ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com arrow ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง arrow คอลัมน์ : จับประเด็นฎีกา (ทีมงาน STD) arrow จับประเด็นฎีกา อาญา ปี ๒๕๕๑ ชุดที่ ๑
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.68-community-log
เวลา : 04:38
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 297
จำนวนข่าวสาร : 16846
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 31343932
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 322 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
จับประเด็นฎีกา อาญา ปี ๒๕๕๑ ชุดที่ ๑ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : จับประเด็นฎีกา (ทีมงาน STD)
Monday, 07 September 2009

จับประเด็นฎีกา อาญา ปี 2551 ชุดที่ 1

 

จับประเด็นปัญหาข้อกฎหมายจากฎีกาปี 2551[1]

 

1.              ฎีกาล้างมลทิน (ป.อ.มาตรา ๒, ๙๐, ๙๑, ๙๒, ๒๗๖, ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง, ๒๑๕, ๒๒๕)/  มีปัญหาว่าความผิดฐานอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม? มี พ.ร.บ.ล้างมลทินให้แก่จำเลยในคดีก่อนจะเพิ่มโทษจำเลยคดีหลังได้หรือไม่? ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไข ป.อ.มาตรา ๒๗๖ กฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่? ตอบ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  เพิ่มโทษจำเลยไม่ได้  กฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย  เพราะการที่จำเลยกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ ๓ ไปเพื่อการอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๓  เป็นการกระทำโดยมีเจตนาอันแท้จริงเพียงอย่างเดียวคือเพื่อที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๓  การกระทำความผิดของจำเลยในส่วนนี้เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท  ต้องลงโทษในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ.มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก  ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ.มาตรา ๙๐  แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยในฟ้อง  เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน  และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม  ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๙๑ ไม่ได้  และศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ.มาตรา ๙๒ เพราะจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๐๑๑/๒๕๔๓  ของศาลชั้นต้น  ปรากฏว่าได้มี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาฯ มาตรา ๔  ล้างมลทินให้แก่จำเลยซึ่งกระทำความผิดก่อนหรือในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐  และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้  ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง  ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ และแม้ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ.(ฉบับที่ ๑๙) ฯ มาตรา ๓ ยกเลิกความในมาตรา ๒๗๖ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน  แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย (ฎ.๑๓๗๕/๒๕๕๑ น.๑๓๓ ล.๑)

 

 

2.              ฎีการิบรถยนต์ (ป.อ.มาตรา ๑๗, ๓๓)/  มีปัญหาว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ศาลจะสั่งริบรถยนต์ของกลางตาม ป.อ.มาตรา ๓๓ ได้หรือไม่?  ตอบ ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางตาม ป.อ.มาตรา ๓๓ ได้  เพราะโจทก์บรรยายฟ้องไว้ในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาว่า  จำเลยขับรถยนต์ของกลางด้วยความประมาทและโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น  อันเป็นความผิดตามมาตรา ๔๓, ๑๖๐ ของ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดรถยนต์ดังกล่าวซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง  โจทก์ได้อ้าง ป.อ.มาตรา ๓๓ อันเป็นบทบัญญัติเรื่องริบทรัพย์ และมีคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางด้วย  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด  จำเลยจะฎีกาโต้แย้งว่ารถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกไม่ได้  และแม้ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษแก่จำเลยจะไม่มีบทบัญญัติให้ริบทรัพย์สินดังกล่าว  แต่จะถือว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว  จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปใน ป.อ.มาใช้บังคับดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาก็ไม่ได้อีกเช่นกัน  เนื่องจาก ป.อ.มาตรา ๓๓ กำหนดให้ศาลริบทรัพย์สินได้นอกเหนือไปจากกรณีที่กฎหมายอื่นได้บัญญัติไว้ด้วย  ดังนั้น  เมื่อฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาริบรถยนต์ของกลางได้ตาม ป.อ.มาตรา ๑๗, ๓๓(๑) (ฎ.๕๙๕/๒๕๕๑ น.๗๔ ล.๑)

 

 

