ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com arrow ฎีกามีหมายเหตุ arrow ฎีกามีหมายเหตุ กฎหมายอาญา arrow ฎีกาที่ 98/2534 (ป.อ.มาตรา ๘๔) หมายเหตุท้ายฎีกาโดย อ.สุพิศ ปราณีตพลกรัง
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.73-community-log
เวลา : 16:00
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 298
จำนวนข่าวสาร : 16853
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 32145386
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 363 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ฎีกาที่ 98/2534 (ป.อ.มาตรา ๘๔) หมายเหตุท้ายฎีกาโดย อ.สุพิศ ปราณีตพลกรัง พิมพ์
ฎีกามีหมายเหตุ - ฎีกามีหมายเหตุ กฎหมายอาญา
Sunday, 11 August 2013

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

 
 
 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2534    

   
 

ป.วิ.อ. มาตรา 226

 

ป.อ. มาตรา 84

  

   เกิดเหตุเวลากลางคืนใกล้เวทีชกมวยซึ่งมีแสงสว่างเห็นได้ถนัด แม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยยิงผู้ตาย แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อเสียงปืนดัง ขึ้นมี บ. พยานซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมองไปตามเสียงปืนเห็นจำเลยกับพวกอีก 1 คน ยืนถืออาวุธปืนอยู่คนละกระบอกแล้ววิ่งผ่าน ม. พยานอีกคนหนึ่งเข้าป่าไป ขณะนั้นเจ้าหน้าที่สายตรวจทราบเหตุทางวิทยุจึงขับรถมายังที่เกิดเหตุพบจำเลยกับพวกคนหนึ่งเดิน อยู่จึงขอตรวจค้นจำเลยกับพวกวิ่งหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนแล้วพาจำเลยมายังที่เกิดเหตุ ม. ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเบิกความว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่วิ่งผ่านพยานหนีเข้าป่าไปและหลังเกิดเหตุสิบกว่าวัน บ. มาดู ตัวจำเลยและยืนยันว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งในจำนวนสองคนที่ยืนถืออาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุมีแต่จำเลยกับพวกเท่านั้นที่ถืออาวุธปืนอยู่ เสียงปืนดัง มาจากกลุ่มของจำเลยกับพวกซึ่งมีเพียงคน พฤติการณ์ดังนี้ถ้า จำเลยไม่ได้ยิงพวกของจำเลยก็ต้องยิงการที่จำเลยวิ่งหนีไปพร้อมกับพวกโดยถืออาวุธปืนไปด้วยแสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาร่วมกันที่จะยิงผู้ตาย พยานโจทก์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย.

  

________________________________

  

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นคนละกระบอกยิงนายเลี่ยม ขุนโต ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลวังนกแอ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เจ้าพนักงานจับจำเจำเลยได้ในวันเกิดเหตุ พร้อมด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอก กับกระสุนปืน 1 นัด จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 394/2531 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 394/2531 ของศาลชั้นต้น

 

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ลงโทษจำคุก 20 ปี ให้นับโทษต่อจากโทษคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 394/2531 ของศาลชั้นต้น

 

จำเลยอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 

จำเลยฎีกา

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยไม่โต้แย้งว่า ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นนายบุญช่วย แพงชาวนา ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมองไปตามเสียงปืนเห็นคนแปลกหน้า 2 คน ยืนถืออาวุธปืนอยู่คนละกระบอกแล้ววิ่งผ่านนายไหม สิงห์รอ หนีเข้าป่าไป สิบตำรวจเอกถวิล แสนสม ตำรวจสายตรวจทราบเหตุทางวิทยุจึงขับรถมายังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพลตำรวจนพดลพบจำเลยนี้กับพวกคนหนึ่งเดินอยู่จึงขอตรวจค้นจำเลยกับพวกวิ่งหนีพลตำรวจนพดลจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืน สิบตำรวจเอกถวิลพาจำเลยมายังที่เกิดเหตุ นายไหมซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่วิ่งผ่านนายไหมหนีเข้าป่าไปตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตและสืบทราบว่านายบุญช่วยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายยิงผู้ตายจึงตามนายบุญช่วยมาดูตัวจำเลยหลังเกิดเหตุสิบกว่าวัน นายบุญช่วยมาเบิกความเป็นพยานโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งใน่จำนวนคน ที่ยืนถืออาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าที่ยืนถืออาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุ แล้ววิ่งหนีไปหรือไม่ และจำเลยนี้ได้ใช้อาวุธยิงผู้ตายหรือร่วมกับพวกยิงผู้ตายหรือไม่ ปัญหาว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าในคืนเกิดเหตุหรือไม่ โจทก์มีนายไหมซึ่งได้เห็นจำเลยอีกภายหลังเห็นคนแปลกหน้าวิ่งผ่านไปเพียง2-3 ชั่วโมง กับนายบุญช่วยซึ่งได้เห็นจำเลยอีกหลังจากเห็นคนแปลกหน้าถืออาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุและวิ่งหนีไปสิบกว่าวันมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งใน 2 คน ที่เป็นคนร้ายยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาเห็นว่า คนร้ายทั้งสองเป็นคนแปลกหน้าย่อมมีลักษณะเด่นสะดุดตาพยาน ทั้งจำเลยนี้มีลักษณะเตี้ยตรงตามลักษณะคนร้ายที่พยานทั้งสองเบิกความถึง ยิ่งพิเคราะห์ภาพถ่ายตามเอกสารหมาย จ.จะเห็นว่าจำเลยมีลักษณะเตี้ยเป็นพิเศษเป็นลักษณะเด่นชัดให้จำได้ง่าย พยานได้เห็นจำเลยหลังจากเห็นคนร้ายวันเกิดเหตุไม่นานย่อมจะจำคนร้ายได้ แม้เกิดเหตุกลางคืน แต่เกิดเหตุใกล้เวทีชกมวยย่อมมีแสงสว่างเห็นได้ถนัดและไม่ปรากฎว่าพยานรู้จักจำเลยมาก่อนจึงไม่มีสาเหตุกับจำเลยทั้งไม่มีส่วนได้เสียในคดีหรือเป็นญาติกับผู้ตายจึงไม่มีเหตุต้องสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำจำเลย จึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่พยานเห็นในเวลาเกิดเหตุ ที่จำเลยอ้างว่าได้ยืนดูศพผู้ตายประเดี๋ยวหนึ่งจึงกลับไปนั้น เห็นว่าเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ได้เพราะจำเลยพกอาวุธปืนอยู่ในเวลาเกิดเหตุยิงกันตำรวจอาจตรวจค้นผู้อยู่ในบริเวณเกิดเหตุได้ทุกคน จำเลยย่อมเข้าใจความจริงข้อนี้และคงไม่รอให้ตำรวจตรวจค้นได้ แม้เมื่อจำเลยเดินอยู่ระหว่างทางจำเลยยังวิ่งหนีตำรวจ ดังที่จำเลยเบิกความข้ออ้างของจำเลยไม่พอฟังหักล้างพยานโจทก์ ปัญหาต่อไปว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือร่วมกับพวกยิงผู้ตายหรือไม่นั้น ในข้อที่ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือไม่นั้นไม่มีผู้ใดรู้เห็น แต่ขณะเกิดเหตุมีแต่จำเลยกับพวกเท่านั้นถืออาวุธปืนอยู่ เสียงปืนดังขึ้นจากกลุ่มของจำเลยกับพวกซึ่งมีเพียง 2 คน ถ้าจำเลยไม่ได้ยิงพวกของจำเลยก็ต้องยิงการที่จำเลยวิ่งหนีไปพร้อมกับพวกโดยถืออาวุธปืนไปด้วยกันเช่นนี้แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาร่วมกันที่จะยิงผู้ตาย จึงฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย และมีความผิดตามฟ้องของโจทก์ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

 

พิพากษา.

    

(วิทวัส อยู่วัฒนา - บุญส่ง วรรณกลาง - ตัน เวทไว)

  

หมายเหตุ

  

 คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นตัวอย่างของการวินิจฉัยข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ว่าใครเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย ดังนั้นจึงต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากพยานแวดล้อมใกล้ชิดทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ เพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงบ่งชี้ถึงน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่

 

 พยานบุคคลซึ่งเป็นพยานแวดล้อมใกล้ชิดที่สำคัญมี 2 ปาก คือพยานปากแรกอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดเหตุ หลังเสียงปืนดัง มองไปทางเสียงปืนก็เห็นชายแปลกหน้า 2 คน คือ จำเลยกับพวกยืนถือปืนคนละกระบอกพยานอีกปากหนึ่งเห็นจำเลยกับพวกวิ่งผ่านมาทางพยานและหนีเข้าป่าไปขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่สถานที่เกิดเหตุเป็นบริเวณสนามมวยจุดที่เกิดเหตุอยู่ใกล้เวทีมวยมีแสงสว่างเห็นได้ถนัด หลังเกิดเหตุก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นหนึ่งในชายแปลกหน้าที่พบเห็น สิ่งที่สนับสนุนการจดจำของพยานทั้งสองได้อีกประการหนึ่งก็คือ จำเลยมีลักษณะเตี้ยเป็นพิเศษเป็นลักษณะพิเศษที่ทำให้จดจำได้ง่าย พยานมีความเป็นกลางไม่มีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน ในส่วนของจำเลยก็มีพิรุธ คือ วิ่งหลบหนีขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม เมื่อจับตัวได้ก็พบอาวุธปืน ซึ่งจำเลยนำสืบพัวพันเข้ามาว่าได้ไปชมการชกมวยในวันที่เกิดเหตุด้วยเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วพยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ แม้ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ยิงผู้ตายก็ตาม

