ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com arrow ฎีกามีหมายเหตุ arrow ฎีกามีหมายเหตุ กฎหมายอาญา arrow ฎีกาที่ 190/2532 (ป.อ.มาตรา ๓๕๒) หมายเหตุท้ายฎีกาโดย อ.จิตติ เจริญฉ่ำ
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.73-community-log
เวลา : 00:11
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 299
จำนวนข่าวสาร : 16853
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 32981981
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 145 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ฎีกาที่ 190/2532 (ป.อ.มาตรา ๓๕๒) หมายเหตุท้ายฎีกาโดย อ.จิตติ เจริญฉ่ำ พิมพ์
ฎีกามีหมายเหตุ - ฎีกามีหมายเหตุ กฎหมายอาญา
Sunday, 11 August 2013

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

 
 
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 190/2532    

   
 

ป.วิ.พ. มาตรา 62, 63

 

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 28 (2)

 

ป.อ. มาตรา 352

  

   ทนายความที่ตัวความแต่งตั้งย่อมมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด  แทนตัวความได้ แต่ทนายความไม่มีอำนาจรับเงินซึ่งจะชำระแก่ตัวความเว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากตัวความนั้น   โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยเป็นทนายความฟ้อง ส. ต่อศาลในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ต่อมาจำเลยในฐานะทนายความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับตัวแทนของ ส.โดย ส.ยอมใช้เงินจำนวน58,000บาทให้แก่โจทก์หากส.นำเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ไปชำระแก่จำเลย โดยโจทก์มิได้มอบหมายให้จำเลยมีอำนาจรับไว้ได้ เงินที่จำเลยรับไว้จึงยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ แม้จำเลยจะเบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ก็ยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

  

________________________________

  

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายธวัชชัย อนันตวรานนท์ ฟ้องนางสุปราณี แซ่ตั้งเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คที่ศาลอาญาธนบุรี นายธวัชชัยได้แต่งตั้งจำเลยเป็นทนายความดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยได้ฟ้องนางสุปราณีและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายดุสิต เครือแก้ว ตัวแทนของนางสุปราณี โดยนางสุปราณียอมใช้เงินจำนวน 58,000 บาทให้แก่โจทก์และได้ชำระแล้ว แต่โจทก์จำเลยโต้เถียงกันว่า จำเลยเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจรับเงินจากนางสุปราณีแทนโจทก์ในประการแรกจะได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ที่ว่าการที่จำเลยได้รับมอบเงินจากนางสุปราณีในฐานะทนายความของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์มิได้มอบหมายให้รับเงินแล้วทุจริตยักยอกเงินดังกล่าวไป จะถือว่าเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์และโจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าทนายความที่ตัวความแต่งตั้งย่อมมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด  แทนตัวความได้ แต่ทนายความไม่มีอำนาจรับเงินซึ่งจะชำระเงินแก่ตัวความ เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากตัวความนั้นหากนางสุปราณีนำเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ไปชำระแก่จำเลยโดยโจทก์มิได้มอบหมายให้จำเลยมีอำนาจรับไว้ได้ เงินที่จำเลยรับไว้จึงยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ แม้จำเลยจะเบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริตก็ยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่าจำเลยเป็นผู้รับมอบเงินดังกล่าวจากนางสุปราณีหรือไม่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 

พิพากษายืน

    

(กู้เกียรติ สุนทรบุระ - ศักดิ์ สนองชาติ - สุวรรณ ตระการพันธุ์)

  

หมายเหตุ

  

 ฎีกาฉบับนี้ คงจะต่อเนื่องมาจากแนวความคิดครั้งหนึ่งที่ว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษาแก่ทนายความของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ทนายความรับเงินไว้โดยเจ้าหนี้มิได้มอบหมาย เงินที่รับไว้ยังไม่เป็นเงินของเจ้าหนี้ ทนายความเอาเงินไปเสียโดยทุจริต ยังไม่เป็นยักยอก และเจ้าหนี้ยังไม่เป็นผู้เสียหาย(ฎีกาที่ 816/25222522 ฎ.703)