3.              ฎีกาไม่ริบอาวุธปืน (ป.อ.มาตรา ๓๒, ๓๗๑, ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง, ๒๒๕) /  มีปัญหาว่าศาลลงโทษจำเลยบทหนักตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯมาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง ซึ่งไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืน ศาลจะสั่งให้ริบอาวุธปืนโดยอาศัยอำนาจตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ ซึ่งเป็นบทเบาได้หรือไม่ ?  ตอบ ศาลสั่งให้ริบอาวุธปืนไม่ได้  เพราะความผิดของจำเลยอยู่ที่การมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต  ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียให้สิ้น  และแม้จะถือว่าอาวุธปืนซึ่งเมื่อจำเลยพาไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้วศาลมีอำนาจสั่งให้ริบได้ตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑  แต่ในเมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯมาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง  ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง  อีกบทหนึ่ง  และศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯมาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง  ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้ว  ศาลก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางได้  เพราะมาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง  มิได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนที่พาไปโดยผิดกฎหมายได้เลย  และจะสั่งให้ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางโดยอาศัยอำนาจตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ ที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องซึ่งเป็นบทเบาก็ไม่ได้ด้วย  เพราะศาลไม่ได้ลงโทษจำเลยตามบทนี้  เมื่อาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางริบไม่ได้  ก็ต้องสั่งคืนอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ  ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎ.๑๐๓๔/๒๕๕๑ น.๑๐๐ ล.๑)

 

 

4.              ฎีกาเสื้อของกลาง (ป.อ.มาตรา ๓๓, ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง, ๒๒๕, ๒๑๘) /  มีปัญหาว่าศาลชั้นต้นจำคุก ๒ กระทง กระทงละไม่เกิน ๕ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่? พบเมทอาเฟตามีนในซองหมากฝรั่งซึ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ในห้องศาลจะสั่งริบเสื้อได้หรือไม่?   ตอบ ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง  ศาลสั่งริบเสื้อไม่ได้  เพราะศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๔ ปี รวมจำคุก ๙ ปี  เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก ๖ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน โดยลงโทษจำคุกระทงละไม่เกินห้าปี  คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง  ที่จำเลยฎีกาว่าตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุไม่มีหลอดไฟให้แสงสว่างพอที่จะมองเห็นการล่อซื้อและบันทึกการจับกุม  พยานโจทก์ทำขึ้นเองเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้นั้น  เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๔  อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว  เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย  เมื่อสายลับล่อซื้อได้แล้วเจ้าพนักงานตำรวจก็ไปที่บ้านของจำเลยขอตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนอีก ๓๑ เม็ด  ในซองหมากฝรั่งซึ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ห้องนอน  ดังนั้น ตามพฤติการณ์จำเลยเพียงแต่เก็บเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในกระเป๋าเสื้อเท่านั้น เสื้อของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรง จึงไม่อาจริบได้  ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ โดยเห็นสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของ (ฎ.๗๘๐/๒๕๕๑ น.๙๔ ล.๑)

 

 

5.              ฎีกาบรรยายฟ้อง พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ (ป.อ.มาตรา ๕๖, ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘(๕), ๑๙๕ วรรคสอง, ๒๒๕ )/ มีปัญหาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ เป็นบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา ๑๐๒(๓ทวิ), ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง หรือไม่? ตอบ บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด  เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ  ซึ่งตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯมาตรา ๑๐๒(๓ทวิ) บัญญัติว่า ในขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถต้องไม่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ  และตามมาตรา ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง  บัญญัติว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๒(๓ทวิ) ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ  แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม  ซึ่งบทมาตรา ๑๐๒(๓ทวิ), ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง เป็นบทห้ามและบทลงโทษผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ  ดังนั้น ผู้ที่จะกระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ  อันเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบแห่งความผิด  การที่ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ เป็นบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา ๑๐๒(๓ทวิ), ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง  คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘(๕)  แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไม่ได้  ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา  ๑๙๕ วรรคสอง  ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎ.๕๒๗/๒๕๕๑ น.๖๗ ล.๑)

