับมาอยู่กินด้วยกัน จำเลยเอาทรัพย์ดังกล่าวไป เนื่องจากจำเลยไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำไปขายเล่นการพนัน การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่น เป็นการใช้อำนาจของการเป็นสามีปกป้องทรัพย์สินของครอบครัวด้วยความโกรธโดย เข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ และการที่จำเลยได้นำทรัพย์ทั้งหมดคืนแก่ผู้เสียหายก็แสดงว่าไม่มีเจตนาที่จะ เอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือ ผู้อื่น จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์คงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาสร้อยคอทองคำ หนัก 1 สลึง 2 เส้นราคา 3,400 บาท แหวนทองคำ หนัก 1 สลึง 1 วง แหวนทองคำหนักครึ่งสลึง 2 วง ราคา 3,400 บาท ตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ราคา 900 บาทรวมเป็นเงิน 7,700 บาท ของนางละอองดาว คำตลบ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มีดพร้าใบมีดยาว 12 นิ้วฟุต ด้ามมีดยาว 5 นิ้วฟุต จำนวน 1 เล่ม เป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายถูกที่บริเวณร่างกายหลายครั้ง และชกต่อย เตะถูกที่บริเวณร่างกายผู้เสียหายหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ กายและจิตใจ ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, วรรคสาม ประกอบมาตรา 335(7), 295          จำเลยให้การปฏิเสธ           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, วรรคสาม, 295 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 10 ปี ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน           จำเลยอุทธรณ์          ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน          จำเลยฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยทะเลาะโต้เถียงกันแล้วจำเลยหนีออกจากบ้าน ครั้นวันเกิดเหตุจำเลยไปพบผู้เสียหายที่บ้านที่เกิดเหตุและขอคืนดีกับผู้ เสียหาย ผู้เสียหายขอค่าทำขวัญเป็นเงิน แต่ตกลงจำนวนเงินกันไม่ได้ จำเลยโกรธทำร้ายผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคำ2 เส้น แหวนทองคำ 3 วง กับตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ไปจากผู้เสียหายแล้วหลบหนีไป ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายจากการที่ถูกจำเลยทำร้ายตามรายงานการตรวจ ชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.3 ต่อมาหลังเกิดเหตุจำเลยนำสร้อยทองคำ แหวนทองคำ และตุ้มหูทองคำดังกล่าวทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายโดยจำเลยกับผู้เสีย หายกลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ในข้อนี้ผู้เสียหายและนางบาง ผาใต้ ป้าผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยตรงกันว่า เหตุที่จำเลยกับผู้เสียหายทะเลาะกัน เนื่องจากผู้เสียหายชอบเล่นการพนันจำเลยห้ามปราม แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อผู้เสียหายจะนำสร้อยคอทองคำแหวนทองคำ และตุ้มหูทองคำไปขายเพื่อเล่นการพนัน จำเลยเอาทรัพย์ดังกล่าวไปจากผู้เสียหายก็เนื่องจากจำเลยไม่ต้องการให้ผู้ เสียหายนำไปขายเล่นการพนัน ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อนำสืบของจำเลยข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าเจตนาของจำเลยที่เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปก็เพื่อ จะรักษาทรัพย์นั้นไว้ การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจของการเป็นสามีปกป้องทรัพย์สินของครอบครัว ด้วยความโกรธโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ และการที่จำเลยได้นำทรัพย์ทั้งหมดคืนแก่ผู้เสียหายในเวลาต่อมาก็แสดงว่า จำเลยหาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิ ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือผู้อื่น มิฉะนั้นคงไม่อาจนำทรัพย์ทุกชิ้นของผู้เสียหายไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ จำเลยคงมีความผิดเฉพาะฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังมิได้กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยไปพร้อมนี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนที่ศาลล่าง ทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"           พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ส่วน โทษปรับนั้นจำเลยต้องขังมาพอแก่โทษแล้ว จึงงดปรับให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาที่  7144/2545ป.พ.พ. มาตรา 15ป.อ. มาตรา 59, 277 วรรคสอง, 289(6)ป.วิ.อ. มาตรา 134, 176 วรรคหนึ่ง, 227คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ รับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลยเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้น พิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134           จำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับ สารภาพของจำเลยและให้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็น อย่างอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่นุ่ง อยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุ์กรรม(ดีเอ็นเอ)ได้ความว่าได้รหัส พันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย น่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักพอ ที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งแล้ว           เมื่อผู้ตายได้ตายไปแล้วแต่จำเลยคิดว่าผู้ตายสลบไป จึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15  ________________________________            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277,288, 289, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย          จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 289(6) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความ ผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ให้ประหารชีวิต รวมสองกระทงคงประหารชีวิตสถานเดียวและเมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วย่อมไม่อาจ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายได้อีก จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษอื่นที่สมควรจะลดโทษ ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จึงไม่ลดโทษให้ คำขออื่นให้ยก          จำเลยอุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(6) ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นกระทงเดียวให้ ประหารชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น          โจทก์และจำเลยฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่เด็กหญิง อ. ผู้ตาย อายุ 12 ปี อยู่เฝ้าบ้านเกิดเหตุคนเดียว ได้มีคนร้ายเข้าไปในบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นนางดารา เทศกาล มารดาของผู้ตายกลับจากทำงานมาถึงบ้านก็พบผู้ตายซึ่งแต่งกายนุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดแขนสั้นถึงแก่ความตายแล้ว โดยศพผู้ตายนอนอยู่บนที่นอนมีร่องรอยถูกข่มขืนกระทำชำเรา คราบเลือดของผู้ตายติดอยู่ที่กางเกงชั้นในผู้ตาย พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความแล้วมาตรวจที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยกล่าวหาฆ่า ผู้ตาย และข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายที่อายุไม่เกิน 13 ปี เป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน           มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความว่าได้เห็นจำเลยเข้าไปในบ้าน ผู้ตายในคืนเกิดเหตุเลยดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมนึก นวลคำที่ไปตรวจที่เกิดเหตุสอบถามนางดารามารดาของผู้ตายได้ความว่าจำเลยได้มา ชอบพอนางดารา นางดาราพาจำเลยมาที่บ้าน เมื่อจำเลยพบผู้ตาย จำเลยเคยชมผู้ตายว่าโตเป็นสาวและหน้าตาดี ร้อยตำรวจเอกสมนึกเกิดสงสัยจำเลยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไปพบจำเลยที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ห่างบ้านผู้ตายประมาณ 500 เมตร เพื่อสอบถามและเมื่อนำไปสถานีตำรวจสอบสวนแล้วจำเลยรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่า และข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.16 คำให้การของจำเลยดังกล่าวก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลยเพื่อ พิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 134 ซึ่งจำเลยให้การถึงรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยเป็นการยากที่พนักงานสอบ สวนจะจัดทำขึ้นเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จำเลยให้การถึงการแต่งตัวและจัดท่านอนให้แก่ผู้ ตายก่อนที่จำเลยจะหลบหนีออกจากบ้านผู้ตายว่าจำเลยได้จัดการนำกางเกงชั้นใน และกางเกงชั้นนอกของผู้ตายมาสวมไว้ตามเดิม พร้อมกับนำร่างผู้ตายนอนในสภาพปกติและใช้ผ้าห่มปิดร่างกายผู้ตายในช่วงหน้า อกไปถึงปลายเท้า ซึ่งสภาพศพของผู้ตายที่จำเลยจัดไว้ดังกล่าวนี้ก็ปรากฏว่าตรงกับคำให้การของ นางดาราที่กลับมาบ้านเห็นศพของผู้ตายตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ที่จำเลยยอมรับว่านางดาราได้ให้การไว้เช่นนั้นจริงว่า ได้พบผู้ตายนอนอยู่บนเตียงในมุ้งมีผ้าคลุมลำตัวไว้ทั้งศพของผู้ตายก็นุ่ง กางเกงชั้นในและกางเกงชั้นนอกอยู่ด้วยเช่นนี้จึงทำให้เห็นว่าหากจำเลยมิได้ เกี่ยวข้องกับการตายของผู้ตายแล้วก็ไม่น่าที่จะให้การได้ถูกต้อง ยิ่งกว่านั้นเมื่อพนักงานสอบสวนส่งคราบเลือดที่ติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของ จำเลยซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่จำเลยนุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่ง ไปตรวจพิสูจน์หารหัสพันธุ์กรรม (ดีเอ็นเอ) ก็ได้ความว่าได้รหัสพันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย โดยพันตำรวจตรีหญิงดรุณี ถิรวิทยาคม แห่งสถาบันนิติเวชวิทยาสำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้การยืนยันการตรวจพิสูจน์ว่าน่าเชื่อว่าคราบเลือด ที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย ซึ่งรหัสพันธุ์กรรมหรือดีเอ็นเอนี้เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยว ข้องกัน โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นรหัสพันธุ์กรรมของผู้ตาย แต่กลับมาปรากฏอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลย การที่จำเลยฎีกาอ้างเหตุที่มีคราบเลือดของผู้ตายติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของ จำเลยว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจยึดกางเกงชั้นในของจำเลยไปนั้น ไม่มีคราบเลือดใด ๆ เลย แต่เจ้าพนักงานตำรวจสร้างหลักฐานขึ้นมาโดยนำกางเกงชั้นในของจำเลยไปเช็ด เลือดของผู้ตายภายหลังแล้วส่งไปตรวจพิสูจน์นั้น ร้อยตำรวจเอกสมนึกผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่าได้ยึดกางเกงชั้นในของจำเลยที่ เปื้อนเลือดไว้ ซึ่งบันทึกการจับกุมที่จำเลยลงชื่อไว้ก็ระบุว่าได้ยึดกางเกงชั้นในของจำเลย ที่เปื้อนเลือดไว้เช่นกัน นอกจากนี้ในคำให้การของจำเลย จำเลยก็ได้ให้การยอมรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดกางเกงชั้นในของจำเลยที่ เปื้อนเลือดด้วย ซึ่งบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของจำเลยเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นในวัน รุ่งขึ้นหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยนั้นเอง อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ประกอบกับนายศรีเมฆ สุดไทย ผู้ใหญ่บ้านพยานโจทก์ซึ่งเป็นญาติกับจำเลยที่ไปบ้านผู้ตายหลังจากได้รับแจ้ง เหตุของผู้ตายในคืนนั้นก็เบิกความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ต่อมาทราบว่าจำเลยรับสารภาพว่าเป็นผู้ข่มขืนฆ่าผู้ตาย โดยเจ้าพนักงานตำรวจพบคราบเลือดติดอยู่ที่กางเกงด้วยเช่นนี้จึงเป็น พฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดกางเกงชั้นในของจำเลยส่งไปตรวจพิสูจน์ก็เนื่องจากเห็นมี คราบเลือดติดอยู่ตั้งแต่ตรวจพบครั้งแรกเมื่อจับกุมจำเลยแล้ว มิใช่เป็นการสร้างหลักฐานโดยการเอากางเกงชั้นในของจำเลยไปเช็ดเลือดของผู้ ตายเพื่อปรักปรำจำเลยดังเช่นที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้ พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้อีกด้วย โดยจำเลยก็มิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็น อย่างอื่น พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวมา มีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น           ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยใช้หมอนขนาดใหญ่ปิดหน้าผู้ตายก็เป็นเพียงทำให้ผู้ตายขาดอากาศ หายใจ ขาดสติแน่นิ่งไปเท่านั้น โดยผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายทันทีเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้ว จำเลยจึงบีบคอซ้ำอีกจนผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดฐานข่มขืนกระทำ ชำเราจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้ผลจากการตรวจสภาพศพของพันตำรวจเอกณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ แห่งสถาบันนิติเวชวิทยาสำนักงานนายแพทย์ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะระบุเหตุการตายของผู้ตายว่าขาดอากาศหายใจจากถูกกดรัดทางเดินหายใจตาม เอกสารหมาย จ.24 ก็ตามแต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานถึงการตายของผู้ตายเท่านั้น โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนหรือขณะหรือภายหลังที่จำเลย ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้วซึ่งโจทก์มิได้มีพยานอื่นใดมาสืบให้เห็นแน่ ชัดว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้วจึงบีบคอผู้ตายซ้ำอีกจนผู้ตายถึงแก่ ความตายดังเช่นที่โจทก์ฎีกา แต่หากพิจารณาผลการตรวจสภาพศพผู้ตายดังกล่าวในส่วนคอที่ระบุว่ากล่องเสียง ปกติ หลอดลมปกติ เนื้อเยื่อบริเวณคอช้ำข้างกล่องเสียงด้านขวาขนาด 0.5 x 0.7 เซนติเมตร แล้วเห็นได้ว่าเนื้อเยื่อบริเวณคอช้ำนั้นมีขนาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้ง สภาพกล่องเสียงและหลอดลมต่างก็ปกติเช่นนี้ เหตุการตายของผู้ตายน่าจะไม่ใช่เกิดจากที่จำเลยบีบคอผู้ตายดังเช่นที่โจทก์ อ้างในฎีกา ดังนั้น การที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนตอนหนึ่งฟังได้ว่า จำเลยใช้หมอนปิดส่วนใบหน้าผู้ตายแล้วใช้มือทั้งสองกดทับบริเวณจมูกและปากผู้ ตายเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง แต่ผู้ตายยังดิ้นรนขัดขืน จำเลยจึงใช้มือกดหมอนไม่ให้ผู้ตายหายใจออกด้วยต้องการให้ผู้ตายถึงแก่ความ ตาย เมื่อใช้เวลากดนานประมาณ 3 นาที ผู้ตายก็แน่นิ่งไป ซึ่งตามลักษณะรูปร่างของผู้ตายที่ยังเป็นเด็กจำเลยที่มีรูปร่างใหญ่กว่าผู้ ตายมาก การที่จำเลยใช้กำลังกดหมอนที่จมูกและปากของผู้ตายเป็นเวลานานถึง 3 นาที เช่นนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว การที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนตอนหนึ่งตามที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าผู้ตาย ได้สลบไปเท่านั้นและได้ข่มขืนต่อไป ต่อเมื่อข่มขืนเสร็จแล้ว จึงทราบว่าผู้ตายได้ถึงแก่ความตายแล้วเนื่องจากไม่ได้ยินเสียงร้องและแน่ นิ่งไปนั้น เป็นการที่จำเลยตอบคำถามของพนักงานสอบสวนที่ถามว่าหลังจากที่จำเลยใช้หมอนกด ปิดปากและจมูกของผู้ตายแล้ว จำเลยทราบหรือไม่ว่า ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายทันทีหรือไม่ โดยจำเลยตอบว่า ไม่ทราบ แต่จำเลยคิดว่าผู้ตายได้สลบไปเท่านั้น การที่จำเลยตอบคำถามของพนักงานสอบสวนดังกล่าวจึงทำให้เห็นได้ว่า ผู้ตายได้ตายไปแล้ว การที่จำเลยคิดว่าผู้ตายเพียงสลบไปจึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย แม้ขณะที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายนั้น จำเลยไม่ทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นแต่มาทราบภายหลังจากการข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายเสร็จว่าผู้ตายตายแล้ว ก็หาทำให้จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายไม่ เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อน ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น           อนึ่ง เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.16 เป็นประโยชน์ในการพิจารณาของศาลอย่างมากในการรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อ วินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลย ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรที่จะลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78"           พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาที่  5264/2548ป.