 

 ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ และพอที่จะยกขึ้นเทียบเคียงเพื่อประกอบการพิจารณากรณีมีแต่พยานแวดล้อม ไม่มีประจักษ์พยาน  แต่ก็มีน้ำหนักพอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ มีดังนี้

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2530 โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยข่มขืนและฆ่าเด็กหญิง พ. แต่โจทก์มีพยานมาเบิกความว่าเห็นชายคนหนึ่งวิ่งไล่เด็กผู้หญิง พยานจำไม่ได้ว่าเป็นใครเพราะยืนดูอยู่ห่าง ปรากฎว่าเวลาที่พยานเห็นเหตุการณ์นั้นตรงกับเวลาที่เกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุเล็กน้อยพยานได้พบจำเลยอยู่ตรงบริเวณใกล้กับที่พบศพเด็กหญิง พ. จำเลยสวมเสื้อผ้าเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของชายที่วิ่งไล่เด็กผู้หญิง ทั้งพฤติการณ์ของชายและเด็กผู้หญิงที่พยานเห็นนั้นก็ตรงกับข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลย ประกอบกับได้ความว่า การทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพของจำเกับได้ความว่า การทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาาพของจำเลยนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยถามจำเลยทุกขั้นตอน และบางครั้งเมื่อผู้แสดงแทนผู้ตายทำไม่ถูกต้อง จำเลยก็บอกให้ทำใหม่ให้ถูกต้องซึ่งเป็นเหตุผลแสดงว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจดังนี้ ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2531 โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนเล็กกลยิงกราดผู้เสียหายและผู้ตายในโรงภาพยนต์ แต่มีพยานแวดล้อม โดยผู้เสียหายคนหนึ่งเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุในเวลาใกล้เคียงกับขณะเกิดเหตุ สอดคล้องกับคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลย จำเลยรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทั้งยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและขอขมาต่อผู้เสียหายและบิดามารดาของผู้ตายด้วยความสมัครใจเพราะสำนึกผิดและโดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชนและต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทั้งยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและขอขมาต่อผู้เสียหายและบิดามารดาของผู้ตายด้วยความสมัครใจเพราะสำนึกผิดและโดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชนและสื่อมวลชน พยานโจทก์ทุกปากไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุผลที่จะให้การปรักปรำจำเลย พนักงานสอบสวนก็ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ในวันพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยก็ยังให้การรับสารภาพในตอนต้น แม้ต่อมาจะกลับให้การปฏิเสธแต่ก็ไม่ปรากฎว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยก็มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4437/2531 ผู้ตายขี่รถจักรยานสองล้อไปเก็บผักบุ้งบริเวณท้องนา ต่อมาพบผู้ตายถูกข่มขืนกระทำชำเราใกล้กับสถานีทดลองข้าวซึ่งจำเลยทำงานอยู่พบเส้นผมประมาณ 20-30 เส้น กับขนที่อวัยวะเพศ 1 เส้น คกอยู่ที่กองเลือดในที่เกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้นำตัวอย่างเส้นผมและขนจากอวัยวะเพศของจำเลยและของคนงานสถานีทดลองข้าวดังกล่าวรวม 8 คน ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเส้นผมและขนจากอวัยวะเพศของกลาง ผลการตรวจลักษณะภายนอกและการตรวจน้ำเหลืองทางวิทยาเชื่อว่าเส้นผมบางเส้นและขนจากอวัยวะเพศของกลางเป็นของจำเลยโดยมีนายแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์มาเบิกความร้บรองว่า วิธีการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวสามารถยืนยัน ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์และยังพบร่องรอยบาดแผลขีดข่วนที่ร่างกายของจำเลยอีกหลายแห่งอันเกิดจากการดิ้นรนต่อสู้ของผู้ตาย ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ฟังลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคแรก,289(7) ได้.

 

  สุพิศ  ปราณีตพลกรัง

  
< ก่อนหน้า   ถัดไป >