ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.68-community-log
เวลา : 09:03
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 294
จำนวนข่าวสาร : 16800
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 30623923
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 423 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • Std140957


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014

ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้

แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบเนติ ศาล อัยการ ควรอ่านก่อนลงสนามสอบ

ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา

ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา

จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ

แยกรายข้อ ตามขอบเขตข้อสอบเนติบัณฑิต ครอบคลุมกฎหมายพิเศษทั้งหมด

จัดทำทุกสมัยอ่านย้อนหลังได้ สมัยล่าสุดจะอัพเดทให้อ่านก่อนสอบเนติ ๑ สัปดาห์

อนึ่ง ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด

สนใจอ่านเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ รายละเอียดดูได้ที่เมนู "เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก STD"

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 02 September 2014 )
กำหนดวันเวลาสถานที่สอบเนติฯ สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง สอบวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ก.ย. ๕๗ และวันอาทิตย์ที่ ๕ ต.ค. ๕๗ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Friday, 19 September 2014

สวัสดี เช้าวันศุกร์  วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗

 

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

 

สำหรับเพื่อนสมาชิกที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง ถ้าดูหนังสือไม่ทันจริงๆ ทีมงานขอแนะนำให้ท่านอ่าน เอกสารฉบับท่องไปสอบแพ่ง และฉบับท่องไปสอบอาญาของสมัย ๖๖ และสมัยก่อนๆ ซึ่งทีมงานได้รวบรวมมาตราสำคัญ ฎีกาสำคัญ พร้อมทั้งประเด็นเงื่อนแง่ข้อกฎหมายที่น่าสนใจ โดยทำในรูปแบบ ถาม - ตอบ สั้นๆ กะทัดรัด พร้อมมีฎีกาอ้างอิง ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่น่าสนใจแต่ยังไม่ได้รับการคัดเลือกนำมาออกข้อสอบ อาจมีหลุดออกมาสมัยนี้ก็เป็นได้

 

อนึ่ง สำหรับเอกสาร ฉบับท่องไปสอบแพ่ง และฉบับท่องไปสอบอาญา ของสมัย ๖๗ นี้ ทีมงานจะทยอยอัพเดทให้เพื่อนๆ สมาชิกได้ติดตามอ่านตั้งแต่ วันจันทร์ที่ ๒๒ ก.ย. ๒๕๕๗ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้ทบทวน สร้างความพร้อมก่อนเข้าห้องสอบ ท้ายนี้ก็ขอให้เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านโชคดีกับการสอบในครั้งนี้

 

รายละเอียดสถานที่สอบและผังสอบ เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

แผนผังแสดงสนามสอบและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1/67 ปีการศึกษา 2557  (คลิก)   //สอบถามรายละเอียดโทร. 0-2887-6835 หรือ 0-2887-6801-7 ต่อ 405 [10-09-2557]  

 

 

ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=home

  

With a stout heart, a mouse can lift an elephant. (Tibetan) : จิตใจที่แข็งแรงสามารถชนะอุปสรรคทั้งมวล

  

บรรณาธิการเว็บไซต์

   
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 19 September 2014 )
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : เจตนา !!! “การกระทำโดยเจตนาพลาด” นั้น สำคัญไฉน ...? โดย-ลอว์ กอ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Tuesday, 05 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

เจตนา !!! การกระทำโดยเจตนาพลาด นั้น สำคัญไฉน ...?

  

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง การกระทำโดยเจตนาพลาด ตัวบท ป.อ.มาตรา ๖๐ คงต้องวิ่งพล่านเข้าสู่เส้นปราสาทสมองในส่วนที่ทำหน้าที่จดจำผุดขึ้นมาทันทีทันใดว่า การกระทำโดยเจตนาพลาด คือ เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง โดยพลาดไป ให้ถือว่ากระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น... อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้กระทำต้องกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่ออีกคนหนึ่ง แต่ผลร้ายกลับไปเกิดกับบุคคลดังกล่าวด้วย กฎหมายบังคับให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลร้ายนั้นด้วย  เช่น

 

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๒ และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ เช่นเดียวกันตาม ป.อ มาตรา ๖๐ แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย (ฎีกาที่ ๘๙๕/๒๕๕๓)

 

แต่ถ้ามีเจตนาประสงค์ต่อผลต่อคนแรก และเจตนาเล็งเห็นผลต่อคนที่สอง เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด และจะอ้างบันดาลโทสะก็ไม่ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ (ฎีกาที่ ๒๘๖๕/๒๕๕๓)