อ. มาตรา 62, 357ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการปล้น ทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่า ในขณะกระทำความผิดจำเลย ได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐาน ปล้นทรัพย์ ทั้งนี้ ตามมาตรา 62 วรรคท้าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดย การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ คดีจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจร อันต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ตามมาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานรับของโจรตาม มาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น            ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 วรรคแรก หรือฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 วรรคสอง เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225.  ________________________________            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 264, 268, 357 วรรคสอง นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2995/2541            จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ            ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2995/2541 หมายเลขแดงที่ 6819/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก           จำเลยอุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน            จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลย ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่า ในขณะกระทำความผิดจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มา โดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา 62 วรรคท้ายในข้อนี้ โจทก์มีเพียงสิบตำรวจเอกอภินันท์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยมาเบิกความเป็นพยานว่าสืบสวนทราบ ว่าที่อู่ซ่อมรถชื่ออู่ประหยัดเป็นอู่ที่ดัดแปลงรถที่ขโมยมาจากที่อื่น เมื่อไปตรวจสอบพบจำเลยกำลังซ่อมรถยนต์อยู่ พบรถยนต์ 2 คัน และเครื่องยนต์วางอยู่ที่พื้น ตรวจสอบพบมีหมายเลขถูกลบออก จำเลยรับว่ามีคนนำรถยนต์ที่ลักมาให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องยนต์ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า ขณะกระทำความผิด จำเลยได้รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจร ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357 วรรคแรก หรือฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคสอง เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225            พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1. ฎีกาที่  2285/2528ป.อ. มาตรา 68, 288            ผู้ตายตามไปพบจำเลยและพูดขอแบ่งวัวจากจำเลย จำเลยไม่ยอมแบ่งและชวนให้ไปตกลงกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือที่บ้านกำนันแต่ ผู้ตายไม่ยอมไป กลับชักปืนออกมาจากเอว จำเลยย่อมเข้าใจว่าผู้ตายจะใช้ปืนนั้นยิงจำเลยอันเป็น ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็น ภยันตรายที่ใกล้จะถึงการที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายไป 1 นัด และผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุการกระทำ ของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายหวล 1 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกนายหวลถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288           จำเลยให้การว่าได้ใช้ปืนยิงนายหวล 1 นัดจริงแต่เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง           ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุอันเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด พิพากษายกฟ้อง           โจทก์อุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288           จำเลยฎีกา           ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายพี่ชายนางไล้ภริยาจำเลยตามไปพบจำเลยเพื่อเจรจาขอแบ่งวัวจากจำเลยเพื่อ นำไปให้นางไล้ จำเลยไม่ยอมแบ่ง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น จำเลยชวนให้ไปตกลงกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือที่บ้านกำนัน แต่ผู้ตายไม่ยอมไปกลับจะบังคับให้จำเลยตกลง โดยผู้ตายเป็นฝ่ายชักปืนออกมาจากเอวก่อนเช่นนี้จำเลยย่อมเข้าใจว่าผู้ตายจะ ใช้ปืนยิงจำเลยอันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายไปนั้น จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด           พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาที่  2143/2536ป.อ. มาตรา 80, 236จำเลยเอายาเบื่อหนูใส่ในโอ่งน้ำ ดื่มของผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายทราบเสียก่อนไม่ยอมดื่มน้ำดังกล่าวผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความ ตาย การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อบุคคลอื่น เสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80กรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา 90  ________________________________           โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 236          จำเลยให้การปฏิเสธ           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 236 และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 กรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบด้วยมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี          จำเลยอุทธรณ์          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์          โจทก์ฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเอายาเบื่อหนูซึ่งเป็น อันตรายต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์ใส่ในน้ำในโอ่งน้ำดื่มของผู้เสียหายโดยมี เจตนาฆ่าผู้เสียหายเพราะโกรธแค้นที่ผู้เสียหายไม่ยอมคืนดีด้วย แต่ผู้เสียหายทราบเสียก่อนไม่ยอมดื่มน้ำดังกล่าวผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความ ตายจำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย และการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อบุคคล อื่นเสพย์หรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 ด้วย พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาที่  7037/2547ป.อ. มาตรา 80, 358ป.วิ.อ. มาตรา 192คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้ว่า "ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยาก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือโดยทาง ปากหรือทางทวารได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสาร พิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการกระทำให้เสียทรัพย์ถือว่าเป็นการ ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวาง เสียก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลย ได้ลงมือกระทำความผิดพ้นขั้นตระเตรียมการแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง  ________________________________            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 358, 359, 80, 33, 32 และริบของกลาง           จำเลยให้การปฏิเสธ            ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง คำขออื่นให้ยก ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์           โจทก์อุทธรณ์            ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 359 (ที่ถูกมาตรา 359 (2) ), 80 จำคุก 1 ปี ริบของกลาง           จำเลยฎีกา            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหาย นายประดิษฐ์ และนายบุญรอด ร่วมกันจับจำเลยได้พร้อมกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษ และขวดสารพิษ ขณะที่จำเลยเดินไปที่กระบือ ผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าของกลางที่ยึดได้มีเพียงกระบอกฉีดยาที่มีสารพิษและขวดสารพิษโดย ไม่พบเข็มฉีดยาด้วย จำเลยจึงไม่สามารถฉีดสารพิษเข้าสู่ภายในตัวกระบือได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพยายามฉีดสารพิษให้กระบือของผู้เสียหาย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเพียงแต่จับเชือกที่ผูกกระบือและกระบอกฉีดยา ไม่มีเข็มฉีดยา ฟ้องโจทก์จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางพิจารณาในสาระสำคัญต้องยก ฟ้องนั้น เห็นว่า คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้ว่า "ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยา ก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือ ทางปากหรือทางทวารได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสาร พิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการทำให้เสียทรัพย์ถือว่าเป็นการลง มือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวางเสียก่อน และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลย ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย           พิพากษายืน. ฎีกาที่  2645/2543ป.อ. มาตรา 83, 295, 337จำเลยที่ 1 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายจำต้องลงลายมือชื่อ ในสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ 2พูดกับผู้เสียหายว่า คิดจะโกงหรือ อย่ามาเล่นกับฉันนะ ในขณะที่ จำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อผู้เสียหายอยู่ และต่อมาจำเลยที่ 1 ต่อยที่ บริเวณหางคิ้วซ้ายผู้เสียหายจนบาดเจ็บเลือดออก และพูดกับผู้เสียหาย ว่าให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน มิฉะนั้นจะเจ็บตัวอีก ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และร่วมกัน ข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงิน สัญญากู้เงินก่อให้เกิดสิทธิในหนี้ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินแก่ผู้ให้กู้ จึงเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ผู้ให้กู้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งสัญญากู้เงินจากการข่มขืนใจโดยทำร้ายร่างกายผู้ เสียหาย ให้ยอมลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้กู้เงินจากจำเลยที่ 2 อันเป็นการได้ประโยชน์ ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแล้วจึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดฐานกรรโชก และทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกรรโชกโดยข่มขืนใจนางสาวกนกกรวงษ์เธอ ผู้เสียหาย ให้ยอมเขียนสัญญากู้เงินว่าผู้เสียหายกู้เงินจำนวน135,000 บาท จากจำเลยทั้งสองโดยใช้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก-5418 อุตรดิตถ์ ของผู้เสียหายเป็นประกันและให้ยอมมอบหลักฐานการครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายแก่จำเลยทั้งสองเพื่อประกอบสัญญากู้ เงินดังกล่าว อันเป็นการให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยทำร้ายผู้ เสียหายที่บริเวณใบหน้าหลายครั้งจนผู้เสียหายยอมเช่นว่านั้น โดยได้เขียนสัญญากู้เงินและมอบหลักฐานการครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก-5418 อุตรดิตถ์ บัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 295 และ 337 ให้คืนสัญญากู้เงิน หลักฐานการครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก-5418 อุตรดิตถ์ และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายให้แก่ผู้เสียหาย          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 295 และ 337 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคแรก จำคุกคนละ 2 ปี กับให้จำเลยทั้งสองคืนสัญญากู้เงินหลักฐานการครอบครองรถยนต์คันหมายเลข ทะเบียน ก-5418 อุตรดิตถ์ และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายให้แก่ผู้เสียหาย          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน           จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม 2539 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นางสาวกนกกร วงษ์เธอ ผู้เสียหายได้ไปที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีการคุยกันถึงหนี้สินค้างชำระในที่ สุดได้มีการทำสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.1และ ล.2 ต่อมาผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวหาว่าถูกจำเลยทั้งสองกรรโชกให้ผู้เสียหายต้อง ยอมทำหนังสือสัญญาดังกล่าว ในการกรรโชก จำเลยที่ 1 ได้ชกต่อยทำร้ายร่างกายทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บปรากฏบาดแผลตามรายงานผล การตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.1           คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวกนกกร วงษ์เธอ ผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่ต้องไปบ้านจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยที่ 2 โทรศัพท์มาตามให้นำเงินค่าสลากกินรวบที่ค้างชำระไปให้ เมื่อไปถึงจำเลยที่ 1เป็นคนเปิดประตูบ้าน หลังจากผู้เสียหายเข้าไปนั่งในบ้านแล้ว จำเลยที่ 1ถามว่าเงินที่ค้างชำระค่าสลากกินรวบซึ่งเลยเวลามา 2 วันแล้ว จะว่าอย่างไรเมื่อผู้เสียหายขอผัดผ่อน จำเลยที่ 1 พูดว่า ไม่ได้คิดจะโกงหรือ และเข้ามากระชากคอเสื้อผู้เสียหาย ในขณะนั้นจำเลยที่ 2 พูดกับผู้เสียหายว่าคิดจะโกงหรือ อย่ามาเล่นกับฉันนะ จำเลยที่ 1 ตะโกนบอกให้ผู้เสียหายเอาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายออกมา ผู้เสียหายหยิบบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 เอาแบบฟอร์มของสัญญากู้เงินวางต่อหน้าผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 พูดด้วยเสียงอันดังว่า เขียนและเซ็นเดี๋ยวนี้พร้อมกับตบที่โต๊ะ ผู้เสียหายบ่ายเบี่ยง จำเลยที่ 1 ต่อยผู้เสียหายที่บริเวณหางคิ้วซ้ายได้รับบาดเจ็บมีเลือดออก แล้วบังคับให้ผู้เสียหายเขียนสัญญากู้เงินโดยจำเลยที่ 2 บอกว่า ให้เขียนสัญญากู้เงิน จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวอีกผู้เสียหายจำต้องเขียนสัญญากู้เงินตามที่จำเลยที่ 2 บอก ต้องใช้เวลาเขียนถึง 3 ครั้ง เนื่องจากผู้เสียหายตกใจกลัวและมือสั่น ระหว่างที่เขียน จำเลยที่ 2พูดว่า