 

 ในฎีกาดังกล่าวนี้พิจารณาไปในทางที่ว่าเจ้าหนี้มิได้มอบหมายแต่ถ้าทนายความได้รับมอบหมายแล้ว ก็เป็นผิดยักยอกได้ (ฎีกาที่33/25322532 ฎ.307) และในฎีกาที่กำลังวิเคราะห์ก็ใช้ลักษณะการมอบหมายในทำนองเดียวกันว่า "โดยโจทก์มิได้มอบหมายให้จำเลยมีอำนาจรับไว้ได้ เงินที่จำเลยรับไว้จึงยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง"

 

 ทั้งสองฎีกาจึงยกฟ้องไปโดยอาศัยคำว่า "มิได้มอบหมาย"เท่ากับวางแนวว่าหากยังมิได้มอบหมายแล้ว ย่อมจะไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

 

 ในปัญหาที่ว่า การยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352จะต้องมีการมอบหมายก่อนหรือไม่นี้ ความในมาตรา 352 บัญญัติไว้แต่เพียงว่า "ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น..." เท่านั้นโดยพิจารณาแต่เพียงว่าผู้ยักยอกได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นไว้หรือไม่ หากได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว เบียดบังเอาไปโดยทุจริต ย่อมจะมีความผิดฐานยักยอกแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะต้องมีการมอบหมายหรือไม่ การมอบหมายจึงมิได้มีความสำคัญอันใดเลยในความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติไว้ให้เป็นองค์ประกอบของความผิด

 

 แนวความคิดที่ว่าความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จะต้องมีการมอบหมายหรือการมอบหมายเป็นองค์ประกอบของความผิดนี้เป็นเรื่องของกฎหมายเก่าตามกฎหมายลักษณะอาญาเดิม มาตรา 314 เพราะตามกฎหมายในมาตรา 314นั้นเพียงแต่ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก หากมิใช่ครอบครองโดยการมอบหมาย แต่ตามประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบันได้ตัดข้อความในกฎหมายลักษณะอาญาเดิมมาตรา 314 ที่ว่าต้องมีการมอบหมายให้ดูแลเก็บรักษาทรัพย์ ออกเสียคงไว้แต่เฉพาะ การครอบครองทรัพย์ที่ยักยอก ดังนั้นในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ความผิดฐานยักยอกไม่ต้องมีการมอบหมายก็เป็นความผิดได้ หากได้ครอบครองไว้แล้ว

 

 สำหรับการมอบหมาย ตามกฎหมายเก่าในกฎหมายลักษณะอาญาเดิมนั้นประมวลกฎหมายอาญาได้นำมาบัญญัติใหม่ไว้ในมาตรา 353 ซึ่งเป็นการยักยอกทรัพย์เหมือนกันโดยยักยอกเพราะมีการมอบหมายให้จัดการทรัพย์และเป็นความผิดเมื่อทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยทุจริตซึ่งผู้ทำผิดไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์นั้นแต่อย่างใด แม้ผู้ทำผิดจะไม่ได้ทรัพย์นั้นเลย แต่เมื่อทำผิดหน้าที่จากการได้รับมอบหมายโดยทุจริตก็เป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ได้โดยผู้กระทำความผิดไม่จำเป็นต้องครอบครองทรัพย์เลย

 

 ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ ได้อธิบายไว้เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ว่า "มาตรานี้มีข้อความทำนองเดียวกับมาตรา 314 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม แต่เปลี่ยนหลักเกณฑ์บางประการโดยตัดข้อความที่ต้องมีการมอบหมายให้ดูแลเก็บรักษาทรัพย์ออกเสีย คงไว้แต่เฉพาะการครอบครองทรัพย์ที่ยักยอกการมอบหมายให้จัดการทรัพย์แยกออกไป ขยายความออกไปถึงการจัดการทรัพย์สิน เป็นความผิดตามมาตรา 353 ซึ่งไม่จำต้องมีการครอบครองทรัพย์" และ