 

ถ้ากระทำต่อคนแรกโดยประมาท แม้ผลไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ก็ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด เพราะพลาดต้องสืบเนื่องมาจากการกระทำโดยเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยใช้ด้ามปืนตีศีรษะ ว. แตกเลือดไหลแล้วกระสุนปืนลั่นไปถูก ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ว. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ปืนยิงเพื่อฆ่าหรือทำร้าย ว.กรณีจึงมิใช่เป็นการที่จำเลยมีเจตนากระทำต่อ ว. แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ด.และ ส. โดยพลาด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ อย่างไรก็ตามเมื่อการที่กระสุนปืนลั่นเป็นผลให้ ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเพราะความประมาทของจำเลยในการใช้ปืนตี ว.จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ (ฎีกาที่ ๙๑๗/๒๕๓๐)

 

มีหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่มีในตัวบทแต่เป็นแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาล้วนๆ คือ การกระทำโดยเจตนาพลาด หากผู้กระทำมีสิทธิที่จะอ้างเหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุบรรเทาโทษ ต่อคนแรกแล้ว ย่อมอ้างต่อบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๙ (๔) ด้วย ถ้ามีข้อสอบออกมาก็อย่าลืมปรับบทฟันธงในเรื่องเหล่านี้ด้วยมิฉะนั้นอาจตายน้ำตื่นได้ครับ ขอสรุปสั้นๆ เป็นหลักการให้ง่ายต่อการจดจำ ดังนี้

 

การกระทำที่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๖๘ ไม่ว่าจะพอสมควรแก่เหตุหรือเกินสมควรแก่เหตุ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๑๖, ๘๕๓๔/๒๕๔๔, ๑๙๐/๒๕๓๑, ๘๙๒/๒๕๑๕, ๑๔๒๘/๒๕๒๐)

 

การกระทำโดยบันดาลโทสะต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๗๒ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๑๖๘๒/๒๕๐๙)

 

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตา ๒๘๙ (๔) เจตนาที่โอนไปก็ย่อมเป็นไตร่ตรองเช่นกัน (ฎีกาที่ ๒๘๓๒/๒๕๓๘, ๓๐๗/๒๕๒๗)

 

การกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ แต่ได้พลาดไปถูกผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็ต้องรับผิดในผลแห่งความตายด้วย ผิด ป.อ. มาตรา ๒๙๐ (ฎีกาที่ ๔๔๗/๒๕๑๐) 

  

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน อาจจะอ่านแล้วงงๆ ไปหน่อย แต่ก็ขอให้ลองอ่านทบทวนหลายๆ รอบ แล้วท่านจะเห็นทางสว่าง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสดงตะวัน อ่านแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หากินได้ทุกสนามครับผม !!!!!!

  

บทส่งท้าย : คุ้มค่าทุกนาที หากเปลี่ยนจากดูทีวี เป็นอ่านหนังสือ

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย : เรื่อง หมั้นแล้วไม่แต่ง โดย-เท่านั้นเอง icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย (เท่านั้นเอง)
Monday, 15 September 2014

คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย

 

เรื่อง  หมั้นแล้วไม่แต่ง

  

          การที่ชายหญิงหมั้นกันแล้วไม่มีการสมรสอาจเกิดเนื่องจาก

 

            ๑.คู่หมั้นทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญาหมั้น  การหมั้นเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยสมัครใจ  คู่สัญญาคือชายหญิงย่อมสามารถตกลงเลิกสัญญาได้โดยสมัครใจเช่นกันตามหลักกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญา  เมื่อเลิกสัญญาหมั้นแล้วคู่หมั้นต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา  ๓๙๑  หญิงและฝ่ายชายจึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดที่รับไว้แก่ฝ่ายชายทั้งหมด  เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น  เช่น  ตกลงว่าไม่ต้องคืนหรือให้คืนเพียงบางส่วน

 

            ๒.คู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น  การผิดสัญญาหมั้น  คือ  การที่คู่สัญญาหมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาหมั้นเป็นเหตุให้ไม่มีการสมรส  เช่น  ตัวคู่หมั้นเองไม่ยอมสมรส  ในเมื่อคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะสมรสด้วยโดยไม่มีข้ออ้างที่เป็นเหตุสำคัญแก่คู่หมั้นฝ่ายนั้น  หรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่เป็นผู้เยาว์ไม่ให้ความยินยอมในการที่ผู้เยาว์จะสมรส  ทำให้ผู้เยาว์ซึ่งได้หมั้นแล้วไม่สามารถสมรสได้  หากชายหญิงคู่หมั้นสมรสกันแล้ว  แม้ภายหลังจะเลิกร้างกัน  ก็ไม่ใช่เรื่องผิดสัญญาหมั้น