เขียนซะ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว ทั้งยังให้ผู้เสียหายไปเอาทะเบียนรถยนต์มาด้วย และได้ความจากนางสาวธัญญาลักษณ์ ล้อสินคำ พยานโจทก์ซึ่งเบิกความสนับสนุนว่า ก่อนที่ผู้เสียหายไปบ้านจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ปุก ได้โทรศัพท์มาตามผู้เสียหายให้ไปที่บ้านเพื่อพูดเรื่องเงินค่าสลากกินรวบผู้ เสียหายไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็กลับมา นางสาวธัญญาลักษณ์เห็นเลือดไหลที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายจึงถามว่าไปโดน อะไรมา ผู้เสียหายบอกว่าถูกบังคับให้เซ็นสัญญากู้เงินตอนแรกไม่ยอมจึงโดนชก ในที่สุดก็ต้องยอมเซ็นชื่อให้ไป นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวปิยะวดี สินมณี และนายประทวนสินมณี เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ได้เห็นที่เหนือคิ้วของผู้เสียหายมีบาดแผลเลือดไหล ทราบจากผู้เสียหายว่าถูกทำร้ายมาจึงแนะนำให้ไปแจ้งความโดยมีร้อยตำรวจโท นิรันดร โกมลรัตน์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากเบิกความสนับสนุนว่า ในขณะรับแจ้งความ ผู้เสียหายมีเลือดไหลออกที่หัวคิ้วซ้ายจึงส่งผู้เสียหายไปพบแพทย์ แพทย์ทำรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลว่าพบบาดแผลฉีกขาดที่หางคิ้วซ้าย พิเคราะห์คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวแล้วเห็นว่า นอกจากหนี้สินที่ค้างชำระต่อกันแล้ว ผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน เหตุที่ต้องไปแจ้งความปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์คือนางสาวธัญญาลักษณ์ นางสาวปิยะวดี และนายประทวน ตรงกันว่า เมื่อเห็นบาดแผลที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกายมีเลือดไหลจึงแนะนำให้ไปแจ้ง ความและร้อยตำรวจโทนิรันดรเบิกความสนับสนุนว่า ตอนแรกผู้เสียหายไปแจ้งความเพียงต้องการสัญญาเงินกู้คืนเท่านั้น แสดงว่าพยานโจทก์ทุกปากเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่รู้เห็นมาจริง ไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยทั้งสอง ทั้งบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับปรากฏตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสาร หมาย จ.1 ก็ได้ความสอดคล้องกับคำพยานผู้เสียหายที่ยืนยันว่าถูกจำเลยที่ 1 ชกต่อยที่บริเวณหางคิ้วซ้าย ทำให้คำพยานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้เป็นมั่นคงว่า จำเลยที่ 1 ได้ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายจริงตามฟ้องสาเหตุที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้ ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าเพื่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายจำต้องลง ลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับ นั้นทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2539 ซึ่งตรงกับวันเกิดเหตุจึงทำให้คำพยานโจทก์สมเหตุผลยิ่งขึ้น การที่จำเลยที่ 2 พูดกับผู้เสียหายว่า คิดจะโกงหรืออย่ามาเล่นกับฉันนะ ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อผู้เสียหายอยู่และต่อมาจำเลยที่ 1 ต่อยที่บริเวณหางคิ้วซ้ายผู้เสียหายจนบาดเจ็บเลือดออกและพูดกับผู้เสียหาย ว่าให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน มิฉะนั้นจะเจ็บตัวอีกถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่า เป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.1 สัญญากู้เงินก่อให้เกิดสิทธิในหนี้ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินแก่ผู้ให้กู้ จึงเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ผู้ให้กู้ เมื่อจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.1 จากการข่มขืนใจโดยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายให้ยอมลงลายมือชื่อว่าเป็นผู้กู้ เงินจากจำเลยที่ 2 อันเป็นการได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแล้ว จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดฐานกรรโชกและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายมีความผิดตาม ฟ้อง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพแห่งการกระทำผิด ประกอบกับจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้ง สองกลับตนเป็นพลเมืองดี"           พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2  ฎีกาที่  4403/2528ป.อ. มาตรา 149จำเลยเป็นพนักงานที่ดินอำเภอ มีหน้าที่ออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่ดินและการรังวัดเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อกรมทาง หลวงจะสร้างศูนย์เครื่องมือกลในอำเภอ การที่ภริยาจำเลย รับโอนที่ดินจากราษฎรแล้วนำไปขายต่อให้กรมทางหลวงก่อสร้าง ศูนย์เครื่องมือกล จึงเป็นการได้ผลประโยชน์มาโดยมิชอบ เนื่องมาจาก การที่จำเลยได้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินและ โอนขายที่ดิน ซึ่งเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149ฎีกาที่  2015/2497กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 203, 204ป.วิ.อ. มาตรา 192 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมี ธนบัตรปลอมโดยรู้อยู่ไว้เพื่อจำหน่ายขอให้ลงโทษตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 203,204 นั้นเป็นฟ้องที่ขาดเกณฑ์โทษตาม มาตรา 204 แม้ข้อเท็จจริงโจทก์จะนำสืบว่าจำเลยใช้ธนบัตรปลอมโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ก็ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 204 ไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบังอาจมีธนบัตรปลอมรวม 6 ฉบับ โดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมไว้เพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 203, 204           จำเลยรับว่าจับธนบัตรของกลางได้จากจำเลยจริงแต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นธนบัตร ปลอม          ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 204 จำคุก 1 ปี          จำเลยอุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำธนบัตรของกลางออกใช้ซื้อของเป็นข้อนอก ประเด็นคำฟ้อง จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์          โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ลงโทษตามมาตรา 204 ได้           ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยได้เอาธนบัตรนั้นออกจำหน่ายอย่างใด จึงขาดเกณฑ์ความผิดตามมาตรา 204 จะฟังข้อเท็จจริงนอกจากประเด็นแห่งคำฟ้องไม่ได้ พิพากษายืน ฎีกาที่  2463/2548ป.อ. มาตรา 91, 264จำเลยถ่ายสำเนาเอกสารแผ่นป้ายแสดง การเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็น ภาพสีให้ปรากฏข้อความที่มีสี ตัวอักษรและขนาดเหมือนฉบับที่แท้จริงแล้วนำไปติดที่รถยนต์บรรทุกและรถพ่วง มีลักษณะที่ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรี นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดพะเยา นายทะเบียนยานพาหนะกรุงเทพมหานคร นายทะเบียนกรมการประกันภัย หรือผู้อื่นได้ จึงเป็นการปลอมแปลงเอกสารขึ้นทั้งฉบับ หาใช่ว่าจำเลยจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้ผิดแผกแตกต่างไปจากต้นฉบับ เอกสารที่แท้จริงไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคหนึ่ง            รถพ่วงของรถอยู่ในความหมายของคำว่า รถ ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4 (9) และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 ซึ่งเจ้าของรถต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี ที่นายทะเบียนออกให้ไว้กับตัวรถ ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง, 90 กับต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยและติดเครื่องหมายไว้ ที่รถ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 12 วรรคสอง รถพ่วงของรถจึงเป็นรถที่ต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและจัดให้มีการประกันภัย ความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยแยกต่างหากจากรถลากจูงการที่จำเลยถ่ายสำเนา เอกสารแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถไปติดที่รถยนต์บรรทุก 2 คัน และรถพ่วง 2 คัน โดยมีเจตนาก่อให้เกิดผลต่างกันเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า ได้เสียภาษีรถยนต์และทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระแยกกันต่างหากจำนวน 4 กระทง ตาม ป.อ. มาตรา 91  ________________________________           โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม คือ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.2547 จำนวน 2 ฉบับ อันเป็นเอกสารราชการที่นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทำขึ้นในหน้าที่ โดยนำแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.2547 เลขที่ ก. 052804 และเลขที่ ก. 168401 ฉบับที่แท้จริง ซึ่งนายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรีออกให้รถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 70-0951 นนทบุรี และหมายเลขทะเบียน 72-8407 นนทบุรี ไปถ่ายสำเนาเอกสารภาพสีให้ปรากฏข้อความที่มีสี ตัวอักษรและขนาดเหมือนฉบับที่แท้จริงแล้วนำสำเนาแผ่นป้ายที่ถ่ายสำเนาเอกสาร ไปติดที่หน้ากระจกรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80-2212 พะเยา และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 87-1691 กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวในระยะห่างและไม่ตรวจ ดูสำเนาแผ่นป้ายโดยละเอียดหลงเชื่อว่ารถยนต์บรรทุกและรถพ่วงได้เสียภาษีรถ ยนต์ประจำปี พ.ศ.2547 แล้ว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรี ผู้อื่น และประชาชนที่พบเห็น และจำเลยปลอมแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี พ.ศ.2547 จำนวน 2 ฉบับ อันเป็นเอกสารราชการที่นายทะเบียนกรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทำขึ้นในหน้าที่โดยนำแผ่นป้ายประกันภัย คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2547 เลขที่ 26016015793 และเลขที่ 26047169072 ฉบับแท้จริง ซึ่งนายทะเบียนออกให้แก่รถยนต์  หมายเลขทะเบียน 72-8407 นนทบุรี และหมายเลขทะเบียน 70-0951 นนทบุรี ไปถ่ายสำเนาเอกสารภาพสีให้ปรากฏข้อความที่มีสี ตัวอักษรและขนาดเหมือนฉบับที่แท้จริง แล้วนำสำเนาแผ่นป้ายที่ถ่ายสำเนาเอกสารไปติดที่หน้ากระจกรถยนต์บรรทุกหมาย เลขทะเบียน 80-2212 พะเยา และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 87-1691 กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้พบเห็นรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวในระยะห่างและไม่ตรวจดู สำเนาแผ่นป้ายโดยละเอียดหลงเชื่อว่ารถยนต์บรรทุกและรถพ่วงได้จัดทำประกันภัย คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี พ.ศ.2547 แล้วโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายทะเบียน ผู้อื่น และประชาชนที่ได้พบเห็น หลังจากจำเลยปลอมเอกสารราชการดังกล่าวแล้ว จำเลยใช้แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.2547 จำนวน 2 ฉบับ ที่ทำปลอมขึ้นและแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี พ.ศ.2547 จำนวน 2 ฉบับ ที่ทำปลอมขึ้น โดยนำไปติดที่หน้ากระจกรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80-2212 พะเยา และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 87-1691 กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวในระยะห่างและไม่ตรวจ ดูสำเนาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีและแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ ประสบภัยจากรถที่ติดโดยละเอียด หลงเชื่อว่ารถยนต์บรรทุกและรถพ่วงได้เสียภาษีรถยนต์และทำประกันภัยคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี พ.ศ.2547 แล้ว จำเลยได้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงดังกล่าวไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อพันตำรวจโทพิศุทธิ์ ใยชื่น เจ้าพนักงานตำรวจแสดงตนขอตรวจสอบการเสียภาษีและการทำประกันภัยประจำปี จำเลยได้อ้างแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีและแผ่นป้ายประกันภัยดังกล่าวต่อพัน ตำรวจโทพิศุทธิ์ว่า รถบรรทุกและรถพ่วงได้เสียภาษีประจำปีและทำประกันภัยถูกต้องโดยประการที่น่า จะเกิดความเสียหายแก่นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรี นายทะเบียนยานพาหนะกรุงเทพมหานคร นายทะเบียนกรมการประกันภัย พันตำรวจโทพิศุทธิ์ ผู้อื่นและประชาชน และจำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วง คันดังกล่าวไปตามถนนสุวรรณศรซึ่งเป็นถนนหลวงในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 33, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 109, 152 และริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 109, 152 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 5 กระทง ความผิดกระทงที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี ความผิดกระทงที่ 5 ฐานปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับรถในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดกระทงที่ 1 ถึงที่ 4 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี ความผิดกระทงที่ 5 คงจำคุก 6 เดือน รวม จำคุก 4 ปี 6 เดือน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 265, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 265 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 152 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปความผิดเกี่ยวกับเอกสาร จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและเอกสารราชการกับเป็นผู้ใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมที่ปลอมขึ้นนั้น จึงให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง โดยฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำนวน 2 กระทง จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารปลอม จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน และฐานปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับรถในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถจำคุก 2 เดือน รวม 5 กระทง จำคุก 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยถ่ายสำเนาเอกสารแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์กับแผ่นป้ายประกัน ภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้วนำไปติดที่รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงโดยไม่ได้ แก้ไข้เปลี่ยนแปลงข้อความให้ผิดแผกแตกต่างไปจากต้นฉบับเอกสารที่แท้จริงทั้ง สี่ฉบับ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติม หรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนถ้าได้กระทำเพื่อผู้ หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำผิดฐานปลอมเอกสาร... ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าผู้ทำเอกสารปลอมโดยลักษณะที่อาจเกิดความเสีย แก่ผู้อื่นหรือประชาชนและได้กระทำด้วยเจตนาทำเทียมเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลง เชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงแล้ว ต้องถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารแล้ว การที่จำเลยถ่ายสำเนาเอกสารแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและแผ่น ป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นภาพสีให้ปรากฏข้อความที่มีสี ตัวอักษรและขนาดเหมือนฉบับที่แท้จริงแล้วนำไปใช้ติดที่รถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80-2212 พะเยา และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 87-1691 กรุงเทพมหานคร มีลักษณะที่ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ซึ่งแสดงว่ารถยนต์บรรทุกและรถพ่วงดังกล่าวได้เสียภาษีรถยนต์และทำประกันภัย คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี พ.ศ.2547 แล้ว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรี นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดพะเยา นายทะเบียนยานพาหนะกรุงเทพมหานคร นายทะเบียนกรมการประกันภัย หรือผู้อื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ หาใช่ว่าจำเลยต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้ผิดแผกแตกต่างไปจากต้นฉบับ เอกสารที่แท้จริงไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยกับรถพ่วงเป็นการกระทำคราวเดียวกันกับรถลากจูงโดยมีเจตนา อย่างเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน นั้น เห็นว่า รถพ่วงของรถอยู่ในความหมายของคำว่า รถ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4 (9) และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 ซึ่งเจ้าของรถต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและติดตามเครื่องหมายแสดงการเสีย ภาษีที่นายทะเบียนออกให้ไว้กับตัวรถ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง, 90 กับต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับ บริษัทและติดเครื่องหมายไว้ที่รถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 12 วรรคสอง, รถพ่วงของรถจึงเป็นรถที่ต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีและจัดให้มีการประกันความ เสียหายสำหรับผู้ประสบภัยแยกต่างหากจากรถลางจูง การที่จำเลยถ่ายสำเนาเอกสารแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประประจำปีและแผ่น ป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปติดที่รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงมี เจตนาก่อให้เกิดผลต่างกันเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงได้เสียภาษีรถยนต์และทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ ประจำปี พ.ศ.2547 แล้ว จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระแยกกันต่างหากจำนวน 4 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันพิพากษายืน ฎีกาที่  3608/2535ป.อ. มาตรา 22, 52, 309, 339ป.วิ.อ. มาตรา 163, 192ความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำ การตามหน้าที่มีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 เมื่อจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษ ดังกล่าวตามมาตรา 80 เท่ากับลดโทษลงมาหนึ่งในสามนั่นเอง ซึ่งคงเหลือเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามมาตรา 52(1) หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิง ท.แล้ว จำเลยได้ใช้อาวุธปืนจี้เอารถจักรยานยนต์ของ ร.ขับหลบหนีไป แล้วนำรถจักรยานยนต์นั้นไปทิ้งไว้ข้างทางห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 กิโลเมตร ไม่ได้นำรถจักรยานยนต์ไปเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาประสงค์จะเอาทรัพย์คือรถจักรยานยนต์นั้น คงมีเจตนาเพียงต้องการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อหลบหนีเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้อง แต่การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อาวุธปืนข่มขืนใจ ร. ให้มอบรถจักรยานยนต์โดย ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย อันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามทางพิจารณาที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกานับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่น ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้มีคำขอมาท้ายฟ้องหรือขอแก้เพิ่มเติมฟ้องในเรื่องขอให้ นับโทษต่อเสียก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพิ่งจะขอมาหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาและจำเลยฎีกาต่อมา จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นได้  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วได้ร่วมกันมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน 6 นัดมีสภาพใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับการยกเว้น ตามกฎหมาย และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ มีเหตุอันสมควรโดยไม่มีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และจำเลยกับพวกโดยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปใน บริเวณบ้าน อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายมณี มั่นคง ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรร่วมกันงัดประตูบ้านของผู้เสียหาย ที่ 1 จนได้รับความเสียหายอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและ ทรัพย์ เพื่อเข้าไปลักเอาเครื่องรับวิทยุเทปซันโย1 เครื่อง ราคา 3,200 บาท และนาฬิกาแขวน 1 เรือน ราคา 850 บาทรวมราคาทรัพย์ 4,050 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยทุจริต จำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เนื่องจากมีผู้มาพบเห็นเหตุการณ์จำเลยกับพวกจึงพากันวิ่งหนี โดยใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าคันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ฉ-5645เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและการพาทรัพย์นั้นไปหลังจากที่ จำเลยกับพวกได้กระทำผิดดังกล่าวแล้วจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนและ เครื่องกระสุนปืนยิงนายทวี มากเหลือ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกระทำการตาม หน้าที่เพื่อจะจับกุมจำเลยกับพวกในข้อหาบุกรุกและพยายามลักทรัพย์ข้างต้น จำนวน 3 นัดโดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 หลบเข้าที่กำบังกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบป้องกันตัวไป 1 นัดถูกพวกของจำเลยถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยได้พาอาวุธปืนดังกล่าวพร้อมกระสุนปืนที่ยังไม่ได้ยิงหลบหนี ไปแล้วจำเลยได้ทำการชิงทรัพย์เอารถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิคันหมายเลข ทะเบียน พิษณุโลก จ-2989 ราคา 25,000 บาท ของนายเราะ มั่นคง ผู้เสียหายที่ 3 ไปโดยทุจริต โดยในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 3 ว่า ในทันใดนั้นจะใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงฆ่าผู้เสียหายที่ 3 หากขัดขืนเพื่อให้ความสะดวกในการลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้และเพื่อให้พ้นจาก การจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ซองพกปืน 1 ซอง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าคันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ฉ-5645 และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิคันหมายเลขทะเบียน พิษณุโลก จ-2989 ของนายเราะ มั่นคงผู้เสียหายที่ 3 และอาวุธปืนกับกระสุนปืนอีก 3 นัด เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 80, 335, 336 ทวิ,80, 339, 340 ตรี, 364, 365, 371, 83, 91, 32, 33พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธปืน กระสุนปืน ซองพกปืนของกลาง           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุน ปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แต่ให้ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ฐานมีอาวุธปืนไม่รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไม่รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา335(3)(7) วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80, 83, มาตรา 364, 365แต่การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 335(3)(7) วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80, 83 จำคุก 1 ปีผิดตามมาตรา 289(2) ประกอบด้วยมาตรา 80 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตผิดตามมาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุก 15 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) ของกลางริบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53คงจำคุกจำเลย 45 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ส่วนโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกานับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่น           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ฉ-5645 มีนายสมนึกไม่ทราบนามสกุล ซึ่งพกพาอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38ไม่มีทะเบียนพร้อมลูกกระสุนจำนวนหนึ่งอยู่ในลูกโม่ นั่งซ้อนท้ายไปจอดในหมู่บ้านที่ 2 ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก แล้วพบกับนายทวี มากเหลือ ผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านอีกหลายคน นายทวีถืออาวุธปืนลูกซองยาวไปด้วย 1 กระบอก แล้วนายสมนึกและนายทวีได้ยิงปืนต่อสู้กัน เป็นเหตุให้นายสมนึกถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยได้พาอาวุธปืนของผู้ตายดังกล่าวและขับรถจักรยานยนต์หมายเลข ทะเบียนพิษณุโลก จ 2989 ของนายเราะ มั่นคง ออกไปจากที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยไปพบรถจักรยานยนต์ของนาย เราะทีจำเลยขับไปอยู่ในป่าข้างทางห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 กิโลเมตร ในตอนเย็นวันเกิดเหตุนั้น รุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนและ กระสุนปืนบรรจุอยู่ในลูกโม่ 3 นัด ซึ่งเป็นของผู้ตายเป็นของกลางปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371ซึ่งเป็นความผิดสองกรรมแรก ศาลชั้นต้นให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไม่รับอนุญาตจำคุก6 เดือน และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(7) วรรคสามประกอบด้วยมาตรา 80, 83 มาตรา 364, 365 ซึ่งเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งศาลชั้นต้นให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 335 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา80, 83 จำคุก 1 ปี นั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลดโทษลง1 ใน 3 เท่านั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยความผิดทั้งสามกรรมดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในความผิดดังกล่าว คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และฐานชิง ทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีนายทวี มากเหลือ นายเราะมั่นคง นายจำนงค์ พรหมมีเนตร นายแสวง ศิริสุข นายโกย สุขใยนายถาวร ศิริสุข และนายบุญช่วย มั่นคง เป็นประจักษ์พยานเบิกความประกอบกันว่า วันเกิดเหตุ มีการประชุมกรรมการหมู่บ้านเมื่อประชุมเสร็จแล้ว นายทวีกับชาวบ้านได้ไปยังที่เกิดเหตุเพราะมีคนมาแจ้งว่า เห็นรถจักรยานยนต์คนร้ายที่เคยงัดบ้านผู้แจ้งจอดอยู่ท้ายตลาดซึ่งเป็นบริเวณ ที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงนายทวี นายโกยและนายบุญช่วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านดักรออยู่ที่รถคนร้าย ส่วนนายจำนงค์ นายเราะ และนายถาวรไปที่บ้านนายมณี มั่นคง พบคนร้าย2 คน คือจำเลยกับนายสมนึกอยู่บนบ้านนายมณี เมื่อจำเลยกับนายสมนึกเห็นมีคนมาได้ลงจากบ้านนายมณีวิ่งตรงมาที่รถจอดอยู่พอ มาห่างประมาณ 30 เมตร นายทวีร้องบอกจำเลยกับนายสมนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ให้หยุดและวางอาวุธ ทันใดนั้นนายสมนึกได้ใช้อาวุธปืนยิงมายังนายทวี 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูกนายทวีนายทวีได้ใช้อาวุธปืนยิงสวนไป 1 นัด กระสุนปืนถูกนายสมนึกล้มลงถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยได้คว้าเอาอาวุธปืนจากนายสมนึกที่นอนอยู่ยิงมายังนายทวี 2 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูกนายทวีต่อจากนั้นจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งมาจี้นายเราะซึ่ง ยื่นคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่บริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ นายเราะกลัวได้ลงจากรถวิ่งหนี จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของนายเราะหลบหนีไปสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้า พนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่นั้นเห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางวัน ประจักษ์พยานโจทก์ทุกปากอยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุต่างเห็นตรงกันว่าก่อน เกิดเหตุนายทวีผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งแก่จำเลยกับนายสมนึกทราบแล้วว่าเป็นเจ้า หน้าที่ จำเลยกับนายสมนึกยังใช้อาวุธปืนยิงมายังนายทวี ซึ่งอยู่ในระยะห่างเพียง 30 เมตร พยานโจทก์ต่างไม่รู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายทวีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานโดยมี เจตนาฆ่า เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงพลาดไปไม่ถูกนายทวี จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ข้อที่จำเลยฎีกาว่าหากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายทวีจริงจะต้องพบกระสุนปืนที่ กองฟางที่นายทวีหลบอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่พบกระสุนปืนที่กองฟางแต่อย่างใดข้อเท็จจริงได้ความว่า กองฟางที่นายทวีใช้หลบนั้นเป็นกองฟางเล็ก ๆสูงเพียงแค่เอวเท่านั้น จำเลยอาจขาดความแม่นยำในการยิงปืน กระสุนปืนจึงไม่ถูกกองฟางก็เป็นได้ และข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลกำหนดโทษสูงเกินไปนั้นเห็นว่าความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตาม หน้าที่มีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289เมื่อจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ต้อง ระวางโทษสองในสามส่วนของโทษดังกล่าวตามมาตรา 80 เท่ากับลดโทษลงมาหนึ่งในสามนั่นเอง การลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสามนั้นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52(1) บัญญัติไว้ให้คงเหลือเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยต่ำกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายทวีแล้วจำเลยได้ใช้อาวุธปืนจี้เอารถ จักรยานยนต์ของนายเราะขับหลบหนีไปแล้วจำเลยนำรถจักรยานยนต์นั้นไปทิ้งไว้ ข้างทางห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 กิโลเมตร จำเลยไม่ได้นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาประสงค์จะเอาทรัพย์ คืนรถจักรยานยนต์นั้นแต่ประการใดจำเลยคงมีเจตนาเพียงต้องการใช้รถ จักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อหลบหนีเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการใช้อาวุธปืนข่มขืนใจนายเราะให้มอบรถ จักรยานยนต์โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย อันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามทางพิจารณาที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย           อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์และบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(7) วรรคสามประกอบด้วยมาตรา 