ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว (สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เปิดรับสมัครเป็นทีมงาน:STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล ปี 2558
ข่าวเปิดสอบอัยการ ปี 2558
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย ปี 2558
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2558
ข่าวเปิดสอบราชการ 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาลสนามจิ๋ว 2557
ผู้สอบผ่านศาลสนามเล็ก 2557
ผู้สอบผ่านศาลสนามใหญ่ 2556
ผู้สอบผ่านอัยการสนามพิเศษ56
ผู้สอบผ่านอัยการสนามเล็ก57
ผู้สอบผ่านอัยการสนามใหญ่57
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.แพ่ง 2/67
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อาญา 2/67
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล 2557
ดูคะแนนสอบอัยการ 2557
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 1/67
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 2/67
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย ผู้บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ทางปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ปกครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษีอากร
โฟกัสหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้มละลาย
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ธรรมนูญ
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ติวออนไลน์
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
พิชิต 3 สนามสอบ
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
จับหลักชนฎีกา
ฎีกาวาไรตี้
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
อ่านเพื่อสอบ
สรุปหลักทักทายฎีกา
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญสำหรับสมาชิก STD
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
เจาะฎีกาเต็งรายวิชา ภาค ๑
เจาะฎีกาเต็งรายวิชา ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.73-community-log
เวลา : 20:42
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 306
จำนวนข่าวสาร : 17073
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 37092820
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 395 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
เปิดสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา 3 สนามพร้อมกัน (ใหญ่-เล็ก-จิ๋ว) สมัครทางเน็ต ๒๐ เม.ย ๕๘. – ๒๐ พ.ค. ๕๘ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Monday, 20 April 2015

สวัสดี เช้าวันจันทร์  วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘


เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป


วันนี้ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับ การเปิดสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา  ซึ่งทาง ก.ต. ได้เปิด 3 สนามพร้อมกัน คือ สนามใหญ่ สนามเล็ก และสนามจิ๋ว ซึ่งผู้สมัครมีสิทธิเลือกสมัครเพียงสนามเดียวเท่านั้น  โดยกำหนดให้ลงทะเบียนสมัครทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างวันที่ ๒๐ เม.ย. ๕๘ – ๒๐ พ.ค. ๕๘  ใครที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ต. กำหนดไว้ ก็สามารถสมัครได้นะครับ


อนึ่ง ทาง ก.ต. ได้กำหนดวันสอบไว้แล้วโดยประมาณ คือ วันอาทิตย์ที่ ๒, ๙ และ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘  เหลือเวลาดูหนังสือไม่มากและก็ไม่น้อยจนเกินไป กำลังพอดีนะ ก็ขอให้ผู้ที่เตรียมตัวสอบในครั้งนี้ ได้เริ่มดูหนังสือกันได้แล้วและดูให้สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ น่าจะเพียงพอสำหรับการลงสนามในครั้งนี้


รายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครสอบทั้งหมดดูได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้


เว็บไซต์ที่ใช้ในการรับสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. 2558


ประกาศกำหนดวันและเวลายื่นใบสมัครสอบ ฯ ๓ สนาม พ.ศ. ๒๕๕๘


ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วย การสมัคร การสอบคัดเลือก และการทดสอบความรู้ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๕๘


ตารางวิชาที่ใช้สอบผู้ช่วยฯ ๓ สนาม


เอกสารที่ผู้สมัครต้องใช้ในการกรอกใบสมัคร ๓ สนาม ๒๕๕๘


คู่มือการสมัครสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ฯ เพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.๒๕๕๘ ทางอินเทอร์เน็ต - สนามจิ๋ว


คู่มือการสมัครสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ฯ เพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.๒๕๕๘ ทางอินเทอร์เน็ต - สนามเล็ก


คู่มือการสมัครสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ฯ เพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.๒๕๕๘ ทางอินเทอร์เน็ต - สนามใหญ่


ที่มา : http://www.ojc.coj.go.th/


"The secret of success is constancy of purpose. เคล็ดลับของความสำเร็จคือการมีความมุ่งมั่นสม่ำเสมอ


บรรณาธิการเว็บไซต์



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 21 April 2015 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : เจตนา !!! “การกระทำโดยเจตนาพลาด” นั้น สำคัญไฉน ...? โดย-ลอว์ กอ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Tuesday, 05 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

เจตนา !!! การกระทำโดยเจตนาพลาด นั้น สำคัญไฉน ...?