 

            ๓.ชายหรือหญิงคู่หมั้นตาย  เมื่อหมั้นกันแล้ว  หากคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย  การสมรสย่อมเกิดขึ้นไม่ได้โดยสภาพ  แต่การที่คู่หมั้นตายเป็นเหตุให้ไม่มีการสมรสไม่ถือว่าคู่หมั้นที่ตายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น  จึงไม่อาจนำหลักในเรื่องผิดสัญญาหมั้นมาใช้  และในเรื่องคู่หมั้นตายก็มีมาตรา  ๑๔๔๑  บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า  อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้  ส่วนของหมั้นหรือสินสอดไม่ว่าชายหรือหญิงตาย  หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย  ทั้งนี้ไม่ต้องคำนึงว่าการที่คู่หมั้นตายเพราะความผิดใคร

 

          สรุป  คือเมื่อคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายเป็นเหตุให้ไม่มีการสมรส  ไม่ต้องมีการเรียกค่าทดแทนและคืนของหมั้นสินสอด

 

            ๔.คู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาหมั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย  การบอกเลิกสัญญาหมั้นหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าถอนหมั้นจะกระทำการชอบด้วยกฎหมายเมื่อมีเหตุสำคัญเกิดแก่คู่หมั้นฝ่ายหนึ่งคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ซึ่ง การบอกเลิกสัญญาหมั้นมี    กรณี  อันได้แก่

 

          ชายคู่หมั้นเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา  มาตรา  ๑๔๔๒  ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น  ทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น  ชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ชาย

 

          หญิงคู่หมั้นเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาหมั้น  มาตรา  ๑๔๔๓  ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น  ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น  หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นแก่ชาย

              

“เท่านั้นเอง”

 
จับหลักชนฎีกา : นิติกรรมตกเป็นโมฆะทรัพย์สินที่อีกฝ่ายหนึ่งรับไว้ต้องคืนหรือไม่ โดย-นายสิบหก มีนา icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : จับหลักชนฎีกา (นายสิบหก มีนา)
Thursday, 18 September 2014

จับหลักชนฎีกา

 

นิติกรรมตกเป็นโมฆะทรัพย์สินที่อีกฝ่ายหนึ่งรับไว้ต้องคืนหรือไม่

  

            โดยหลักแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์มาตรา 172 นิติกรรมซึ่งตกเป็นโมฆะผู้มีส่วนได้เสียคนได้คนหนึ่งยกเอานิติกรรมนั้นขึ้นอ้างได้ ส่วนทรัพย์สินที่อีกฝ่ายหนึ่งรับไว้ต้องคืนให้อีกฝ่ายหนึ่งฐานลาภมิควรได้โดยต้องนำบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อต้องนำบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้มาบังคับในการคืทรัพย์สิน หากปรากฎว่าอีกฝ่ายชำระหนี้ตามอำเภอใจหรือชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อตามกฎหมายหรือศลีธรรมอันดีฝ่ายที่รับทรัพย์สินไว้ก็ไม่จำต้องคืน เช่น

 

          -ผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยเกินอัตราตามสัญญากู้

 

          ฎ.3236/2533 จำเลยไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ โจทก์จำเลยจึงตกลงแปลงหนี้ตามสัญญากู้นั้น ซึ่งรวมดอกเบี้ยเกินอัตราและคิดโดยวิธีทบต้นมาเป็นต้นเงินกู้ด้วย ดังนี้ ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราและคิดโดยวิธีทบต้น จึงต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 113มาตรา 654 และมาตรา 655 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 5,080 บาท แต่หนี้ที่จำเลยชำระเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่คิดโดยวิธีทบต้น เพราะหลังจากชำระเงินจำนวนนั้นให้โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าต้นเงินกู้ได้ลดลงแต่ประการใดดังนั้น จำนวนเงินที่จำเลยชำระจึงเป็นการชำระหนี้ไปตามอำเภอใจจะนำเงินจำนวนนั้นมาหักต้นเงินกู้ที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ไม่ได้ทั้งจะนำมาหักหนี้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดก็ไม่ได้ด้วย เพราะจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยจำนวนนั้น

 

          ฎ.2425/2545 ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม 6 ครั้ง เป็นการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนอง 5 ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง และถือว่าการที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตามมาตรา 407