80, 83 มาตรา 364, 365 อันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท โดยให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานพยายามลักทรัพย์ตามมาตรา335(3)(7) วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 83 นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364, 365 นั้น จำคุกสูงสุดได้ถึง 5 ปีแต่ความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามมาตรา 335(3)(7) วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 83 คงจำคุกสูงสุดได้เพียง 4 ปี 8 เดือน เท่านั้นและที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 โดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่าเมื่อลดโทษให้แล้ว คงเหลือโทษในแต่ละฐานความผิดเท่าใดนั้นก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวมานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียด้วย ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกานับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นนั้น ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้มีคำขอมาท้ายฟ้องหรือขอแก้เพิ่มเติมฟ้องในเรื่องขอให้ นับโทษต่อเสียก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่งจะขอมาหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำ พิพากษาแล้วและจำเลยฎีกาต่อมาจึงไม่อาจให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นได้"           พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี จำเลยมีความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสองด้วย ให้จำคุก1 ปี ความผิดฐานพยายามลักทรัพย์และบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(3)(7) วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80, 83 มาตรา 364, 365ให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานบุกรุกตามมาตรา 364, 365 ส่วนกำหนดโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามแล้ว ความผิดฐานมีอาวุธปืนจำคุก 8 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนจำคุก 4 เดือน ความผิดฐานบุกรุก จำคุก 8 เดือน ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุก 33 ปี 4 เดือน ความผิดต่อเสรีภาพ จำคุก 8 เดือนรวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 33 ปี 32 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ ฎีกาที่  854/2545ป.อ. มาตรา 317แม้ผู้เสียหายพักอยู่กับยาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่สมรส กันโดยถูกต้องตามกฎหมาย พฤติการณ์ที่จำเลยให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดห้องนอนของจำเลย แล้วตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายให้ห้องนอนของตนในครั้งแรกก็ดี และเมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามถึงเหตุที่จำเลยไม่รับผิดชอบ จำเลยกลับกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สองก็ดี ล้วนเป็นการกระทำอันล่วงล้ำอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่ เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา แต่การที่จำเลยยังมิได้มีภริยาจึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉัน สามีภริยาได้ ทั้งหลังเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยได้รับอนุญาต จากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็น ภริยาการกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแต่เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยได้พรากเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนางบังอร เจริญชัย ผู้เป็นมารดา (ที่ถูกนางบังอรและนายทวีศักดิ์ เจริญชัยผู้เป็นบิดามารดา) เพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภรรยาของตน จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากนางบังอรผู้เป็นมารดาเพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่ง โดยในการกระทำชำเราทั้งสองครั้ง จำเลยได้ผลักผู้เสียหายให้นอนลงแล้วขึ้นคร่อมทับตัวผู้เสียหายไว้ จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของตน เองและของผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิจังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,317 วรรคสาม, 91          จำเลยให้การรับสารภาพ           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความ ผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปีรวมทุกกระทงจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี          จำเลยอุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้า ปี และข้อหาพรากผู้เยาว์          โจทก์ฎีกา เฉพาะข้อหาพรากผู้เยาว์           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับยายที่บ้านเลขที่ 170หมู่ที่ 6 ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 13เมษายน 2542 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายไปดูภาพยนตร์ที่งานวัดราษฎร์นิยมจนเวลา 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น พบกับจำเลยแล้วพากันไปเดินเล่นใต้ถุนบ้านพี่ชายของจำเลย จำเลยบอกให้ผู้เสียหายช่วยทำความสะอาดห้องนอน เมื่อผู้เสียหายเข้าไปภายในห้องนอน จำเลยตามเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 5กรกฎาคม 2542 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายเดินทางไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้ เสียหายแล้วไม่รับผิดชอบจำเลยดึงแขนผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอน แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง หลังเกิดเหตุบิดามารดาของผู้เสียหายทราบเรื่องจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความ ดำเนินคดีแก่จำเลยระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน สำหรับข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีได้ ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกาคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุแม้ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาซึ่ง สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายพฤติการณ์ของจำเลยที่ให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาด ห้องนอนของจำเลยแล้วตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องนอนของตนในครั้งแรกก็ดี และเมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้ เสียหายแล้วจึงไม่รับผิดชอบ จำเลยกลับกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สองก็ดี ล้วนเป็นการกระทำอันล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่ เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา อย่างไรก็ดีการที่จำเลยยังมิได้มีภริยา จึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภริยาได้และได้ความจากคำเบิก ความของผู้เสียหายที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว ผู้เสียหายประสงค์ที่จะขออนุญาตทำการสมรสกับจำเลย แสดงว่าผู้เสียหายและจำเลยต่างก็รักใคร่ชอบพอกัน ทั้งต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยก็ได้จดทะเบียนสมรสโดยได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์ที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็น ภริยา พฤติการณ์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแต่เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"           พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา รวมสองกระทงจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 ปี 12 เดือน โทษที่จำเลยได้รับแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 2 ปี จำเลยเป็นนักศึกษาและเป็นญาติของผู้เสียหาย ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหาย ทั้งได้เยียวยาความเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแล้ว จึงถือเป็นเหตุอื่นควรปรานี ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4  ฎีกาที่  1484/2549ป.อ. มาตรา 337จำเลยขู่เข็ญให้ผู้เสียหายที่ 1 นำเงินจำนวน 5,500 บาท มามอบให้เป็นค่าไถ่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 และหากไม่นำมาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืน จำเลยจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญคือขายโทรศัพท์ เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 ไป ซึ่งทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวและยินยอมจะนำเงินจำนวน 5,500 บาท ไปให้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะความผิดฐานกรรโชก ตาม ป.อ. มาตรา 337  ________________________________            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335, 337, 357, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นเงินรวม 3,400 บาท           จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรและกรรโชก            ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก, 357 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกรรโชก จำคุก 2 ปี ฐานรับของโจรจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์และส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ แก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 3,400 บาท ให้ยก           จำเลยอุทธรณ์            ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดฐานกรรโชก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น           โจทก์ฎีกา            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ จำเลยมีความผิดฐานกรรโชกหรือไม่ ป.อ. มาตรา 337 บัญญัติว่า ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ใน ลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตราย ต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ? จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น? จากข้อเท็จจริงที่จำเลยขู่เข็ญให้ผู้เสียหายที่ 1 นำเงินจำนวน 5,500 บาท มามอบให้เป็นค่าไถ่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 และหากไม่นำมาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืนจำเลยจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญคือขายโทรศัพท์ เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวและยินยอมจะนำเงินจำนวน 5,500 บาท ไปให้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะความผิดฐานกรรโชก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น            พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน รวมโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ฎีกาที่  6354/2549ป.อ. มาตรา 339 วรรคสองการที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่ ________________________________           โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 339, 340 ตรี, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย          จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท รวมจำคุก 9 ปี และปรับ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 120 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ริบอาวุธมีดของกลาง          โจทก์อุทธรณ์          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี ไม่เพิ่มโทษฐานพาอาวุธ รวมความผิดสองกระทงเป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 90 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 45 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น          จำเลยฎีกา          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายเดินอยู่ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดถามทางไปวัดบางสะแกแล้วจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ เดินตามหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายเดินหนีจะเข้าบ้าน จำเลยวิ่งไล่ตามใช้มือจับหัวไหล่ทั้งสองข้างและใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้าน หลังของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยดึงสร้อยคอของผู้เสียหาย และวิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ผู้เสียหายร้องเรียกให้บุตรช่วย นายอาทิตย์ ก้านทอง บุตรของผู้เสียหายกับพวกและเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจำเลยไปทันกันที่คอสะพาน หก รถจักรยานยนต์ของจำเลยตกลงไปข้างทาง จำเลยวิ่งหลบหนีและถูกจับกุมได้พร้อมของกลาง เห็นว่า จำเลยได้ใช้มีดเป็นอาวุธในการกระทำความผิด หลังจากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการหลบหนีเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธมีดประทุษร้ายร่างกาย ผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลัก ทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับ อันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น          พิพากษายืน ฎีกาที่  6011/2531ป.อ. มาตรา 352โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากผู้มี ชื่อโดยให้จำเลยลงชื่อรับโอนที่ดินและบ้านแทนโจทก์ แต่จำเลยมิได้เข้าไปครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จำเลยจะโอนที่ดินและบ้านของโจทก์ให้ผู้อื่นไป การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ ซื้อที่ดินมีโฉนดพร้อมบ้านจากผู้มีชื่อโดยลงชื่อรับโอนแทนโจทก์ ต่อมาจำเลยเบียดบังเอาที่ดินพร้อมบ้านเป็นประโยชน์ของตนหรือบุคคลอื่นโดย ทุจริตโดยจดทะเบียนขายให้บุคคลอื่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 352 จำคุก 3 เดือนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมอบให้จำเลยรับโอนบ้านและที่ดินไว้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้เข้าไปครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าถึงแม้จำเลยจะไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินก็ตาม แต่ที่ดินและบ้านเจ้าของเดิมเป็นผู้อยู่อาศัยตลอดมาจนจำเลยได้โอนขายบ้านและ ที่ดินให้ผู้อื่นถือว่าเจ้าของเดิมได้ครอบครองไว้แทนจำเลยนั้น นางสายยนต์อยู่หนูพะเนาว์ เจ้าของเดิม พยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อพยานตกลงขายบ้านและที่ดินให้โจทก์แล้ว พยานขออาศัยในบ้านหลังนี้ไปก่อน โจทก์ตกลง และต่อมาพยานทราบว่าจำเลยขายบ้านและที่ดินแล้ว เพราะเดือดร้อนและต้องไปอาศัยน้องอยู่ที่บ้านพักครู ซึ่งอาศัยสิทธิของน้องอยู่ ที่พยานออกจากบ้านซึ่งพยานเป็นผู้ขายให้โจทก์ไปเพราะถูกคนซื้อขับไล่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าโจทก์นำสืบเองว่าเจ้าของเดิมอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินก็โดย อาศัยสิทธิของโจทก์เช่นนี้แล้ว โจทก์จะฎีกาอ้างว่า เจ้าของเดิมครอบครองบ้านและที่ดินแทนจำเลยได้อย่างไร สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่าข้อเท็จจริงได้ความว่าบ้านและที่ดินติดจำนองกับ ธนาคาร จำเลยฐานะตัวแทนโจทก์ได้ไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารและโอนมาเป็นชื่อของจำเลยใน โฉนดเห็นได้ว่าจำเลยแสดงเจตนายึดถือและครอบครองในบ้านและที่ดินแล้วนั้น เห็นว่า ในเมื่อโจทก์ยอมรับแล้วว่าที่จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองบ้านและที่ดินแล้ว โอนชื่อในโฉนดมาเป็นชื่อของจำเลยนั้นจำเลยกระทำไปในฐานะที่เป็นตัวแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจโต้เถียงได้อีกว่า จำเลยกระทำการดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนายึดถือและครอบครองที่ดินเพื่อตน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลยซึ่งตามกฎหมายสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์และ สิทธิครอบครอง และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายทุกประการนั้นเห็นว่า ถึงแม้จะมีข้อสันนิษฐานไว้ทำนองนั้นจริงก็ตาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่โจทก์นำสืบแล้วว่า หลังจากที่จำเลยมีชื่อในโฉนดแล้ว ผู้ที่ครอบครองบ้านและที่ดินก็คือเจ้าของเดิมซึ่งครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ โจทก์ จำเลยไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านและที่ดินตามโฉนดแต่อย่างใด จนกระทั่งได้จดทะเบียนโอนขายบ้านและที่ดินให้ผู้อื่นไป ฉะนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ได้"          พิพากษายืน ฎีกาที่  6738/2537ป.