 

"ตามกฎหมายลักษณะอาญาเดิม มาตรา 314 เพียงแต่ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นยังไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานยักยอก หากมิใช่ครอบครองโดยการมอบหมาย แต่ตามมาตรา 352 นี้ ถ้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแม้จะมิใช่โดยได้รับมอบหมาย หากทุจริตเบียดบังเอาเสีย ก็เป็นยักยอกได้"(คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา หน้า 2 ตอนที่ 2 และภาค 3(แก้ไขเพิ่มเติมพิมพ์ครั้งที่ 3) สำนักอบรมศึกษากฎหมายฯ,2524,น.2631 และ 2634)

 

 เมื่อความเป็นมาของกฎหมายเป็นไปดังกล่าวข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ไม่ต้องมีการมอบหมายเพียงแต่ได้เข้าครอบครองทรัพย์ แล้วเบียดบังโดยทุจริตย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว

 

 ด้วยเหตุนี้ความผิดฐานยักยอกหากได้เข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว แม้ผู้อื่นจะไม่ได้มอบหมายให้เข้าครอบครองก็ตามแล้วเบียดบังทรัพย์ที่ตนครอบครองนั้นโดยทุจริต ต้องมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบัน

 

 การมอบหมายซึ่งได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยในที่นี้ จึงเป็นเรื่องของกฎหมายเก่า ซึ่งแต่เดิมเคยวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาจัดการทรัพย์ จะลงโทษฐานยักยอกไม่ได้ (ฎีกาที่ 658/2464 ธส.484) หรือตกลงซื้อขายโค ผู้ซื้อรับโคมาแล้ว ยังไม่ได้ชำระราคาผู้ขายจึงยังไม่ได้โอนทางตั๋วพิมพ์รูปพรรณ เมื่อผู้ซื้อขายโคนั้น โดยไม่มีการรับมอบหมาย ไม่ผิดฐานยักยอก (ฎีกาที่ 883/2473 ธส.598) เสมียนรับเงินพนันแทงม้าแล้วเอามาให้นายจ้างเช่นนี้นายจ้างของเสมียนไม่ใช่ผู้รับมอบเงินจากเจ้าของเงิน นายจ้างไม่มีความผิดฐานยักยอก (ฎีกาที่ 1169/2473ธส.863)

 

 กรณีตามฎีกาเก่าเหล่านี้ หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ปัจจุบัน ถ้าได้ความว่าทรัพย์นั้นผู้กระทำได้เข้าครอบครองแม้ไม่มีการมอบหมาย เมื่อมีการเบียดบังย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกได้

 

 แนวความคิดในปัจจุบันนี้ก็คือ อยู่ที่ผู้กระทำได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือไม่เท่านั้น การเข้าครอบครองนั้นจะเข้าครอบครองด้วยตนเอง หรือวิธีอื่นใดก็ได้ ขอให้ได้เข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นเขาเท่านั้น โดยผู้อื่นหรือเจ้าของทรัพย์ไม่ต้องมอบหมายเลขเมื่อเบียดบังจะเป็นความผิดยักยอกทันที

 

 เช่น เด็กเก็บนาฬิกาข้อมือได้ รุ่งขึ้นจึงนำมาให้บิดาเจ้าของมาขอคืนจากบิดา แต่บิดาไม่คืนให้ บิดามีความผิดฐานยักยอก(ฎีกาที่ 775/25062506 ฎ.1317) เห็นได้ว่า การครอบครองทรัพย์นั้นผู้ทำผิดไม่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของเลย หรือ

 

 เด็กเก็บแหวนที่ตกหายได้ มีผู้ขอดูบอกว่าจะเอาไปให้พ่อแม่ของเด็ก แต่กลับเอาไว้เสียเองผู้ขอดูมีความผิดยักยอก (ฎีกาที่47/2483 ธส.30) ซึ่งเจ้าของทรัพย์มิได้มอบหมายเลยเช่นเดียวกัน หรือ