 

แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด

 

          -ผู้ซื้อชำระค่าที่ดินโดยรู้ว่าเป็นการซื้อขายที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอน

 

          ***ฎ.1876/2542 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท(ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน)ระหว่างโจทก์กับจำเลย มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ซึ่งตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 การที่โจทก์ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินพิพาทให้จำเลยย่อมเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่โจทก์ ไม่อาจเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ ดังนี้ หนังสือสัญญากู้เงินฉบับพิพาทที่โจทก์ฟ้องเป็นสัญญาที่จำเลยตกลง ยอมรับผิดใช้หนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากการที่โจทก์ได้ชำระหนี้ เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะด้วยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์

 

          -แต่ถ้าผู้ซื้อชำระเงินไปโดยไม่รู้ว่านิติกรรมที่ทำนั้นเป็นโมฆะ ( เช่น ไม่รู้ว่าที่ดินที่ซื้อขายมีข้อกำหนดห้ามโอน)ผู้ซื้อเรียกคืนได้ไม่ถือว่าผู้ซื้อชำระหนี้ตามอำเภอใจ(ฎ.172/2546)

  

ข้อสังเกต : แม้มาตรา 172 ให้สิทธิผู้มีส่วนได้เสียยกเอาความเสียเปล่าแห่งโมฆะขึ้นอ้างได้โดยไม่มีกำหนดอายุความ แต่หากต้องมีการคืนทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้ ผู้มีส่วนได้เสียก็ต้องฟ้องเรียกคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้มีส่วนได้เสียรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนได้หรือ 10 ปี นับแต่สิทธิเรียกคืนมีขึ้น

  

นายสิบหก มีนา

 
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายวันละคำ โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Tuesday, 02 September 2014

เกร็ดกฎหมายน่ารู้

 

เรื่อง  ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายวันละคำ

  

 สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ piglet ได้เขียนบทความเกี่ยวกับกฎหมายมามากมายพอสมควรแล้ววันนี้จะขอนำเสนอภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายดูบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลาย เพื่อน ๆ ทุกคนอาจคิดว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและเรื่องที่แสนยากแต่ความจริงแล้วหากเข้าใจก็เป็นเรื่องที่แสนง่าย หนึ่งในความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ คือ การท่องศัพท์ซึ่งถ้ารู้คำศัพท์มากก็จะยิ่งได้เปรียบ และจะประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ต้องเป็นการท่องศัพท์ที่เป็นหมวดหมู่เพราะจะจดจำได้ง่ายและได้คำศัพท์มากขึ้นอย่างเป็นระบบซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรก piglet จะขอเสนอคำว่า ทนายความ ในภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งทนายความอาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้

 

                       ๑. Lawyer              ทนายความ(ใช้เป็นการทั่วไป)

 

                       ๒.solicitor            ทนายความที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภาซึ่งจะไม่มีสิทธิว่าความในศาล

 

                       ๓.barrister            ทนายความที่เป็นสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภามีสิทธิว่าความในศาลได้

 

                       ๔.Prosecutor          Pubilc attorney            ทนายแผ่นดิน           พนักงานอัยการ

 

เห็นไหมค่ะเพื่อน ๆ ท่องง่าย ๆ อย่างเป็นหมวดหมู่จะได้ช่วยเสริมทักษะการจดจำอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการต่อไป อย่าลืมนะค่ะภาษาอังกฤษต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปอย่าใจร้อนเดี๋ยวจะเรียนไม่สนุก คราวหน้า piglet จะนำคำศัพท์ที่ควรรู้มานำเสนออีกนะค่ะ พบกันครั้งหน้าค่ะ  BYE BY

  

BY  PIGLET

  
อ่านเพื่อสอบ : ฏีกาเก็งเพื่อสอบเนติสมัยที่ 1/ 67 และอัยการผู้ช่วย กลุ่มกฎหมายแพ่ง ฯ โดย-นายกฤต 21 icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : อ่านเพื่อสอบ (นายกฤต ๒๑)
Thursday, 18 September 2014

อ่านเพื่อสอบ

 

ลับเฉพาะสมาชิก 

ฏีกาเก็งเพื่อสอบเนติสมัยที่ 1/ 67 และอัยการผู้ช่วย  กลุ่มกฎหมายแพ่ง ฯ

  

***เน้น  สอบอช.***

  