 

 

6.             *****ฎีกา ส. ค่ายหลวง (ป.อ.มาตรา ๘๓, ๘๔, ๘๖, ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง) /  มีปัญหาว่าจำเลยตะโกนขึ้นว่า ใครอย่างขวางทางกูนะ กู ส.ค่ายหลวง กูมีปืนนะผิดฐานเป็นผู้ใช้หรือตัวการร่วม? ฟ้องฐานตัวการร่วมได้ความว่าเป็นผู้ใช้ ลงโทษฐานผู้ใช้ได้หรือไม่?  ตอบ ผิดฐานผู้ใช้  ลงโทษฐานผู้ใช้ไม่ได้แต่ลงโทษฐานผู้สนับสนุนได้  เพราะถ้อยคำที่จำเลยตะโกนขึ้นว่า ใครอย่าขวางทางกูนะ กู ส.ค่ายหลวง กูมีปืนนะ เป็นถ้อยคำลักษณะพูดยั่วยุกระตุ้นจิตใจให้พวกของจำเลยเกิดความฮึกเหิมที่จะเข้าไปทำร้ายผู้เสียหาย  ซึ่งแม้ว่าขณะนั้นจำเลยจะไม่มีอาวุธปืนติดตัวดังที่ร้องตะโกนก็ตาม  แต่การพูดว่ากูมีปืนนะย่อมเป็นการข่มขวัญฝ่ายผู้เสียหายให้เกิดความกลัว  ขณะเดียวกันก็เป็นการให้กำลังใจพวกของตัวเองให้กล้าที่จะยกพวกเข้าไปรุมทำร้ายผู้เสียหาย  การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๘๔ มิใช่ตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม มาตรา ๘๓ ดังที่โจทก์ฟ้อง  จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง  แต่ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๘๖ ได้ (ฎ.๗๗๐/๒๕๕๑ น.๘๗ ล.๑)

 

 

7.              ฎีกาขับรถบรรทุกโดยประมาท (ป.อ.มาตรา ๙๐, ๓๐๐, ๓๙๐)/  มีปัญหาว่าผิดตาม พ.ร.บ.จราจารทางบกฯซึ่งบัญญัติไว้คนละอนุมาตรา เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม?  ตอบ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  เพราะการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓(๒), ๑๖๐ วรรคสาม  กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุราจนหยุดรถไม่ทันเมื่อได้รับสัญญาณไฟจราจรสีแดงในขณะขับรถจะผ่านสี่แยก  ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาท  เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกพ่วงของจำเลยชนรถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย  และทำให้ พ. กับพวกได้รับอันตรายแก่กายและได้รับอันตรายสาหัส  อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓(๔), ๑๕๗ และ ป.อ.มาตรา ๓๐๐, ๓๙๐ นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์กระบะเสียหายและผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ  จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท  แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ซึ่งบัญญัติไว้คนละอนุมาตราตามที่โจทก์ฎีกา   ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน  และแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ก็เป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการต่างๆดังที่โจทก์ฟ้อง  ส่วนที่ว่าจำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาวินิจฉัย (ฎ.๗๒๕/๒๕๕๑ น.๘๓ ล.๑)

 

 

8.              ฎีกาพาอาวุธปืนไปในเมือง (ป.อ.มาตรา ๙๐, ๙๑, ๓๗๑) /  มีปัญหาว่าจำเลยผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครอง  และผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม? ตอบ หลายกรรมต่างกัน  เพราะการที่จำเลยมีเจตนาที่จะมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ถือว่ามีความผิดตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง  เมื่อจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง  จึงเป็นการกระทำความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้  แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ในวาระเดียวกัน  การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ.มาตรา ๙๑  มิใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันจะต้องใช้กฎหมายที่มีโทษหนังที่สุดลงแก่จำเลยตาม ป.อ.มาตรา ๙๐ (ฎ.๙๓๒/๒๕๕๑ น.๙๗ ล.๑)

 

 