อ. มาตรา 59, 60, 80, 218(1), 289(4) จำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดผู้ตาย ตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงฟื้นห้องของเหลวไวไฟดังกล่าวเป็นวัตถุไวไฟที่ร้ายแรงติด ไฟได้ง่ายและสามารถลุกลามไปได้ทั้งร่างกาย เมื่อเทของเหลวไวไฟแล้วจำเลยใช้ไฟแช็กจุดไฟที่ต้นคอผู้ตาย ก่อให้ไฟไหม้ตามตัวของผู้ตายร้อยละ90 ของร่างกาย จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่าผู้ตาย จำเลยได้ขอซื้อไฟแช็คจากส. ครั้งหนึ่งแล้ว แต่เพื่อนจำเลยห้ามไม่ให้ ส.ขายให้ทั้งจำเลยเป็นผู้ริเริ่มโทรศัพท์นัดให้ ค.และผู้ตายไปตกลงเรื่องชู้สาวในวันเกิดเหตุและตระเตรียมการซื้อไฟแช็กเพื่อ ประสงค์ใช้ในการจุดไฟการกระทำของจำเลยชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้คิดทบทวนล่วง หน้าก่อนจะกระทำผิดแล้วจำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะจำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดไปที่ผู้ตายนั้น โจทก์ร่วมที่ 2 ลุกจากที่นั่งมาที่ผู้ตายห่างเพียง 1 เมตร จะเข้าไปห้ามปรามจำเลย แต่กลับรู้สึกตัวว่ามีไฟลุกไหม้ที่หน้าตามลำตัวด้านหน้าและที่มือทั้งสอง ข้าง อันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ใช้ของเหลวไวไฟเทราดผู้ตายแล้วของเหลวไวไฟ กระเด็นไปถูกตัวโจทก์ร่วมที่ 2ด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าและตามลำตัวด้านหน้าใช้เวลารักษา 5 เดือน ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนอีกบทหนึ่ง จำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดและจุดไฟให้ลุกไหม้ผู้ตายขณะอยู่ในห้องทำงานของ โจทก์ร่วมที่ 2 บนชั้นสองของตึกแถวที่เกิดเหตุซึ่งเป็นโรงเรือนที่พักอาศัยและเป็นโรงเรียน สอนตัดเสื้อของโจทก์ที่ 1 ปรากฏว่านอกจากไฟจะลุกไหม้ผู้ตาย และโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วยังลุกไหม้โต๊ะ เก้าอี้ และพื้นห้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวเสียหาย ซึ่งเห็นได้ว่าโดยลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นผลการ กระทำของจำเลยดังกล่าวได้ว่า ไฟต้องลุกไหม้ขึ้นภายในอาคารตึกแถวที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาวางเพลิงเผาโรงเรือนของโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้วางเพลิงเผาทรัพย์อาคารตึกแถวโรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี อันเป็นโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยของนางลำยงค์ บุญรัตพันธ์ (ที่ถูกบุญยรัตนพันธ์) และโดยเจตนาฆ่านางสาวสุชาดา อิ่มบุปผา และนายธีระ สุทธิวานิช ให้ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ของเหลวไวไฟซึ่งมีปริมาณมากที่ จำเลยตระเตรียมไว้ล่วงหน้า เทราดบนร่างกายของนางสาวสุชาดาและนายธีระ ของเหลวไวไฟได้ไหลลงบนพื้นอาคารดังกล่าว แล้วจำเลยใช้ไฟแช็กจุดไฟใส่ของเหลวไวไฟนั้นทันที ไฟได้ลุกไหม้ทำอันตรายร่ายกายของนางสาวสุชาดาและนายธีระ ลุกไหม้พื้นห้องอาคารและทรัพย์สิน เป็นเหตุให้นางสาวสุชาดาถึงแก่ความตาย นายธีระได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันเจ้าพนักงานวัตถุสีดำถูกไฟ ไหม้ซึ่งเป็นถังพลาสติกบรรจุของเหลวไวไฟและไฟแช็ก 1 อัน ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดยึดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 80,217, 218, 224 และริบของกลาง           ระหว่างพิจารณา นางลำยงค์ บุญยรัตนพันธ์ และนายธีระสุทธิวานิช ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกนางลำยงค์เป็นโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนายธีระเป็นโจทก์ร่วมที่ 2          จำเลยให้การปฏิเสธ           ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) มาตรา 289 (ที่ถูก 289(4)), 80และมาตรา 218(1) แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนัก มาตรา 289(4) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงให้จำคุกตลอดชีวิตของกลางริบ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก          จำเลยอุทธรณ์          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน          จำเลยฎีกา           ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 20 นาฬิกาเศษ จำเลยได้ใช้ของเหลวไวไฟบรรจุในกระป๋องน้ำมันเครื่องไปเทราดบริเวณศีรษะและลำ ตัวของนางสาวชุชาดา อิ่มบุปฝา แล้วใช้ไฟแช็กจุดไฟที่ต้นคอไฟลุกไหม้ตามลำตัวเป็นเหตุให้นางสาวสุชาดาถึงแก่ ความตายนายธีระโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส โต๊ะ เก้าอี้ โซฟาและพื้นห้องซึ่งเป็นทรัพย์สินของนางลำยงค์ บุญยรัตนพันธ์โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับความเสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและวางเพลิงเผาโรงเรือนของโจทก์ร่วมที่ 1หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดผู้ตายตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงพื้นห้อง ของเหลวไวไฟดังกล่าวปรากฏว่าเป็นวัตถุไวไฟที่ร้ายแรงติดไฟได้ง่ายและสามารถ ลุกลามไปได้ทั้งร่างกายเมื่อเทของเหลวไวไฟแล้วจำเลยใช้ไฟแช็กจุดไฟที่ต้นคอ ของผู้ตาย ก่อให้ไฟไหม้ตามตัวของผู้ตายร้อยละ 90 ของร่างกาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะฆ่าผู้ตาย ได้ความต่อไปว่า จำเลยได้ขอซื้อไฟแช็กจากนายสุจินครั้งหนึ่งแล้ว ขณะที่นายสุจินนำไปให้ เพื่อนของจำเลยห้ามไม่ให้ขาย ทั้งให้นำไฟแช็กกลับไป การที่จำเลยเป็นผู้ริเริ่มโทรศัพท์นัดให้นายคงศักดิ์และผู้ตายไปตกลงเรื่อง ชู้สาวในวันเกิดเหตุและตระเตรียมการซื้อไฟแช็กเพื่อประสงค์ใช้ในการจุดไฟ แม้นายสุจินจะมิได้ขายให้ในขณะนั้นก็ตามลักษณะการกระทำของจำเลยเช่นนี้ชี้ ให้เห็นว่าจำเลยได้คิดทบทวนล่วงหน้าก่อนและกระทำผิดแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและได้ความต่อมาว่า ขณะที่จำเลยใช้ของเหลวไวไฟเทราดไปที่ผู้ตายนั้น โจทก์ร่วมที่ 2 ลุกจากที่นั่งมาที่ผู้ตายห่างเพียง 1 เมตร จะเข้าไปห้ามปรามจำเลยแต่กลับรู้สึกตัวว่ามีไฟลุกไหม้ที่หน้าตามลำตัวด้าน หน้าและที่มือทั้งสองข้าง สาเหตุที่ก่อให้เกิดไฟไหม้ตามร่างกายของโจทก์ร่วมที่ 2 ก็เพราะเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ใช้ของเหลวไวไฟไปราดผู้ตายแล้วของเหลวไว ไฟกระเด็นไปถูกตัวโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 ถูกไฟไหม้ได้รับบาดเจ็บใบหน้าและตามตัวด้านหน้าใช้เวลารักษารวม 5 เดือน จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนอีกบทหนึ่ง ส่วนความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนของโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยได้ใช้ของเหลวไวไฟบรรจุในกระป๋องน้ำมันเครื่องไปเทราดและจุดไฟให้ลุก ไหม้ผู้ตายขณะอยู่ในห้องทำงานของโจทก์ร่วมที่ 2 บนชั้นสองของตึกแถวที่เกิดเหตุซึ่งเป็นโรงเรือนที่พักอาศัยและเป็นโรงเรือน สอนตัดเสื้อของโจทก์ร่วมที่ 1 ปรากฏว่านอกจากไฟจะลุกไหม้ผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 แล้ว ยังลุกไหม้โต๊ะ เก้าอี้ และพื้นห้องของโจทก์ร่วมที่ 1ดังกล่าวเสียหาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าโดยลักษณะแห่งการกระทำของจำเลยเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นผล การกระทำของจำเลยดังกล่าวได้ว่าไฟต้องลุกไหม้ขึ้นภายในอาคารตึกแถวที่เกิด เหตุ ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาวางเพลิงเผาโรงเรือนของโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย          พิพากษายืน  ฎีกาที่  9093/2544ป.อ. มาตรา 59, 334, 358โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนี ประนอมยอมความกันในคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องขับไล่จำเลยจากตึกแถวพิพาท โดยจำเลยตกลงยกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมได้เลือกเครื่องปรับอากาศ จำนวน 2 เครื่องแล้วเครื่องปรับอากาศทั้งสองเครื่องจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม การที่จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตู และเครื่องปรับอากาศสองเครื่องดังกล่าวไปจากตึกแถวพิพาท จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334           ส่วนที่จำเลยรื้อไม้กั้นห้องและเครื่องปรับอากาศออกไปเป็นเหตุให้ฝาผนังตึก เป็นรอย กระจกและเสาแตกนั้น จำเลยมีความประสงค์ในทรัพย์ซึ่งติดตั้งอยู่กับตึกจึงต้องรื้อออกไป การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับผนังตึกย่อมทำให้เกิดร่องรอยต่าง ๆ ขึ้นได้ ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพแตกร้าวตามที่ปรากฏในภาพถ่ายนั้นมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้ เสียทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์  ________________________________            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,358, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปจำนวน 60,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย          จำเลยให้การปฏิเสธ           ระหว่างพิจารณานางวิจิตร์ กิจเจริญวงศ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต           เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 4 ปาก โจทก์ร่วมถูกยิงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2540 นายสำเนียง กิจเจริญวงศ์ สามีของโจทก์ร่วมขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง           โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง           ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 358 ประกอบด้วยมาตรา 91ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปจำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ร่วม          จำเลยฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเช่าตึกแถวพิพาท 3 ชั้น จากโจทก์ร่วมเปิดเป็นร้านอาหาร ระหว่างเช่าจำเลยต่อเติมกั้นห้องทั้ง 3 ชั้น และติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 3 จำนวน2 เครื่อง นอกนั้นชั้นละ 1 เครื่อง ต่อมาโจทก์ร่วมฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 770/2538 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วโจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 ว่า ข้อ 1 จำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกพิพาทของโจทก์ร่วมภายในวันที่ 10เมษายน 2539 หากผิดนัดยอมให้โจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันทีกับยอมชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท ในระหว่างผิดนัด ข้อ 2 ค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระค่าเสียหาย และเงินค่าวางมัดจำล่วงหน้าของจำเลยโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องต่อ กัน ข้อ 3 ทรัพย์สินภายในตึกพิพาทที่จำเลยต่อเติมติดกับตึกพิพาท เช่น ไม้กั้นห้อง กระจก พัดลม หลอดไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง จำเลยตกลงยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศจำเลยยินยอมให้โจทก์ร่วมเป็นผู้เลือก ทรัพย์สินนอกจากนี้ที่ไม่ติดกับตึกพิพาทโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเคลื่อนย้าย ออกไปได้ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาคดีถึงที่สุดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังกล่าวก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2539 มีการรื้อไม้กั้นห้องที่ชั้น 2และเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 3 จำนวน 1 เครื่อง ที่ชั้น 2 จำนวน 1 เครื่องและนำออกไปจากตึกพิพาทมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ร่วมได้ตรวจภายในตึกพิพาทพบว่าทรัพย์สินมีสภาพเรียบร้อย ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม2539 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมได้รับแจ้งจากนางประนอม สุจริตว่าจำเลยกำลังขนย้ายเครื่องปรับอากาศและไม้ออกจากตึกพิพาท โจทก์ร่วมและนายสำเนียง กิจเจริญวงศ์ จึงไปดูแต่ไม่พบจำเลย นอกจากนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายสมชาย นิรหาดี และนางประนอม สุจริต เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2539 จำเลยขนไม้แปรรูปและเครื่องปรับอากาศออกจากตึกพิพาท นางประนอมจึงโทรศัพท์แจ้งโจทก์ร่วมเห็นว่า นายสมชายและนางประนอมอยู่ใกล้เคียงกับตึกพิพาทย่อมรู้เห็นความเคลื่อนไหว ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตึกพิพาท นางประนอมไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ส่วนนายสมชายถึงแม้เคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายกับจำเลยเมื่อปี 2538 แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลั่นแกล้งหรืออาฆาตกันอีก ทั้งคำเบิกความของนายสมชายและนางประนอมก็มีลักษณะเป็นกลางมิใช่จงใจปรักปรำ ใส่ร้ายจำเลย ประกอบกับนายอุบล คล้ายปุ้ย บิดาของจำเลยและนางสาวอมรรัตน์ สุขร่วมอดีตลูกจ้างของจำเลย เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ในวันที่ 24มีนาคม 2539 โจทก์ร่วมและนายสำเนียงได้ไปสำรวจภายในตึกพิพาททำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตูและเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง ไปจากตึกพิพาทจริง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่าเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องที่จำเลยเอาไปนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์ร่วมและนายสำเนียงเบิกความว่า ทั้งสองคนไปเลือกเครื่องปรับอากาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2539 โดยเลือกเอาเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งอยู่ชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งเป็นเครื่องที่มีกำลังบี.ที.