***เจ้ามรดกกับผู้ซื้อที่ดิน  ทำสัญญามีข้อตกลงว่ากรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแต่การชำระเงินยังไม่ครบถ้วนเสร็จสิ้น เจ้ามรดกยอมตกลงว่าจำนวนเงินที่เจ้ามรดกได้รับไปแล้วไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใดให้ถือว่าเจ้ามรดกได้รับครบถ้วนตามสัญญา ข้อความตามข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้ข้อสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ***

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 11035/2553

 

ข้อความในสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างเจ้ามรดกกับจำเลยทั้งสองระบุว่า จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเดือนละ 4,000 บาท กรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแต่การชำระเงินยังไม่ครบถ้วนเสร็จสิ้น เจ้ามรดกยอมตกลงว่าจำนวนเงินที่เจ้ามรดกได้รับไปแล้วไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใดให้ถือว่าเจ้ามรดกได้รับครบถ้วนตามสัญญา ข้อความตามข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้ข้อสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

  

***การรับจ้างรวบรวมพยานหลักฐาน  ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน    ส่วนที่โจทก์ต้องไปเบิกความ  โดยจำเลยตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่เสนอผลประโยชน์แก่โจทก์เอง โจทก์มิได้เรียกร้อง  จึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ***

  

คำพิพากษาฎีกาที่  1521/2548

 

โจทก์เคยช่วยติดต่อหาซื้อที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 และ ส. และหาคนมาเช่าที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้รู้รายละเอียดดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามไปหาข้อเท็จจริงจากโจทก์และโจทก์ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับทนายความและติดตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้องไปเป็นพยานให้งานของโจทก์จึงเป็นงานรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ส่วนที่โจทก์ต้องไปเบิกความเป็นพยานก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องที่ต้องกระทำไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามคู่ความให้ค่าตอบแทนแก่พยาน การที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่เสนอผลประโยชน์แก่โจทก์เอง โจทก์มิได้เรียกร้อง เมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์ที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามจะได้รับคืนและจำนวนคดีที่จำเลยทั้งสามเป็นความซึ่งใช้เวลานาน 8 ถึง 9 ปี ค่าตอบแทนดังกล่าวจึงไม่สูงจนเกินไป จึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ

 

จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และร่วมกันตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นพยาน ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในฐานะเป็นผู้ร่วมว่าจ้าง กรณีมิใช่เรื่องตัวการตัวแทน

  

****บันทึกจะให้รางวัลแก่ทนาย  เป็นค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งต่างหาก  ที่ลูกความทำให้แม้จะเป็นบันทึกข้อตกลงที่ทำให้หลังจากทำสัญญาจ้างว่าความแล้วอีกฉบับหนึ่งต่างหากก็ตาม ก็ไม่มีผลลบล้างลักษณะของนิติกรรม    แม้บันทึกที่ทำขึ้นภายหลังจะใช้คำว่า คำมั่นจะให้รางวัล กรณีก็ไม่อาจบังคับตามหลักกฎหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 362   เมื่อข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกความ แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ****

  

คำพิพากษาฎีกาที่  810/2554

 

การที่จำเลยทั้งสามทำบันทึกคำมั่นจะให้รางวัลแก่โจทก์อีกร้อยละ 5 ของเงินส่วนที่จำเลยทั้งสามได้รับเกินกว่า 80,000,000 บาท มีมูลเหตุมาจากปัญหาการกำหนดจำนวนทรัพย์มรดกที่โจทก์รับจะฟ้องให้จำเลยทั้งสาม โดยโจทก์ต้องการกำหนดค่าตอบแทนในการว่าความเพิ่มเติม ซึ่งมีเงื่อนไขที่โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม 2 ข้อ กล่าวคือ จำเลยทั้งสามชนะคดีฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่โจทก์รับว่าความให้และเป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาท ค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับดังกล่าวย่อมเกิดจากการว่าความให้จำเลยทั้งสามจนชนะคดี กรณีเป็นการกำหนดค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าจ้างว่าความตามปกติ แม้จะเป็นบันทึกข้อตกลงที่จำเลยทั้งสามทำให้โจทก์หลังจากทำสัญญาจ้างว่าความแล้วอีกฉบับหนึ่งต่างหากก็ตาม ก็ไม่มีผลลบล้างลักษณะของนิติกรรมที่จำเลยทั้งสามทำไว้แก่โจทก์ แม้บันทึกที่ทำขึ้นภายหลังจะใช้คำว่า คำมั่นจะให้รางวัล กรณีก็ไม่อาจบังคับตามหลักกฎหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 362 บันทึกคำมั่นจะให้รางวัลดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น