 

 จำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการรับเงินของธนาคารจากผู้จัดการธนาคารสาขาไปฝากธนาคารอื่นในชื่อของจำเลย เงินอยู่ในครอบครองของจำเลย เมื่อจำเลยถอนเงินไปเสีย เป็นยักยอก (ฎีกาที่ 1289/25212521 ฎ.1400) เป็นการเข้าครอบครองโดยธนาคารเองซึ่งเป็นเจ้าของเงินไม่ได้มอบหมายเลย หรือ

 

 ลูกจ้างประจำของกรมธนารักษ์ รับค่าจ้างงบจัดการทรัพย์สินของรัฐแล้วเอาไปเสีย เป็นผิดยักยอกตามมาตรา 352(ฎีกาที่ 146/25222522 ฎ.1174) ซึ่งทางกรมธนารักษ์มิได้มอบให้เข้าครอบครองเลยย่อมเป็นยักยอกได้ หรือ

 

 สรรพากรจังหวัดเบิกเงินมาเพื่อจ่ายค่าซ่อมบ้านพักทางราชการของตนแล้วไม่จ่าย เป็นความผิดยักยอก (ฎีกาที่ 452/2484 ธส.543)หรือครูโรงเรียนรัฐบาลเบิกเงินค่าเช่าบ้านมาแล้วไม่จ่ายแก่ผู้ให้เช่าเต็มตามที่เบิกมา เป็นยักยอก (ฎีกาที่ 725/2478 ธส.1276)ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการเข้าครอบครองเอง โดยไม่ได้มอบหมาย

 

 เหล่านี้จึงพอเห็นได้ว่า หากผู้กระทำความผิดได้เข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นนั้นแล้ว แม้จะมีคนอื่นส่งมอบการครอบครองให้โดยมิใช่เจ้าของส่งมอบหรือมอบหมายให้ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว หากเบียดบังเอาไปโดยทุจริต ย่อมเป็นการยักยอกข้อนี้จึงไม่ต้องพะวงหรือคำนึงถึงว่าผู้เป็นเจ้าของทรัพย์จะต้องมอบหมายให้รับทรัพย์หรือให้เข้าครอบครองทรัพย์นั้นแต่อย่างใดผู้กระทำความผิดจะเข้าครอบครองโดยเหตุใดก็ได้หากทรัพย์ที่ครอบครองเป็นทรัพย์ของผู้อื่นก็ย่อมเป็นยักยอกเมื่อตนเองเบียดบังเอาเสีย

 

 ดังนั้น ในกรณีตามฎีกาที่กำลังหมายเหตุอยู่นี้ เมื่อได้ความว่าทนายความได้รับเงินของตัวความจากลูกหนี้ที่มอบให้เนื่องจากการประนีประนอมยอมความคดีอาญาต้องถือว่าได้เข้าครอบครองทรัพย์ของตัวความแล้ว หากเบียดบังเอาไปโดยทุจริตย่อมจะต้องมีความผิดฐานยักยอก โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าตัวความได้มอบหมายหรือมอบอำนาจหรือไม่เพราะเข้าครอบครองทรัพย์ของตัวความแล้ว เนื่องจากมีผู้อื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้ส่งให้รับไว้เพื่อเป็นการชำระหนี้ของตัวความ

 

 นอกจากนี้ในกรณีที่ตัวความมอบให้ดำเนินคดี อาจจะถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินแล้ว หากข้อเท็จจริงให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์ เมื่อทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตก็อาจมีความผิดตามมาตรา 353 ได้ แต่ในกรณีนี้มิได้มีปัญหาหรือข้อเท็จจริงให้วินิจฉัยเช่นนั้นเท่านั้น โดยถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการฟ้องร้องในมาตรา 353

 

  จิตติ  เจริญฉ่ำ

  
< ก่อนหน้า   ถัดไป >