  

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง การกระทำโดยเจตนาพลาด ตัวบท ป.อ.มาตรา ๖๐ คงต้องวิ่งพล่านเข้าสู่เส้นปราสาทสมองในส่วนที่ทำหน้าที่จดจำผุดขึ้นมาทันทีทันใดว่า การกระทำโดยเจตนาพลาด คือ เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง โดยพลาดไป ให้ถือว่ากระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น... อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้กระทำต้องกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่ออีกคนหนึ่ง แต่ผลร้ายกลับไปเกิดกับบุคคลดังกล่าวด้วย กฎหมายบังคับให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลร้ายนั้นด้วย  เช่น

 

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๒ และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ เช่นเดียวกันตาม ป.อ มาตรา ๖๐ แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย (ฎีกาที่ ๘๙๕/๒๕๕๓)

 

แต่ถ้ามีเจตนาประสงค์ต่อผลต่อคนแรก และเจตนาเล็งเห็นผลต่อคนที่สอง เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด และจะอ้างบันดาลโทสะก็ไม่ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ (ฎีกาที่ ๒๘๖๕/๒๕๕๓)

 

ถ้ากระทำต่อคนแรกโดยประมาท แม้ผลไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ก็ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด เพราะพลาดต้องสืบเนื่องมาจากการกระทำโดยเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยใช้ด้ามปืนตีศีรษะ ว. แตกเลือดไหลแล้วกระสุนปืนลั่นไปถูก ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ว. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ปืนยิงเพื่อฆ่าหรือทำร้าย ว.กรณีจึงมิใช่เป็นการที่จำเลยมีเจตนากระทำต่อ ว. แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ด.และ ส. โดยพลาด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ อย่างไรก็ตามเมื่อการที่กระสุนปืนลั่นเป็นผลให้ ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเพราะความประมาทของจำเลยในการใช้ปืนตี ว.จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ (ฎีกาที่ ๙๑๗/๒๕๓๐)

 

มีหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่มีในตัวบทแต่เป็นแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาล้วนๆ คือ การกระทำโดยเจตนาพลาด หากผู้กระทำมีสิทธิที่จะอ้างเหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุบรรเทาโทษ ต่อคนแรกแล้ว ย่อมอ้างต่อบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๙ (๔) ด้วย ถ้ามีข้อสอบออกมาก็อย่าลืมปรับบทฟันธงในเรื่องเหล่านี้ด้วยมิฉะนั้นอาจตายน้ำตื่นได้ครับ ขอสรุปสั้นๆ เป็นหลักการให้ง่ายต่อการจดจำ ดังนี้

 

การกระทำที่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๖๘ ไม่ว่าจะพอสมควรแก่เหตุหรือเกินสมควรแก่เหตุ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๑๖, ๘๕๓๔/๒๕๔๔, ๑๙๐/๒๕๓๑, ๘๙๒/๒๕๑๕, ๑๔๒๘/๒๕๒๐)

 

การกระทำโดยบันดาลโทสะต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๗๒ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๑๖๘๒/๒๕๐๙)

 

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตา ๒๘๙ (๔) เจตนาที่โอนไปก็ย่อมเป็นไตร่ตรองเช่นกัน (ฎีกาที่ ๒๘๓๒/๒๕๓๘, ๓๐๗/๒๕๒๗)

 

การกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ แต่ได้พลาดไปถูกผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็ต้องรับผิดในผลแห่งความตายด้วย ผิด ป.อ. มาตรา ๒๙๐ (ฎีกาที่ ๔๔๗/๒๕๑๐) 

  

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน อาจจะอ่านแล้วงงๆ ไปหน่อย แต่ก็ขอให้ลองอ่านทบทวนหลายๆ รอบ แล้วท่านจะเห็นทางสว่าง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสดงตะวัน อ่านแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หากินได้ทุกสนามครับผม !!!!!!