9.              ฎีกาลักบัตรATM ไปกดตังค์ (ป.อ.มาตรา ๙๑, ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗) /  มีปัญหาว่าจำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไป แล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายผ่านเครื่องฝาก-ถอนอัตโนมัติ ผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม?  ตอบ ผิดหลายกรรมต่างกัน  เพราะจำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายแล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ดังนั้น การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายกับลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำแต่ละครั้งดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยรวม 14 กระทง ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 มีหมายเหตุท้ายฎีกา โดยสุรสิทธิ์  แสงวิโรจน์พัฒน์ (ฎ.๔๖๔/๒๕๕๑ น.๔๗ ล.๑)

 

10.       ฎีกา พ.ร.บ.การสาธารณะสุขฯ (ป.อ.มาตรา ๙๑) /  มีปัญหาว่าผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม? ตอบ หลายกรรมต่างกัน  เพราะการประกอบกิจการรับซื้อขาย แลกเปลี่ยน สะสมวัตถุสิ่งของที่ชำรุดใช้แล้วเหลือใช้  จำพวกกระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวดหรือสิ่งของเก่าอื่นๆ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานท้องถิ่นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณะสุขฯ มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง  ส่วนการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกองวัสดุสิ่งของเก่า  หรือให้ต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณะสุขฯ มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง  แสดงว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการแยกการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้เป็นคนละกระทงความผิดกัน  การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตา ป.อ.มาตรา ๙๑  (ฎ.๑๐๘๙/๒๕๕๑ น.๑๑๐ ล.๑)

 

 

11.       ฎีกาเลื่อยโซ่ยนต์ (ป.อ.มาตรา ๙๑)/  มีปัญหาว่าความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และ พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม?  ตอบ หลายกรรมต่างกัน  เพราะการทำไม้หวงห้ามเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง การมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง  การแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง และการมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๗๓ วรรคสอง (๒)  ส่วนการมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาที่โจทก์บรรยายฟ้องมาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้  การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างแยกจากกันได้ การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ.มาตรา ๙๑ (ฎ.๑๐๙๓/๒๕๕๑ น.๑๒๓ ล.๑)

 

 

12.       ฎีกาเพิ่มโทษ (ป.อ.มาตรา ๙๒) /  มีปัญหาว่าคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ศาลจะเพิ่มโทษคดีหลังนี้ได้หรือไม่?   ตอบ เพิ่มโทษคดีหลังไม่ได้  เพราะตาม ป.อ.มาตรา ๙๒ นั้น  ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งวันพ้นโทษก็คือ พ้นโทษจำคุกในคดีก่อนนั่นเอง  ดังนั้น เมื่อคดีก่อนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ซึ่งโจทก์ได้รับสำเนาแล้ว ก็มิได้แก้ฎีกาคัดค้านประการใด กรณีเช่นนี้ย่อมไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ (ฎ.๑๑๔๗/๒๕๕๑ น.๑๓๐ ล.๐)

 

 

13.       ***ฎีกาผู้เสียหาย (ป.อ.มาตรา ๑๕๗, ป.วิ.อ.มาตรา ๒(๔) )/  มีปัญหาว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้สอบสวนคุณสมบัติของประธาน อบต. โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิก อบต. เป็นผู้เสียหายหรือไม่?  ตอบ ไม่เป็นผู้เสียหาย  เพราะแม้จำเลยซึ่งเป็นนายอำเภอมีหน้าที่กำกับดูแลองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบราชการ  แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้สอบสวนคุณสมบัติของประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล  อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ก็เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการขอจำเลยอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ  มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลโดยตรงแต่ประการใด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย  การที่โจทก์จะมีอำนาจฟ้องประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลได้หรือไม่  ก็เป็นคนละเรื่องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวหา  จึงไม่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๕๗ (ฎ.๑๕๑๐/๒๕๕๑ น.๑๓๗ ล.๑)

 

 