 บันทึกข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่า ค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยทั้งสามขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสามจะได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาทหรือไม่ หากจำเลยทั้งสามไม่ได้รับทรัพย์มรดกหรือได้รับไม่เกินกว่า 80,000,000 บาท โจทก์จึงจะไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากจำเลยทั้งสาม ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกความ แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้ง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)  ****แม้โจทก์ที่เป็นฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อจะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้ออันเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติ มาตรา 572   ที่กำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้ แต่กรณีนี้มีลักษณะพิเศษโดยเจ้าของทรัพย์สินให้ความยินยอมทำให้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมาตรา 572 ก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน***  

คำพิพากษาฎีกาที่  4912/2554

 

การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโดยมิได้ฝ่าฝืนอำนาจของเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อ แม้โจทก์ที่เป็นฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อจะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้ออันเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติ มาตรา 572 ของป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 5 เช่าซื้อ ที่กำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้ แต่กรณีนี้มีลักษณะพิเศษโดยเจ้าของทรัพย์สินให้ความยินยอมทำให้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมาตรา 572 ก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้สัญญาเช่าซื้อจะแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 572 แต่ก็เป็นสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อที่มิใช่เจ้าของทรัพย์สินได้รับความยินยอมของเจ้าของทรัพย์สินให้นำทรัพย์สินออกให้เช่าซื้อได้จึงไม่เป็นโมฆะมีผลผูกพันคู่กรณี กรณีนี้เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาไปก็ได้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 มาตรา 247

  

****การแสดงเจตนาลวงไม่ใช่การทำนิติกรรมของลูกหนี้เพื่อให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จึงไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหนี้จะฟ้องเพิกถอนกลฉ้อฉลตามมาตรา 237  เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ   แต่เพิกถอนกลฉ้อฉลนั้น  นิติกรรมระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกนั้นสมบูรณ์***

  

คำพิพากษาฎีกาที่  8533/2544

 

จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกับ พ. ตกลงจัดสรรขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 โดยให้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นดำเนินการ ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระบุตกลงขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ลงนามในฐานะผู้จะขาย และจำเลยที่ 1 กับ ว. ภริยาจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกันในฐานะตัวแทนโจทก์ผู้จะซื้อ ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536 การตกลงทำสัญญาดังกล่าว จึงอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและมีอำนาจลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขาย แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และ ว. ภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งลงนามในสัญญาดังกล่าวในช่องผู้จะซื้อย่อมไม่มีฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ แสดงให้เห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขายและจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกับ ว. ภริยาของตนในฐานะผู้จะซื้อ เป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่อให้ พ. หุ้นส่วนนำไปแสดงเพื่อขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน แต่ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ยืมได้ สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ต่อมาได้

  

*****นิติกรรมอำพราง 155 วรรคสอง****

 

****เมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้  เมื่อสัญญาขายฝากมีการคิดดอกเบี้ยกับหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า  จึงฟังได้ว่าการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน จึงต้องนำกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมกู้ยืมมาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เป็นผลให้ที่ดินและบ้านพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามได้****

 

คำพิพากษาฎีกาที่  4698/2551

 

ค. กับจำเลยทั้งสามขอกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท มีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน โดยจำเลยทั้งสามยินยอมทำเป็นสัญญาขายฝากตามความประสงค์ของโจทก์มีการทำรายการคิดการชำระเงินกัน กำหนดค่าไถ่ถอน 3,500,000 บาท และมีการคิดดอกเบี้ยกับหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าจำนวน 300,000 บาท ด้วย เมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ ประกอบกับโจทก์เองเบิกความรับว่า ค. ติดต่อเพื่อขอกู้ยืมเงินโจทก์ จึงฟังได้ว่าการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน จึงต้องนำกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมกู้ยืมมาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เป็นผลให้ที่ดินและบ้านพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามได้

  