  

บทส่งท้าย : คุ้มค่าทุกนาที หากเปลี่ยนจากดูทีวี เป็นอ่านหนังสือ

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๑๙๗/๒๕๕๖ (ม.๔๔/๑) > กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจฯ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Thursday, 19 March 2015


ฎีกาที่  10197/2556  ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย  กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้


วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๔๘ (ม.๓๒) > รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารเพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้น... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  671/2548  รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

 
ถาม-การให้คำมั่นที่ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าให้มีผลผูกพันผู้ให้เช่าจะเป็นคำมั่นหรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ แพ่ง
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (แพ่ง)


คำถาม


สัญญาเช่าที่ดินระบุว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการเป็นคำมั่นจะให้เช่า หรือไม่?


คำตอบ


ไม่เป็นคำมั่นจะให้เช่า เพราะไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าผิดสัญญาไม่ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


ถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางตันที่ผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นอาจใช้กลับรถ ใช้วิ่งหรือเดินออกกำลัง แม้จะใช้สัญจรผ่านไปทางอื่นไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะ


จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ก่อนตามสัญญาเช่าที่ดินข้อ ๔ วรรคสอง และไม่ยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ทั้งยังก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ที่เป็นถนนซึ่งใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์เช่นนี้จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า


ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้ และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้


โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง เพราะจำเลยก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตโจทก์และยังไม่ได้รับอนุญาตจกาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ถือว่าเป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญเช่าก่อนแล้ว เมื่อจำเลยเพิกเฉยโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้  แต่การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินต้องบอกกล่าวก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าภายหลังสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ได้ตกลงกันไว้ ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ (ฎีกาที่ ๑๓๒๗๖/๒๕๕๖)


ทีมงาน   STD


ถาม-การยื่นคำร้องขอกันส่วนจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาด หรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (วิ.แพ่ง)


คำถาม


การยื่นคำร้องขอกันส่วนจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาด หรือไม่?


คำตอบ


ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์ขายทอดตลาด เพราะบุริมสิทธิอื่นๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ ตามมาตรา ๒๘๗ ไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๘๙ วรรคสอง ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาด   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินที่โจทก์นำยึดซึ่งจำเลยที่ ๑ และ ก. เจ้าของรวมนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมของ น. เมื่อ น. ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๑ และ ป. ทายาทโดยธรรมของ ก. แล้ว ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง เนื้อหาตามคำร้องขอจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ส่วนที่เป็นของ ก. ออกจากเงินที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ เพื่อขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งสิทธิของผู้ร้องเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นบุริมสิทธิอื่นๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ ตามมาตรา ๒๘๗ ไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๘๙ วรรคสอง ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินซึ่งจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย (ฎีกาที่ ๖๒๔๔/๒๕๕๖)


ทีมงาน   STD


ถาม-ฟ้องว่าร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น ทางพิจารณาได้ความว่าร่วมกันใช้กำลังทำร้ายร่างกายตาม๓๙๑ศาลจะลงโทษได้? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (วิ.อาญา)


คำถาม


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงในการพิจารณาฟังได้เพียงว่า จำเลยร่วมกันใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลจะลงโทษได้ หรือไม่?


คำตอบ


ศาลลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ เนื่องจากความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ที่จะชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้มีดแทงผู้ตายของจำเลยที่ ๓ อย่างไร จึงยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ร่วมกับหรือแม้แต่รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ ๓ ในการที่จำเลยที่ ๓ ใช้มีดฆ่าผู้ตาย คงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายในขณะเกิดเหตุด้วยการชกต่อยผู้ตายเท่านั้น แม้โจทก์จะฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕ (ฎีกาที่ ๕๖๑๒/๒๕๕๕)


ทีมงาน   STD


ถาม-นำโซ่และกุญแจมาคล้องประตูด้านหน้าอาคาร แต่ยังมีทางเข้าออกอาคารได้อีก ๒ ทาง จะผิด ม.๓๑๐ หรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ อาญา
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (อาญา)


คำถาม


นำโซ่และกุญแจมาคล้องประตูด้านหน้าอาคาร แต่ยังมีทางเข้าออกอาคารได้อีก ๒ ทาง จะมีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก หรือไม่?


คำตอบ


ไม่มีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก, ๘๐ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงทำให้การเข้าออกไม่สะดวกเท่านั้น ไม่ทำให้ผู้เสียหาย ไม่สามารถออกจากอาคารพิพาทได้หรือจำต้องอยู่ในอาคารพิพาทอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังแต่อย่างใด   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


อาคารพิพาทมีประตูเข้าออก ๓ ทาง วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจกท์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ลูกจ้างโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพิพาท จำเลยนำโซ่มาคล้องและล็อกประตูบานคู่หน้าอาคารพิพาท โจทก์ร่วมจึงให้ผู้เสียหายที่ ๒ วิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคารและให้จดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เห็นว่า การหน่วงเหนี่ยวมีความหมายว่า ไม่ให้ผู้ถูกกระทำไปจากที่แห่งหนึ่ง ส่วนการกักขังหมายความว่าให้ผู้ถูกกระทำจำต้องอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาคารพิพาทยังมีทางเข้าออกนอกจากประตูด้านหน้าอาคารพิพาทอีก ๒ ทาง แม้จำเลยนำโซ่และกุญแจมาคล้องประตูด้านหน้าอาคารพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ยังมีทางเข้าออกอาคารพิพาทได้ ดังเห็นได้จากการที่โจทก์ร่วมให้ผู้เสียหายที่ ๒ วิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคารไปจดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เป็นแต่เพียงไม่สะดวกเท่ากับการเข้าออกทางประตูด้านหน้าอาคารพิพาทเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ ไม่สามารถออกจากอาคารพิพาทได้หรือจำต้องอยู่ในอาคารพิพาทอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ ๒ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขัง (ฎีกาที่ ๑๐๖๐๖/๒๕๕๖)


ทีมงาน   STD


ฎีกา-เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะซื้อจะขาย ให้ดูพฤติการณ์คู่สัญญาจะไปจดทะเบียนหรือไม่่๔๕๖ icon_update8.gif พิมพ์
ฎีกาน่าสนใจรายวัน - โฟกัสฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
Thursday, 21 May 2015


ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3276/2548

 


ป.พ.พ. มาตรา 456, 1382


          สัญญาซื้อขายระบุว่า ผู้ร้องขอซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. ทำถนนเข้าบ้านกว้าง 5 เมตร ยาวตลอดแนว ในราคา 35,000 บาท ไม่ได้ระบุว่าผู้ร้องกับ ส. จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทประกอบกับผู้ร้องได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ ส. รับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา หลังจากนั้น ส. วัดเนื้อที่ที่ดินพิพาทส่งมอบให้ผู้ร้องทำถนนใช้เป็นทางเข้าออกตลอดมา เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าทั้งฝ่ายผู้ร้องและ ส. ไม่มีเจตนาจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคแรก แต่การที่ผู้ร้องเข้าครอบครองใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทน ส. ตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อครอบครองมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382


________________________________


 


          ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 11685 ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาวตลอดแนวเขตด้านตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงที่ซื้อมาจากนายสามารถและนางบุญเรือน สันติยากร ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2521 โดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว


          ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า นายสามารถ สันติยากร สามีของผู้คัดค้านเพียงแต่ยินยอมให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ที่ดินพิพาทในโฉนดเลขที่ 11135 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสายฉะเชิงเทรา - พนมสารคาม - กบินทร์บุรี โดยผู้ร้องทั้งสามให้ค่าตอบแทน 35,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 11685 เป็นของผู้คัดค้านซึ่งไม่เคยยินยอมให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ประโยชน์ การใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของผู้คัดค้านและสามี โดยผู้ร้องทั้งสามมิได้ใช้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้องขอ


          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉลดเลขที่ 11685 และ 11135 ตำบลเสม็ดเหนือ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 77 ตารางวา และ 2 งาน 82 ตารางวา ตามลำดับดังที่ปรากฏในกรอบสีเขียวแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท


          ผู้คัดค้านอุทธรณ์


          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนผู้ร้องทั้งสาม


          ผู้คัดค้านฎีกา


          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่านายสามารถ สันติยากร เป็นสามีของผู้คัดค้าน ที่ดินโฉนดเลขที่ 11135 เอกสารหมาย ร.1 มีชื่อนายสามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2520 นายสามารถถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2527 ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนมรดกที่ดินแปลงนี้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 11685 เอกสารหมาย ร.2 มีชื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2521 ผู้ร้องทั้งสามกับนายสามารถตกลงทำสัญญาตามเอกสารหมาย ร.6 โดยมีข้อตกลงว่าผู้ร้องทั้งสามขอซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวทำถนนเข้าบ้าน กว้าง 5 เมตร ยาวตลอดแนวด้านตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงิน 35,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญาทั้งหมด เนื้อที่ดินที่ซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ทำถนนนี้ใช้ไปจนชั่วลูกและหลานของผู้ร้องทั้งสาม นายสามารถลงชื่อช่องผู้ขาย ผู้ร้องทั้งสามลงชื่อช่องผู้ซื้อ หลังจากวันทำสัญญานี้ผู้ร้องทั้งสามทำถนนตามแนวที่นายสามารถมาวัดให้ และผู้ร้องทั้งสามใช้เป็นทางเข้าออกตลอดมาแนวเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.5 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สัญญาเอกสารหมาย ร.6 เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า สัญญาเอกสารหมาย ร.6 เป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองแก่ผู้ร้องทั้งสาม นายสามารถอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนไม่ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องทั้งสามนั้น เห็นว่า สัญญาเอกสารหมาย ร.6 มีข้อความระบุชัดเจนว่า ผู้ร้องทั้งสามขอซื้อที่ดินพิพาททำถนนเข้าบ้าน ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาวตลอดแนว ด้านตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงในราคา 35,000 บาท ไม่ปรากฏว่าได้ระบุข้อความอันเป็นข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าผู้ร้องทั้งสามกับนายสามารถจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันแต่อย่างใด ประกอบกับผู้ร้องทั้งสามได้ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 35,000 บาท ให้แก่นายสามารถรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานั้นเอง และหลังจากนั้นนายสามารถวันเนื้อที่ที่ดินพิพาทส่งมอบให้ผู้ร้องทั้งสองทำถนนใช้เป็นทางเข้าออกตลอดมา เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่า ทั้งฝ่ายผู้ร้องทั้งสามและนายสามารถไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มิใช่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายตามที่ผู้คัดค้านอ้างและแม้ว่าสัญญาเอกสารหมาย ร.6 ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก ก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกตลอดมานั้นเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายสามารถและผู้คัดค้านตามสัญญาจะซื้อจะขายดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อปราฏว่าผู้ร้องทั้งสามได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสามจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสนายสามารถสามีของผู้คัดค้านทำสัญญาเอกสารหมาย ร.6 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้คัดค้านตกเป็นโมฆียะ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม นั้น ล้วนแต่เป็นปัญหาที่ผู้คัดค้านมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้และมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย


          พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนผู้ร้องทั้งสาม


 


( วัฒนชัย โชติชูตระกูล - อุดมศักดิ์ นิติมนตรี - พิทยา บุญชู )


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 21 May 2015 )
ฎีกา-เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะซื้อจะขาย ให้ดูว่าข้อความในสัญญาและเจตนามิใช่ดูชื่อ ๔๕๖ icon_update8.gif พิมพ์
ฎีกาน่าสนใจรายวัน - โฟกัสฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
Thursday, 21 May 2015



ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6503/2545

 


ป.พ.พ. มาตรา 453, 456 วรรคหนึ่ง, 456 วรรคสอง


ป.วิ.พ. มาตรา 94


          การวินิจฉัยว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยกระทำต่อกันเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องพิจารณาถึงข้อความในสัญญาประกอบกับเจตนาของโจทก์และจำเลยในขณะทำสัญญายิ่งกว่าชื่อของสัญญาที่ทำต่อกัน แต่สัญญาจะซื้อจะขายในคดีนี้เป็นแบบพิมพ์ที่ให้คู่ความกรอกข้อความตามที่ต้องการเอาเองซึ่งไม่ปรากฏข้อความไว้ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกันเมื่อใด แม้จะมีการกำหนดราคาที่ดินว่าไร่ละ 19,687.50 บาท ซึ่งคำนวณตามเนื้อที่ดินแล้วเป็นเงิน68,906.25 บาทเศษ ก็ตาม แต่เมื่อเงินมัดจำที่โจทก์วางแก่จำเลยระบุจำนวน 63,000บาทแล้ว และในช่องจำนวนเงินส่วนที่ต้องชำระอีกกลับมีการขีดไว้ แสดงว่าไม่มีราคาที่ดินที่จะต้องชำระกันอีก ทั้งการที่จำเลยมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาก็ไม่มีพฤติการณ์ใดที่แสดงว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินในภายหน้าอีก ส่วนราคาที่ดินที่ค้างชำระอีก 5,906.25 บาท ก็แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะรับจากโจทก์แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงกันด้วยวาจาว่าจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินในภายหน้านั้น จึงเป็นการสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่อาจรับฟังพยานบุคคลเช่นนี้ได้ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ยังคงสมบูรณ์ในฐานะที่เป็นสัญญาซื้อขายโดยโอนการครอบครองในที่ดินให้แก่กัน ซึ่งทำให้โจทก์ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดิน และเมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ได้


________________________________


           โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน ให้แก่โจทก์ในราคาไร่ละ 19,687.50 บาท โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยเป็นเงิน 63,000 บาท แล้วส่วนที่เหลือตกลงจะชำระเมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์และจำเลยให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ในปี 2536 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวถูกนำไปออกเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง โดยที่ดินส่วนที่จำเลยขายให้โจทก์รวมอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 27804 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2537 จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์และรับเงินส่วนที่เหลือแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27804ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน ตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ และให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 5,906.25 บาทจากโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา


          จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์บรรยายให้เห็นว่ามีการส่งมอบการครอบครองเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแต่มาฟ้องให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีก ขอให้ยกฟ้อง


          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง


          โจทก์อุทธรณ์


          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน


          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้


          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2524 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันฉบับหนึ่งมีใจความว่า จำเลยจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ในราคาไร่ละ19,687.50 บาท หรือรวมเป็นเงิน 63,000 บาท โดยโจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้แก่จำเลย63,000 บาท ในวันทำสัญญา ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นจำเลยได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ในปี 2536 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม3 แปลง ที่ดินพิพาทรวมอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 27804 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2537จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงข้อความในสัญญาประกอบกับเจตนาของโจทก์จำเลยในขณะทำสัญญายิ่งกว่าชื่อของสัญญาตามที่ปรากฏในแบบพิมพ์ดังเอกสารหมาย จ.2 ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ผู้จะซื้อกับผู้จะขายจะต้องไปทำสัญญาซื้อขายโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหน้า แต่หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ให้คู่ความกรอกข้อความตามที่ต้องการเอาเอง กลับไม่มีการกรอกข้อความว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกันเมื่อใดแม้จะมีกำหนดราคาที่ดินพิพาทกันเป็นเงินไร่ละ 19,687.50 บาท ซึ่งคำนวณราคาตามเนื้อที่ได้เป็นเงิน 68,906.25 บาท ก็ตาม แต่เมื่อระบุจำนวนเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 63,000 บาท แล้วในช่องจำนวนเงินส่วนที่ต้องชำระอีกกลับมีการขีดไว้ซึ่งแสดงว่าไม่มีเงินราคาที่ดินที่จะต้องชำระกันอีก เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับการที่จำเลยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาด้วยแล้ว เห็นได้ว่าไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ แสดงว่าโจทก์จำเลยมีข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกันในภายหน้าอีก ราคาที่ดินพิพาทที่ค้างชำระอีกเป็นเงิน 5,906.25 บาท ก็แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะรับจากโจทก์แล้ว ที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงกันด้วยวาจาว่าจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อไปนั้น เป็นการสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) และรับฟังพยานบุคคลเช่นนี้ไม่ได้ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายเสร็จเด็ดขาดเมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ยังคงสมบูรณ์ในฐานะที่เป็นสัญญาซื้อขายโดยโอนการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่กัน ซึ่งทำให้โจทก์ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และเมื่อสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายเสียแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"


          พิพากษายืน


 ( วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ - วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ - วิบูลย์ มีอาสา )



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 21 May 2015 )
ข้อมูลเพิ่มเติม...