14.       ***ฎีกาฉ้อโกง (ป.อ.มาตรา ๓๔๑)  /  มีปัญหาว่าจำเลยไม่เคยขออนุญาตที่จะปลูกสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน แต่หลอกลวงโจทก์พร้อมแสดงแผ่นพับโฆษณาแสดงการเป็นเจ้าของโครงการ เสนอขายบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน ทำให้โจทก์หลงเชื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่?  ตอบ ผิดฐานฉ้อโกง  เพราะการที่จำเลยอ้างว่า ส. เจ้าของที่ดินลงชื่อมอบอำนาจให้ดำเนินการเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินแทนและให้จำเลยไถ่ถอนที่ดินทีละส่วน  แต่ ส. กลับไม่เคยเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว  และยังยืนยันว่าขณะที่จำเลยนำที่ดินมาขายฝากยังไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ทั้งจำเลยไม่เคยขออนุญาตที่จะปลูกสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแต่อย่างใด  แต่จำเลยกลับมาหลอกลวงโจทก์พร้อมแสดงแผ่นพับโฆษณาแสดงการเป็นเจ้าของโครงการเสนอขายบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินให้โจทก์ ทั้งๆที่จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เสนอขายให้แก่โจทก์  และจำเลยก็ไม่เคยขออนุญาต ส. เจ้าของที่ดินปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด  การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ดังกล่าวทำให้โจทก์หลงเชื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ โดยการวางมัดจำเงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ไว้แก่จำเลย  การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ.มาตรา ๓๔๑ (ฎ.๓๘๕/๒๕๕๑ น.๓๔ ล.๑)

 

 

15.       ฎีกาหน้าที่นำสืบอาวุธปืน (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๗๔) / มีปัญหาว่าโจทก์ไม่นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีใบอนุญาตพาอาวุธปืน คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยศาลจะลงโทษได้หรือไม่?  ตอบ ศาลลงโทษจำเลยไม่ได้  เพราะในคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน  เครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต  และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรและโดยไม่มีใบอนุญาต  และจำเลยให้การปฏิเสธ  โจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ความว่า จำเลยกับพวกกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาในฟ้อง  แต่โจทก์มิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียน จำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน  ไม่มีใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนนั้น ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง  เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงนั้น  การที่โจทก์ไม่ได้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นของกลางหาได้ทำให้โจทก์หมดภาระในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยไม่  โจทก์ยิ่งต้องขวนขวายรวบรวมนำพยานหลักฐานอื่นใดมาพิสูจน์ยืนยันว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าว โจทก์คงนำสืบรับฟังข้อเท็จจริงได้แต่เพียงว่า  จำเลยกับพวกร่วมกันมีและร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น  พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังได้  แม้จำเลยจะนำสืบและเบิกความว่าจำเลยไม่เคยขอมีใบอนุญาตพาอาวุธปืน ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์  และคำเบิกความของจำเลยในการสืบพยานของจำเลยนั้น ก็ไม่ใช่คำรับสารภาพของจำเลยจึงไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยได้ (ฎ.๓๙๐/๒๕๕๑ น.๓๘ ล.๑)

 

 

หมายเหตุท้ายฎีกาโดยพรเพชร วิชิตชลชัย

                         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๐/๒๕๕๑ เดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๕๓/๒๕๓๒ (ประชุมใหญ่) ที่ศาลถือว่าคำเบิกความของจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยาน ไม่ใช่พยานหลักฐานของโจทก์ ดังนั้น จึงไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยได้                        แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไข ป.วิ.อ.(ฉบับที่ ๒๘) เมื่อปี ๒๕๕๑ โดยมีบทบัญญัติเพิ่มเติมมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง ว่า ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้                         บทบัญญัติมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง  ดังกล่าวจึงกลับหลักการตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้  และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๕๓/๒๕๓๒ (ประชุมใหญ่)