ยู. มากกว่าอีก 2 เครื่องที่ยังเหลืออยู่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายเด่นพงษ์ วณิชย์รุจี เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปี 2539 โจทก์ร่วมมอบหมายให้ตนไปช่วยตรวจสอบเครื่องปรับอากาศว่าเครื่องใดดีนายเด่น พงษ์ได้ตรวจแล้วแจ้งโจทก์ร่วมว่า เครื่องปรับอากาศเครื่องใหญ่มีราคาสูงกว่าเครื่องอื่น และยังมีสิบตำรวจตรีวัชระ สีนวล เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภออุทัยเบิกความว่าในวันที่ 23 มีนาคม2539 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะที่สิบตำรวจตรีวัชระปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ตู้ยามตลาดขนส่งใหม่ โจทก์ร่วมและนายสำเนียงได้ไปขอให้เป็นพยานคัดเลือกเครื่องปรับอากาศในตึก พิพาท โจทก์ร่วมกับนายสำเนียงและช่างเครื่องปรับอากาศขึ้นไปบนตึกแล้วลงมาบอกว่า ตกลงกันได้แล้วโจทก์ร่วมเลือกเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 2 จำนวน 1 เครื่องและชั้น 3จำนวน 1 เครื่อง ระหว่างนั้นสิบตำรวจตรีวัชระได้ยินเสียงพูดของจำเลยแต่ไม่เห็นตัว เห็นว่า นายเด่นพงษ์เป็นช่างเครื่องปรับอากาศ ส่วนสิบตำรวจตรีวัชระเป็นเจ้าพนักงานต่างก็ไม่มีประโยชน์ได้เสียในกรณีพิพาท ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยพยานทั้งสองเบิกความมีเนื้อหาเป็นกลางมีเหตุผล ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลย จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้เลือกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องที่ชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งมีกำลังสูงมากกว่าและถูกรื้อออกไปในวันเกิดเหตุ เครื่องปรับอากาศทั้งสองเครื่องจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมการที่จำเลย เอาเครื่องปรับอากาศดังกล่าวไปพร้อมด้วยไม้กั้นห้องและบานประตู จึงเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยรื้อไม้กั้นห้องและเครื่องปรับอากาศออกไปเป็นเหตุให้ฝาผนังตึก เป็นรอย กระจกและเสาแตกนั้นได้พิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.5 และ จ.6 แล้ว เห็นว่า เมื่อจำเลยมีความประสงค์ในทรัพย์ซึ่งติดตั้งอยู่กับตึกจึงต้องรื้อออกไป การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับผนังตึกย่อมทำให้เกิดร่องรอยต่าง ๆ ขึ้นได้ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพแตกร้าวตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.5 และ จ.6 นั้นมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์           ที่จำเลยฎีกาว่า ในวันที่ 24 มีนาคม 2539 จำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุเพราะจำเลยเดินทางไปสัมมนาที่จังหวัดเพชรบุรี นั้น จำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ การประชุมหรือสัมมนาของหน่วยงานใดก็ตามต้องมีหลักฐานรายงานการประชุมหรือ สัมมนาและรายชื่อผู้เข้าร่วมสัมมนาแต่จำเลยไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นเช่นนั้น ส่วนที่จำเลยอ้างนางอมรรัตน์และนายอุบลเป็นพยานบุคคลนำสืบว่าจำเลยไปสัมมนา นั้น พยานทั้งสองปากต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับจำเลย โดยนางสาวอมรรัตน์เป็นลูกจ้างของจำเลยในขณะเกิดเหตุ ส่วนนายอุบลเป็นบิดาของจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสองจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าคำเบิกความของพยานทั้งสองในส่วนนี้เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์โดยจำคุก2 ปี นั้น เห็นว่า โทษที่ลงหนักเกินกว่าพฤติการณ์ของคดี เนื่องจากการพิพาทกันในคดีนี้สืบเนื่องมาจากมูลคดีแห่งการเช่าตึกที่เกิด เหตุ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"           พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เพียงกระทงเดียว ให้จำคุก 1 ปีและปรับ 4,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปีนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้งภายใน 2 ปี ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด และให้จำเลยทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุม ประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาที่  370/2527ป.อ. มาตรา 60, 289จำเลยมีปากเสียงชกต่อย ค. ด้วยสาเหตุปักใจเชื่อว่า ค. เป็นคนร้ายฆ่าบิดาตน จำเลยสู้ไม่ได้และกลับไปก่อน ต่อมาอีก 30 นาที ค. ขี่รถจักรยานกลับบ้านมี ป. นั่งซ้อนท้ายไปด้วย จำเลยดักซุ่มอยู่ในป่าข้างทางใช้ปืนแก๊ปยาวที่ถือติดมือมายิง ค. แต่กระสุนปืนพลาดไปถูก ป. ตาย ดังนี้ เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 60  ________________________________            ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบด้วย มาตรา 60 ให้ระวางโทษประหารชีวิต รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 288 จำคุก 10 ปี โจทก์ฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุ นายคำพันธ์และจำเลยต่างไปช่วยเกี่ยวข้าวที่นานายเรียน เสร็จแล้วนายเรียนได้เลี้ยงอาหารและสุรา ในระหว่างดื่มสุรา จำเลยและนายคำพันธ์ พลชรินทร์ เกิดมีปากเสียงถึงขนาดชกต่อยกันด้วยสาเหตุจำเลยปักใจเชื่อว่านายคำพันธ์เป็น คนร้ายฆ่าบิดาตน จำเลยสู้นายคำพันธ์ไม่ได้ และได้กลับไปก่อนหน้านายคำพันธ์โดยถือปืนแก๊ปยาวไปด้วย และได้กล่าวอาฆาตว่าถ้าใครตามมาจะยิงหัวเอา หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง ขณะนายคำพันธ์ขี่รถจักรยานกลับบ้านโดยมีนางปนนั่งซ้อนท้ายไปด้วย จำเลยซึ่งดักซุ่มอยู่ในป่าข้างทางได้ใช้ปืนแก๊ปยาวที่ถือติดมือมายิงนายคำ พันธ์ แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกนางปนถึงแก่ความตายคดีคงมีปัญหาตามข้อฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่าจำเลยมีความโกรธแค้นนายคำพันธ์มาก่อนไม่เพียงแต่สาเหตุที่จำเลยเชื่อ ว่านายคำพันธ์ฆ่าบิดาตนเท่านั้น และยังโกรธแค้นนายคำพันธ์ที่ชกต่อยจำเลยในวันเกิดเหตุโดยพูดอาฆาตว่า ถ้าใครตามมาจะยิงหัวเอา แล้วจำเลยก็กลับบ้านไปก่อน หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที นายคำพันธ์ก็กลับบ้านโดยจำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่า นายคำพันธ์จะต้องผ่านมาทางเดียวกับจำเลย การที่จำเลยหยุดคอยดักซุ่มอยู่เพื่อจะยิงนายคำพันธ์นั้น ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยมีความเคียดแค้นคุกรุ่นอยู่ในใจตลอดมาในการตกลงใจกระทำ ความผิด การที่จำเลยใช้อาวุธปืนที่ติดมือมายิงนายคำพันธ์จึงมิใช่ยิงเพราะเกิดโทสะ พลุ่งขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้นเอง หากแต่คิดไตร่ตรองและตัดสินตกลงใจก่อนแล้วจึงลงมือกระทำความผิดในภายหลัง การกระทำผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำผิดของจำเลยเกิดขึ้นในขณะนั้นเอง หาได้มีการวางแผนไตร่ตรองไว้ก่อนแต่อย่างใดไม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"           พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 60 ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  ฎีกาที่  2285/2528ป.อ. มาตรา 68, 288ผู้ตายตามไปพบจำเลยและพูดขอแบ่งวัว จากจำเลย จำเลยไม่ยอมแบ่งและชวนให้ไปตกลงกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือที่บ้านกำนันแต่ ผู้ตายไม่ยอมไป กลับชักปืนออกมาจากเอว จำเลยย่อมเข้าใจว่าผู้ตายจะใช้ปืนนั้นยิงจำเลยอันเป็น ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็น ภยันตรายที่ใกล้จะถึงการที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายไป 1 นัด และผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุการกระทำ ของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายหวล 1 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกนายหวลถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288           จำเลยให้การว่าได้ใช้ปืนยิงนายหวล 1 นัดจริงแต่เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง           ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุอันเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด พิพากษายกฟ้อง           โจทก์อุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288           จำเลยฎีกา           ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายพี่ชายนางไล้ภริยาจำเลยตามไปพบจำเลยเพื่อเจรจาขอแบ่งวัวจากจำเลยเพื่อ นำไปให้นางไล้ จำเลยไม่ยอมแบ่ง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น จำเลยชวนให้ไปตกลงกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือที่บ้านกำนัน แต่ผู้ตายไม่ยอมไปกลับจะบังคับให้จำเลยตกลง โดยผู้ตายเป็นฝ่ายชักปืนออกมาจากเอวก่อนเช่นนี้จำเลยย่อมเข้าใจว่าผู้ตายจะ ใช้ปืนยิงจำเลยอันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายไปนั้น จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด           พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น     ฎีกาที่  3107/2516ป.อ. มาตรา 172, 173ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2501ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43โจทก์ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธ ปืน ได้พกพาอาวุธปืนขณะที่มิได้อยู่ในบ้านของตน แต่อยู่ที่บ้านของพี่โจทก์ จำเลยเป็นตำรวจได้ตรวจค้นพบอาวุธปืนนั้นที่ตัวโจทก์ จึงจับโจทก์และแจ้งความหาว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาล และพกพาอาวุธปืนกรณีเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ การพกพาอาวุธปืนเช่นนี้จะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยแจ้งหรือไม่ ไม่สำคัญเพราะการแจ้งข้อความย่อมหมายถึงการแจ้งข้อเท็จจริง ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย และการที่จำเลยแจ้งด้วยว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความผิดอาญาการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ  ________________________________            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานตำรวจกับตำรวจอีกหลายคนได้ร่วมกันกระทำการในตำแหน่งอันมิชอบ เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษโดยร่วมกันเข้าทำการจับกุมตัวโจทก์แกล้ง กล่าวหาว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลและพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมกับ ยึดปืน 2 กระบอกและกระสุนปืนของโจทก์ซึ่งเป็นปืนที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายในบ้าน ที่โจทก์ พี่โจทก์ และบิดาโจทก์พักอาศัย โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรจะรู้ว่าโจทก์ไม่ใช่บุคคลอันธพาล และโจทก์ได้พกอาวุธในสถานที่ที่โจทก์มีสิทธิพาได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้กระทำผิดต่อกฎหมายใด ๆ จำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีอำนาจจับกุมหรือกล่าวหาโจทก์ในข้อหาว่าโจทก์เป็น บุคคลอันธพาลหรือข้อหาพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ กระทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นการกระทำในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษเมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกได้ควบคุมตัวโจทก์มา สถานีตำรวจจำเลยที่ 1 ได้แจ้งความกล่าวโทษเป็นความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา โดยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แก่พนักงานสอบสวน ว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลและพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความแล้ว เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าว โจทก์ต้องถูกควบคุมกักขังไว้ที่สถานีตำรวจเป็นเวลา 3 วัน ในการที่จำเลยทั้งสองกับพวกจับกุมและควบคุมกักขังโจทก์จำเลยทั้งสองกับพวก ได้ร่วมกันเรียกร้องเงินจากโจทก์ 20,000 บาท ถ้าโจทก์ยอมให้ก็จะปล่อยตัวโจทก์ไม่ควบคุมและดำเนินคดีโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนหรือจูงใจโจทก์เพื่อให้โจทก์หรือบุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่ง ทรัพย์สินแก่ตนหรือผู้อื่นอีกด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และ ผู้อื่น และเป็นการทำให้โจทก์และผู้อื่นเสียหายหรืออาจเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา83,90,91, 148, 157, 172, 173, 200, 201, 310 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 13, 14ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2           ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดเฉพาะจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 148, 201 มีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาตามมาตรา 148, 201 คำฟ้องนอกนั้นไม่มีมูล ให้ยกเสียและให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2           โจทก์อุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 200, 201, 310, 83 ให้ประทับฟ้องโจทก์เฉพาะข้อหาตามมาตราที่กล่าวข้างต้น           โจทก์ฎีกา           ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ได้พกพาอาวุธปืนขณะที่มิได้อยู่ในบ้านของตน แต่อยู่ที่บ้านของพี่โจทก์ จำเลยเป็นตำรวจได้ตรวจค้นพบอาวุธปืนนั้นที่ตัวโจทก์ จึงจับโจทก์และแจ้งความหาว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาล และพกพาอาวุธปืนเช่นนี้จะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยแจ้งหรือไม่ ไม่สำคัญเพราะการแจ้งความย่อมหมายถึงการแจ้งข้อเท็จจริง ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมายและการที่จำเลยแจ้งด้วยว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาล นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความผิดอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ คดีไม่มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173           พิพากษายืน ฎีกาที่  2823/2541ป.อ. มาตรา 90, 147, 161ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ เอกสารกรอกข้อความลงในเอกสาร ดูแลรักษาเอกสารเกี่ยวกับการเงินและบัญชี ควบคุมดูแลเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินทุกประเภทของโรงเรียน พ. จำเลยได้กรอกข้อความและลงลายมือชื่อของข้าราชการหลายคนในสัญญารับรองการยืม เงินว่า บุคคลเหล่านั้นยืมเงินค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในกิจการของโรงเรียนอัน เป็นความเท็จ และปลอมลายมือชื่อของผู้อำนวยการ โรงเรียนกับพวกเป็นผู้อนุมัติให้ยืมเงิน อีกทั้งปลอมสัญญารับรองการยืมเงินของบุคคลดังกล่าวโดยเพิ่มเติมข้อความหรือ แก้ไขตัวเลขให้สูงขึ้น แล้วเบียดบังเงินส่วนนั้นไปเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 147 แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมก็โดยมีเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการ เบียดบังเงินเป็นของตนการที่จำเลยเบียดบังเงินแต่ละครั้งจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 147อันเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 36 กระทง เท่านั้นแต่การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำ ของจำเลยในความผิดตามมาตรา 147 และมาตรา 161 เป็นความผิดหลายกรรมและพิพากษาลงโทษจำเลย ตามมาตรา 147 รวม 36 กระทงกับมาตรา 161 รวม 36 กระทงนั้นไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไข ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225  ________________________________           คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน           โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2532เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 มกราคม 2533 เวลากลางวันจำเลยซึ่งรับราชการปฏิบัติหน้าที่ครูการเงินและบัญชี มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารดูแลรักษาเอกสารเกี่ยวกับการเงินและบัญชีควบคุมดูแล เงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินทุกประเภท จำเลยได้กรอกข้อความและลงลายมือชื่อของนางบุญเจือ ดิษฐ์ไชยวงศ์หรือดิษฐ์ไชยวงค์ และบุคคลอื่นอีกหลายคนในสัญญารับรองการยืมเงินว่าบุคคลเหล่านั้นยืมเงินค่า วัสดุอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในกิจการของโรงเรียนพิจิตรพิทยาคมอันเป็นความเท็จ และปลอมลายมือชื่อของนายเรือง ปาเฉยผู้อำนวยการโรงเรียนกับพวกเป็นผู้อนุมัติให้ยืมเงิน ปลอมสัญญารับรองการยืมเงินของนางบุญเจือ และบุคคลอื่นดังกล่าวโดยเพิ่มเติมข้อความหรือแก้ไขตัวเลขให้สูงขึ้น แล้วเบียดบังเงินส่วนนั้นเป็นของตนโดยทุจริต ซึ่งจำเลยได้กระทำการปลอมเอกสารในคดีทั้งสองสำนวนรวม 72 ฉบับ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 91, 147, 157, 161 ริบเอกสารของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 582,167 บาทแก่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม จังหวัดพิจิตร กรมสามัญศึกษา          จำเลยให้การปฏิเสธ           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความ ผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยลงโทษตามมาตรา 147 รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี ตามมาตรา 161 อีก 36 กระทงจำคุกกระทงละ 2 ปี เนื่องจากความผิดตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงให้ลงโทษจำคุกทั้งสิ้น 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลาง ให้จำเลยคืนเงิน 582,167 บาท แก่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม          จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน          จำเลยฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการตำแหน่งหัวหน้างานการเงินของโรงเรียนพิจิตร พิทยาคม มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณทุกเรื่อง ทำรายงานเกี่ยวกับการเงินและควบคุมดูแลเงินกับเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการ เงินทุกประเภทในระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้ทุจริตปลอมแปลงเอกสารสัญญารับรองการยืมเงินนอกงบประมาณ ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยรวม 72 ฉบับแล้วเบียดบังเงินไปจำนวนรวม 2,657,578 บาท           มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า ตนไม่ได้ปลอมเอกสารกับเบียดบังเงินของโรงเรียนนั้นคงมีแต่จำเลยปากเดียวเบิก ความลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของตนแต่อย่างใด เป็นพยานหลักฐานที่เลื่อนลอย ไม่มีเหตุผลให้รับฟังและไม่สามารถหักล้างหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย           อนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมก็โดยมีเจตนาที่จะใช้เป็นหลักฐานในการเบียด บังเงินเป็นของตน การที่จำเลยเบียดบังเงินแต่ละครั้งจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 36 กระทง เท่านั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยในความผิดตามมาตรา 147 และมาตรา 161 เป็นความผิดหลายกรรมและพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 147 รวม 36 กระทง กับมาตรา 161รวม 36 กระทงนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใด ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน582,167 บาท แก่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคมนั้น ยังไม่ถูกต้องตามคำขอของโจทก์จึงเห็นสมควรแก้ไขให้สมบูรณ์ด้วย           พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 161 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเบียดบังเงินไปรวม 36 ครั้ง จึงเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี เป็นโทษจำคุกรวม 252 ปี แต่เนื่องจากความผิดตามมาตรา 147 ระวางโทษจำคุกขึ้นสูงเกินกว่าสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลางให้จำเลยคืนเงิน 582,167 บาท แก่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคมจังหวัดพิจิตร กรมสามัญศึกษา ฎีกาที่  5236/2549ป.อ. มาตรา 172, 173, 174ข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวนตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนการกระทำของโจทก์ทั้งสองจะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยแจ้งหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะการแจ้งข้อความย่อมหมายถึงแจ้งเฉพาะข้อเท็จจริงไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยแจ้งและ พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นความเท็จ  ________________________________            โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174           ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง           โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์           ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน            โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเบิกความยอมรับว่าได้ร่วมกับชาวบ้านเข้าไปในที่สาธารณประโยชน์ โคกป่าช้าและตัดต้นไม้เพื่อจะสร้างศาลาพักศพจริง ซึ่งตรงกับที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอกันทรวิชัย ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ดังนั้น ข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนการกระทำของโจทก์ทั้งสองจะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยแจ้งหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะการแจ้งข้อความย่อมหมายถึงแจ้งเฉพาะข้อเท็จจริงไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยแจ้ง และพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นความเท็จ คดีของโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีมูล ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่าได้ ทราบเรื่องจากนายคำ ซึ่งความจริงนายคำได้เสียชีวิตไปก่อนวันเกิดเหตุแล้วนั้น ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญในคดีนี้ไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น           พิพากษายืน. ฎีกาที่  3470/2543ป.อ. มาตรา 148, 149, 157, 337ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งลูกแถว กองกำกับการอารักขาและรักษาความปลอดภัย กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดอาญา เมื่อได้พบและกล่าวหาว่าผู้เสียหายให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวโดยไม่ ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ จึงไม่ใช่การกลั่นแกล้งกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทำผิดอาญาโดยไม่มีมูลความผิด การที่จำเลยทั้งสามปฏิบัติการไปตามหน้าที่ดังกล่าวโดยชอบแล้ว กลับไม่จับกุมแต่ขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินแล้วละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แต่การที่จำเลยทั้งสามขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายภายหลังเช่นนี้ ย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินในตำแหน่งโดยมิชอบด้วย หน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นบทเฉพาะมาด้วย แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเมื่อพบการกระทำผิดซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่จับ กุมผู้กระทำผิด แต่กลับร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตโดยข่มขืนใจผู้ เสียหายให้มอบเงินดังกล่าว อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบคำบรรยายฟ้องดังกล่าวจึงเข้าองค์ประกอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะอ้าง บทมาตราความผิดตามบทเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148แต่เมื่อคำบรรยายฟ้องและข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่าการกระทำของ จำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามบทเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 แล้ว จึงถือว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า           จำเลยทั้งสามร่วมกันขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหาย เพื่อที่จะละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหายไปดำเนินคดี จนผู้เสียหายกลัวว่าจะถูกจับกุมอันจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของตน จึงยอมจะให้เงินแก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปและฐานกรรโชกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ด้วย หาใช่เป็นเรื่องที่เมื่อเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้วจะ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 337 ด้วยไม่ เพียงแต่เมื่อเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่จำต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกเท่านั้น  ________________________________            โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันข่มขืนใจนางสุนิจ จิตรำลึก ผู้เสียหายให้ยอมให้เงินสดจำนวนหนึ่งแก่จำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นบ้านผู้เสียหายแล้วทำ การจับกุมโดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาใน ราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายและจะดำเนินคดีแก่ผู้เสียหาย แต่หากผู้เสียหายให้เงินจำนวนหนึ่งแก่จำเลยทั้งสามแล้วก็จะปล่อยตัวไป อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายแก่ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอมที่จะให้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม และจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้ผู้เสีย หายมอบเงินให้ โดยร่วมกันแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านและจับกุมผู้เสียหาย เมื่อพบการกระทำผิดซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิด แต่กลับร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตโดยข่มขืนใจผู้ เสียหายให้มอบเงินให้ดังกล่าว อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบจำเลยทั้งสามถูกจับกุมพร้อมกล้องถ่าย รูปจำนวน 2 กล้อง ที่ใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสามในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3439/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 148, 157, 337 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยทั้งสามต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3439/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้           จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสามในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3439/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 337 (ที่ถูก 337 วรรคแรก) ประกอบด้วยมาตรา 83 แต่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 5 ปี กล้องถ่ายรูปของกลางใช้ในการกระทำผิดจึงให้ริบ ส่วนคำขอที่ให้นับโทษจำเลยทั้งสามต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3439/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้          จำเลยทั้งสามอุทธรณ์          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน          จำเลยทั้งสามฎีกา           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 337 แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามมาตรา 149 เช่นนี้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ได้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ได้ความว่าเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น โดยคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 บัญญัติว่า ถ้าคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลัก ฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตำแหน่ง ลูกแถวกองกำกับการอารักขาและรักษาความปลอดภัยกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติ การพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดอาญาเมื่อ ได้พบและกล่าวหาว่าผู้เสียหายให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวโดยไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522มาตรา 38 และ 77 จึงมิใช่การกลั่นแกล้งกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทำผิดอาญาโดยไม่มีมูลความผิด การที่จำเลยทั้งสามปฏิบัติการไปตามหน้าที่ดังกล่าวโดยชอบแล้ว กลับไม่จับกุมแต่ขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงิน แล้วละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แต่การที่จำเลยทั้งสามขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายภายหลังเช่นนี้ ย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินในตำแหน่งโดยมิชอบด้วย หน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมาตรา 149 ล้วนแต่เป็นบทเฉพาะที่มีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกัน กล่าวคือ มาตรา 148 เป็นเรื่องใช้อำนาจโดยมิชอบกลั่นแกล้งกล่าวหาจับกุมโดยไม่ปรากฏว่าได้เกิด การกระทำความผิด เป็นการแกล้งกล่าวหาจับกุมแล้วบังคับเอาเงินหรือจูงใจให้เงิน แต่มาตรา 149 เป็นเรื่องผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิด เมื่อผู้จับกล่าวหาจับกุมตามอำนาจหน้าที่แล้ว เรียกเงินเพื่อปล่อยตัวไม่นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นบทเฉพาะมาด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องแล้วโจทก์ได้บรรยายฟ้องด้วยว่าเมื่อพบการกระทำผิด ซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดแต่กลับร่วมกันปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยข่มขืนใจผู้เสียหายให้มอบเงินดังกล่าวอันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิ ชอบคำบรรยายฟ้องดังกล่าวจึงเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 แล้ว และในชั้นพิจารณาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ถือว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมแล้วแม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะอ้างบทมาตรา ความผิดตามบทเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แต่เมื่อคำบรรยายฟ้องและข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามบทเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว จึงถือว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า           ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่าเมื่อคดีฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปและมาตรา 337 อีกด้วยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหาย เพื่อที่จะละเว้นไม่จับกุมผู้เสียหายไปดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติ คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522จนผู้เสียหายกลัวว่าจะถูกจับกุมอันจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของตนจึงยอม จะให้เงินแก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละ เว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไป และฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคแรก ด้วย หาใช่เป็นเรื่องที่เมื่อเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้วจะไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 337 ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่เพียงแต่เมื่อเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกเท่านั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"          พิพากษายืน
< ก่อนหน้า