โดย นายกฤต 21

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 18 September 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๑๔๘๒/๒๕๕๕ (ม.๕) > โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  11482/2555  แม้ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดหากจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานจะมีผลบังคับได้ แต่หลังจากจำเลยลาออกแล้วโจทก์ก็ยังรับผ่อนชำระเงินกู้จากจำเลยมาตลอดโดยจำเลยไม่เคยผิดนัด แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดด้วยเหตุจำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์โดยปริยาย นอกจากนั้นการกู้เงินของจำเลยเป็นการกู้เงินสวัสดิการของพนักงานเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่ดินพร้อมบ้านจำนองเป็นประกัน ซึ่งหากจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียหายอยู่แล้ว การลาออกของจำเลยก็มิได้เกิดจากการกระทำผิดหรือกระทำโดยมิชอบของจำเลย แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยลาออกเอง ทั้งหลังจากลาออกแล้วจำเลยยังมีรายได้เพียงพอแก่การผ่อนชำระเงินกู้อีก ดังนั้น ที่โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็รับการผ่อนชำระของจำเลยไปเรื่อยๆ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตน บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตอันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๓๒/๒๕๕๔ (ม.๕) > จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1032/2554  โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมา สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มีระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้สามีโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อบิดาสามีโจทก์ถือแทน ดังนี้ ขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาโจทก์ฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๘๓๒/๒๕๕๓ (ม.๑(๓)) > เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑ (๓) กรณีต้องนำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  6832/2553  เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ ป.วิ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 176 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยถอนคำฟ้องอุทธรณ์ ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เลย ดังนี้ เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงตกกลับคืนสู่จำเลยผู้เป็นเจ้าของ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยและผู้ร้องโดยเฉพาะ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๙๕๗๔/๒๕๕๑ (ม.๑(๓)) > การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  9574/2551  ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ... การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง  ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) ดังนั้นปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของ ป. หรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของ ป. อย่างไร ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๓๖ (ม.๒(๒)) > เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาแล้วจะให้การอย่างไรหรือไม่ก็ได้... icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  144/2536  เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว จำเลยจะให้การเท็จจริงอย่างไรหรือไม่ให้การอะไรก็ได้ ไม่มีกฎหมายใดบังคับดังนั้น โจทก์จะอ้างคำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยได้ปฏิเสธ ให้เห็นว่าคำเบิกความชั้นศาลของจำเลยเป็นความจริงมาใช้ประกอบเพื่อให้ฟังว่าข้อความที่จำเลยให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จหาได้

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๓๔๑/๒๕๐๙ (ม.๒(๒)) > เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1341/2509  เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 พนักงานสอบสวนจะบังคับให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำใดๆไม่ได้และมาตรา 135 ก็บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนล่อลวงหรือขู่เข็ญผู้ต้องหาให้ให้การอีกด้วย

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๒๕/๒๕๐๘ (ม.๒(๒)) > ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหา จำเลยหามีความ. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  225/2508  ร้อยตำรวจตรีกมลกับพวกจับกุมจำเลยในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ และค้นตัวจำเลยได้บัตรรับฝากรถจักรยานและกระดาษฟุลสแก๊ปมีเขียนเลข 2 ฉบับ จำเลยแจ้งว่าเป็นสลากกินรวบซื้อมาจากโจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหาจำเลยหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๔ (ม.๓๒) > อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้า... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  2171/2554  เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.อ. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๘๑๕/๒๕๕๓ (ม.๓๒) > ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตหาทำให้ซองกระสุนปืนและ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  8815/2553  เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบและไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 พิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๔๘ (ม.๓๒) > รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารเพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้น... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  671/2548  รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

 
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าแพ่ง (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘, ๑๓๗๕) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ แพ่ง
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายแสงมีที่ดินอยู่ติดกับแม่น้ำ  ที่ดินนี้มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ต่อมาที่ดินนั้นเกิดที่งอกริมตลิ่ง นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่ดินที่งอกนี้ หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน  นายแสงแจ้งให้นายเริ่มออกไปจากที่ดิน  แต่นายเริ่มไม่ยอมออก อ้างว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  นายแสงรออยู่อีก ๒ ปี จึงฟ้องขับไล่นายเริ่ม  นายเริ่มต่อสู้ว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายแสงไม่มีอำนาจฟ้อง  แต่อย่างไรก็ตามนายแสงฟ้องคดีเกิน ๑ ปีแล้ว จึงหมดสิทธิฟ้อง

 

          ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเริ่มฟังได้หรือไม่

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ที่งอกริมตลิ่งเกิดจากที่ดินของนายแสง จะเป็นทรัพย์สินของนายแสง หรือ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ?  และเมื่อที่ดินของนายแสงมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่งอกริ่มตลิ่งจะเป็นสิทธิครอบครอง หรือ เป็นกรรมสิทธิ์ ? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘)

 

๒.       การที่นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่งอกริมตลิ่ง ถือว่านายเริ่มยึดถือที่ดินนั้นไว้แทนนายแสง หรือไม่? และการที่นายเริ่มไม่ยอมออกไปจากที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการแย่งการครอบครอง หรือไม่? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕)

 

๓.       นายแสงฟ้องขับไล่นายเริ่มเกิน ๑ ปี จะต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕ หรือไม่? และข้อต่อสู้ของนายเริ่มรับฟังได้ หรือไม่?

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.แพ่ง (ป.วิ.พ.มาตรา ๑(๕), ๑๘, ๒๔, ๒๒๖, ๒๒๗, ๒๒๘) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้ทำละเมิดและคำฟ้องเคลือบคลุม โดยได้ระบุข้อความที่อ้างว่าเคลือบคลุมมาในคำให้การด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดแต่ได้ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเพราะตนป่วยไม่สามารถติดต่อทนายได้ ศาลไต่สวนคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง ก่อนสืบพยานนัดแรก จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าคำฟ้องเคลือบคลุม ศาลมีคำสั่งว่าไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ จึงอุทธรณ์คำสั่งนี้ทันที และจำเลยที่ ๒ ก็อุทธรณ์คำสั่งศาลที่สั่งยกคำร้องขอยื่นคำให้การทันทีเช่นกัน

 

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาได้ หรือไม่?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        คำสั่งของศาลที่สั่งว่า คำฟ้องไม่เคลือบคลุม เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๒๗ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๒.       คำสั่งของศาลที่ ยกคำร้องขอยื่นคำให้การ เป็นคำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒๘ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๓.       การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องทำอย่างไร ? (ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๖ (๑) (๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.อาญา (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘, ๑๖๒(๑)(๒), ป.วิ.อ. ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ ว.๒(๑)) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

นายเอกยื่นฟ้องนายโทกล่าวหาว่าลักทรัพย์แหวน ๑ วง ราคา ๑,๓๐๐ บาท ของนายเอก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันต่อศาลนั้นไว้แล้ว ศาลได้เรียกสอบพนักงานอัยการคดีดังกล่าว พนักงานอัยการแถลงคัดค้านว่ากรณีจะทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง

 

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะสั่งคดีของนายเอก อย่างไร?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว จะตัดสิทธินายเอกผู้เสียหายมิให้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันอีก หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘)

 

๒.       การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว นายเอกผู้เสียหายยื่นฟ้องนายโทอีก เป็นฟ้องซ้อน หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑))

 

๓.       เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทไว้ต่อศาลเดียวกันแล้ว ศาลจะไม่ไต่สวนมูลฟ้องของนายเอกได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๒ (๑)(๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าอาญา (ป.อ.มาตรา ๘๐, ๒๙๕, ๒๙๗, ๓๙๑) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ อาญา
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายสิงห์ได้ทราบว่านายสาชอบแอบดูบุตรสาวของนายสิงห์อาบน้ำ  จึงประสงค์จะใช้มีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  เมื่อนายสิงห์เดินเข้าไปใกล้นายสาห่างประมาณครึ่งเมตรได้ใช้มีดดังกล่าวแทงไปที่ตาของนายสาแต่ไม่ถูก ปลายมีดเฉี่ยวโหนกแก้มของนายสาเป็นผลให้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มถลอกเล็กน้อย

 

ดังนี้ นายสิงห์จะมีความผิดอาญาฐานใด

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ตาบอดเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ หรือไม่?

 

๒.       การที่นายสิงห์มีเจตนาใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  แต่นายสาตาไม่บอด นายสิงห์จะมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือไม่?

 

๓.       เมื่อผลของการกระทำของนายสิงห์ไม่ทำให้นายสาตาบอด  แต่มีผลทำให้โหนกแก้มของนายสาผิวหนังถลอกเล็กน้อย  นายสิงห์จะมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือ มีความผิดสำเร็จตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ?

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 06 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ขอให้บังคับคดีภายใน๑๐ปีจะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินตาม ป.วิ.พ.๒๘๗ หรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมิได้ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๘๑ จะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ หรือไม่?

  

คำตอบ

 

ไม่มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการที่ผู้ร้องไปดำเนินการเพียงขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ยังถือไม่ได้ว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ และไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-ฟ้องว่ายักยอกเงินผู้เสียหาย ได้ความว่าฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.๑๙๒ ว.๒) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ หรือไม่? และจะสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง)

  

คำตอบ

 

ศาลลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถามตัวบท-คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒)) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมายที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย วิ.แพ่ง
Saturday, 02 March 2013

คำถาม

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒))

  

คำตอบ

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙ (๑)(๒)

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 09 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ข้อมูลเพิ่มเติม...