                        แต่เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง  มีผลเป็นโทษแก่จำเลย  ดังนั้นย่อมไม่มีผลย้อนหลัง ในปัญหาว่าบทบัญญัติมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง จะมีผลเมื่อใดนั้นผู้เขียนเห็นว่าควรจะมีผลแต่เฉพาะการเบิกความของจำเลยหลังจากวันที่ ป.วิ.อ.(ฉบับที่ ๒๘) มีผลบังคับใช้ คือ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

 

 

16.       ฎีกาให้การรับสารภาพตามฟ้อง (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๗๖) / มีปัญหาว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาร่วมกันลักลอบนำเลื่อยโซ่ยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรฯ และข้อหาร่วมกันซื้อรับไว้ช่วยซ่อนเร้นซึ่งทรัพย์ดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ไม่นำสืบ ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่? ตอบ ศาลลงโทษจำเลยไม่ได้  เพราะโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกันลักลอบนำเลื่อยโซ่ยนต์บาร์เลื่อย  และโซ่เลื่อยจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรและโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีอากรของรัฐบาล  หรือมิฉะนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันซื้อรับไว้ ช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ดังกล่าว  โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่า เป็นของกลางที่ลักลอบนำเข้ามาใจราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย  ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น  การที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด  เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง  แต่โจทก์มิได้นำสืบพยานให้ได้ความเช่นว่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาร่วมกันลักลอบนำเลื่อยโซ่ยนต์ บาร์เลื่อย และโซ่เลื่อยจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรและโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีอากรของรัฐบาล หรือจำเลยกับพวกร่วมกันซื้อ รับไว้ ช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ บาร์เลื่อยและโซ่เลื่อยดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นของลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ (ฎ.๑๐๙๒/๒๕๕๑ น.๑๑๙ ล.๑)

 

 

17.       ***ฎีกาต้องหามอุทธรณ์ (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง, ๑๙๓ ทวิ) /มีปัญหาว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๕ แต่มาอุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามที่พิจารณาได้ความตาม มาตรา ๓๓๔ จะต้องห้ามอุทธรณ์ หรือไม่?  ตอบ ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  เพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาเอารถยนต์ของโจทก์ไปโดยทุจริต  จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น  อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๕ หากโจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง  ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม  แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์  ซึ่งการอุทธรณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษหรือที่กล่าวในคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลากลางวัน  จำเลยที่ ๑ ลักรถยนต์ของโจทก์ไป และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๕ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๕ ได้ คงลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทเท่านั้น  จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๓ ทวิ (ฎ.๔๙๔/๒๕๕๑ น.๖๔ ล.๑)

 

 

18.       ฎีกาพิพากษาไม่เกินคำขอ (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒) /มีปัญหาว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา ๓๑ ศาลลงโทษจำเลยตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เกินคำขอหรือไม่? ตอบ ไม่เกินคำขอ   เพราะ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา ๖๕ ที่แก้ไขใหม่  วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๕๒ วรรคหก มาตรา ๕๗ หรือมาตรา ๖๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน  หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ และวรรคสอง บัญญัติว่า นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๕๗ ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง  ตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกัน กล่าวคือ นอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง แล้วยังต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง  พร้อมกันไปในคราวเดียวกันด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ โดยดำเนินการก่อสร้างให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลนและรายการแบบแปลนที่ได้รับใบอนุญาต  จึงต้องระวางโทษตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองตามมรตรา ๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสองนั้นจึงไม่เกินคำขอ (ฎ.๗๗๑/๒๕๕๑ น.๙๑ ล.๑)

 

  

ขอให้โชคดี

 

www.stdlawcenter.com

 

เรียนรู้ร่วมกัน สรรสร้างนักกฎหมาย รับใช้สังคม

 

http://www.sonthongdee.page.tl/

 

Email :

 
  ...((((((((( STD )))))))))...     


[1] จัดทำโดยทีมงาน STD ~  รวบรวมจากคำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ.๒๕๕๑ เล่มที่ ๑ จัดพิมพ์โดยบริการสำนักงานศาลยุติธรรม บริการสวัสดิการศาลฎีกา  หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อการศึกษาสำหรับสมาชิก STD เท่านั้น  ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 14 December 2010 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >