ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.68-community-log
เวลา : 01:31
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 286
จำนวนข่าวสาร : 16719
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 30231804
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 247 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014

ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้

แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรอ่านก่อนลงสนามสอบ

ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา

ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา

จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ

แยกรายข้อ ตามขอบเขตข้อสอบเนติบัณฑิต ครอบคลุมกฎหมายพิเศษทั้งหมด

จัดทำทุกสมัยอ่านย้อนหลังได้ สมัยล่าสุดจะอัพเดทให้อ่านก่อนสอบเนติ ๑ สัปดาห์

อนึ่ง ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด

สนใจอ่านเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ รายละเอียดดูได้ที่เมนู "เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก STD"

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 27 August 2014 )
กำหนดวันเวลาและสถานที่สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ปี ๒๕๕๗ สอบวันที่ ๖ – ๗ กันยายน ๒๕๕๗ ม.ธุรกิจฯ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Tuesday, 26 August 2014

สวัสดี เช้าวันอังคาร  วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

 

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

 

ช่วงนี้ก็คงเป็นโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับหลายๆ สนามสอบ โดยเฉพาะผู้ที่เตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ประจำปี ๒๕๕๗ และผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง ก็คงเริ่มนับเวลาถอยหลังเตรียมตัวขึ้นเขียงกันได้แล้วนะครับ เหลือเวลาเพียงไม่ถึงเดือนแล้วสำหรับการสอบทั้งสองสนามนี้ สำหรับสมาชิกท่านใดที่ดูหนังสือไม่ทันจริงๆ อาจจะเกิดอาการร้อนรนสับสนไม่รู้จะอ่านอะไรดี มันเยอะไปหมด เอาหนังสือมากองท่วมหัวแล้วก็หลับ 5555 ทุกอย่างมีทางแก้ครับ ทีมงานก็ขอแนะนำยาสมานแผลอาการเหล่านี้ โดยแนะนำให้ท่านอ่าน เอกสารฉบับท่องไปสอบทั้ง แพ่ง อาญา วิ.แพ่ง วิ.อาญา ของสมัย ๖๖ และสมัยก่อนๆ ซึ่งทีมงานได้รวบรวมมาตราสำคัญ ฎีกาสำคัญ พร้อมทั้งประเด็นเงื่อนแง่ข้อกฎหมายที่น่าสนใจ โดยทำในรูปแบบ ถาม - ตอบ สั้นๆ กะทัดรัด พร้อมมีฎีกาอ้างอิง ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด น่าจะเพียงต่อการเตรียมตัวสอบทั้งสนามเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา และอัยการผู้ช่วย ขอย้ำว่าการได้อ่านข้อมูลสำคัญเพียงชั่วข้ามคืนแล้วทำให้ชีวิตเปลี่ยนได้ถือว่าคุ้มค่าที่สุดเลยครับ แต่ถ้าอ่านโดยไม่มีเป้าหมายหรือไม่อ่านเลยก็คงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม !!!!!!!

 

วันนี้ถือโอกาสแจ้ง กำหนดวันเวลาและสถานที่สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ประจำปี ๒๕๕๗ ทาง ก.ต. ได้เคาะออกมาแล้วนะครับ คือ สอบวันที่ ๖ ๗ กันยายน ๒๕๕๗ ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พร้อมประกาศแผนผังห้องสอบและรายชื่อผู้มีสิทธิสอบด้วยแล้ว ทีมงานก็ขอเอาใจช่วยสมาชิกทุกคนที่มีสิทธิสอบในครั้งนี้ ขอให้สามารถสอบผ่านเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษากันทุกคนนะครับ

  

รายละเอียดต่างๆ เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

  

ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่อง กำหนดวัน เวลา และสถานที่เข้าทดสอบความรู้ ฯ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้าทดสอบความรู้ ฯ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

แผนผังห้องสอบและเลขประจำตัวสอบอาคาร 1,3,4,7 และอาคาร 10 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

  

ที่มา : http://www.ojc.coj.go.th/index.php

  

Nothing is too high for a man to reach, but he must climb with care and confidence.  ไม่มีอะไรไกลเกินฝัน ขอพียงเชื่อมั่นเมื่อก้าวไป

  

บรรณาธิการเว็บไซต์

   

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 27 August 2014 )
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : เจตนา !!! “การกระทำโดยเจตนาพลาด” นั้น สำคัญไฉน ...? โดย-ลอว์ กอ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Tuesday, 05 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

เจตนา !!! การกระทำโดยเจตนาพลาด นั้น สำคัญไฉน ...?

  

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง การกระทำโดยเจตนาพลาด ตัวบท ป.อ.มาตรา ๖๐ คงต้องวิ่งพล่านเข้าสู่เส้นปราสาทสมองในส่วนที่ทำหน้าที่จดจำผุดขึ้นมาทันทีทันใดว่า การกระทำโดยเจตนาพลาด คือ เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง โดยพลาดไป ให้ถือว่ากระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น... อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้กระทำต้องกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่ออีกคนหนึ่ง แต่ผลร้ายกลับไปเกิดกับบุคคลดังกล่าวด้วย กฎหมายบังคับให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลร้ายนั้นด้วย  เช่น

 

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๒ และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ เช่นเดียวกันตาม ป.อ มาตรา ๖๐ แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย (ฎีกาที่ ๘๙๕/๒๕๕๓)

 

แต่ถ้ามีเจตนาประสงค์ต่อผลต่อคนแรก และเจตนาเล็งเห็นผลต่อคนที่สอง เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด และจะอ้างบันดาลโทสะก็ไม่ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ (ฎีกาที่ ๒๘๖๕/๒๕๕๓)

 

ถ้ากระทำต่อคนแรกโดยประมาท แม้ผลไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ก็ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด เพราะพลาดต้องสืบเนื่องมาจากการกระทำโดยเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยใช้ด้ามปืนตีศีรษะ ว. แตกเลือดไหลแล้วกระสุนปืนลั่นไปถูก ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ว. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ปืนยิงเพื่อฆ่าหรือทำร้าย ว.กรณีจึงมิใช่เป็นการที่จำเลยมีเจตนากระทำต่อ ว. แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ด.และ ส. โดยพลาด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ อย่างไรก็ตามเมื่อการที่กระสุนปืนลั่นเป็นผลให้ ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเพราะความประมาทของจำเลยในการใช้ปืนตี ว.จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ (ฎีกาที่ ๙๑๗/๒๕๓๐)

 

มีหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่มีในตัวบทแต่เป็นแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาล้วนๆ คือ การกระทำโดยเจตนาพลาด หากผู้กระทำมีสิทธิที่จะอ้างเหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุบรรเทาโทษ ต่อคนแรกแล้ว ย่อมอ้างต่อบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๙ (๔) ด้วย ถ้ามีข้อสอบออกมาก็อย่าลืมปรับบทฟันธงในเรื่องเหล่านี้ด้วยมิฉะนั้นอาจตายน้ำตื่นได้ครับ ขอสรุปสั้นๆ เป็นหลักการให้ง่ายต่อการจดจำ ดังนี้

 

การกระทำที่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๖๘ ไม่ว่าจะพอสมควรแก่เหตุหรือเกินสมควรแก่เหตุ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๑๖, ๘๕๓๔/๒๕๔๔, ๑๙๐/๒๕๓๑, ๘๙๒/๒๕๑๕, ๑๔๒๘/๒๕๒๐)

 

การกระทำโดยบันดาลโทสะต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๗๒ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๑๖๘๒/๒๕๐๙)

 

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตา ๒๘๙ (๔) เจตนาที่โอนไปก็ย่อมเป็นไตร่ตรองเช่นกัน (ฎีกาที่ ๒๘๓๒/๒๕๓๘, ๓๐๗/๒๕๒๗)

 

การกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ แต่ได้พลาดไปถูกผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็ต้องรับผิดในผลแห่งความตายด้วย ผิด ป.อ. มาตรา ๒๙๐ (ฎีกาที่ ๔๔๗/๒๕๑๐) 

  

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน อาจจะอ่านแล้วงงๆ ไปหน่อย แต่ก็ขอให้ลองอ่านทบทวนหลายๆ รอบ แล้วท่านจะเห็นทางสว่าง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสดงตะวัน อ่านแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หากินได้ทุกสนามครับผม !!!!!!

  

บทส่งท้าย : คุ้มค่าทุกนาที หากเปลี่ยนจากดูทีวี เป็นอ่านหนังสือ

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย :เรื่อง ถาม – ตอบ นิติกรรมสัญญาและหนี้(การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด)โดย-เท่านั้นเอง icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย (เท่านั้นเอง)
Friday, 29 August 2014

คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย

 

เรื่อง  ถาม – ตอบ นิติกรรมสัญญาและหนี้ (การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด)

  

            ถาม  จำเลยเสนอขายฝากที่ดินตามโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์แต่จำเลยนำโจทก์ไปดูที่ดินของผู้อื่นซึ่งติดถนนลาดยางซึ่งมีราคาแพงกว่าที่ดินของจำเลย  และโจทก์ก็เชื่อว่าที่ดินแปลงที่จำเลยชี้ให้ดูคือที่ดินของจำเลย จึงรับซื้อฝากที่ดินของจำเลยไว้ ดังนี้ สัญญาซื้อขายฝากมีผลทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

 

          ตอบ มีคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยไว้ดังนี้

 

                  คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๙๗/๒๕๔๙ ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ พาโจทก์ไปดูที่ดินที่จะขายฝาก จำเลยที่ ๑ กลับชี้ให้โจทก์ดูที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ ๒ เคยพาบุคคลอื่นไปดูซึ่งมิใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑  จำเลยที่ ๑ มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ ๒ หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินต่อโจทก์ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงนายหน้าของจำเลยที่ ๑ หรือเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ ๑ แล้วนำไปขายต่อให้แก่โจทก์ และไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดินหรือไม่เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์หลงเชื่อและรับซื้อฝากที่ดินไว้จากจำเลยที่ ๑ โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดถนนลาดยางตามที่จำเลยที่ ๑ ชี้ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นกรณีที่โจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ ๑ โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ มีผลเท่ากับการขายฝากที่ดินมิได้เกิดมีขึ้น และไม่ก่อสิทธิใดๆ แก่จำเลยที่ ๑ ที่จะยึดถือเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

 

          ถาม โจทก์ไปซื้อที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑)จากจำเลย โดยจำเลยรับรองว่าที่ดินดังกล่าวสามารถนำ ส.ค.๑ ไปขอออกโฉนดที่ดินได้ โดยระบุข้อความดังกล่าวไว้ในสัญญา ทั้งที่ความจริงที่ดินนั้นมีผู้อื่นนำ ส.ค.๑ ไปขอออกโฉนดที่ดินแล้ว ซึ่งจำเลยก็ทราบเรื่องนั้น  ให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดของโจทก์หรือไม่

 

          ตอบ     มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

                   คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๕๕/๒๕๕๑ จำเลยหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิมาหลอกขายให้โจทก์ ทำให้โจทก์เข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองสามารถโอนสิทธิและนำไปออกเอกสารสิทธิได้ เป็นการสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญา การซื้อขายที่ดินจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๖ และต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

 

                     คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๐๘/๒๕๕๔ โจทก์มีเจตนาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ชำระราคาค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยการนำแคชเชียร์เช็คซึ่งสั่งจ่ายให้แก่บุคคลอื่นมามอบให้โจทก์และมีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็ค อันเป็นเช็คที่ทำปลอมขึ้น บ่งชี้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาจะชำระราคาค่าที่ดินให้แก่โจทก์มาตั้งแต่แรก แต่เป็นการวางแผนหลอกลวงโจทก์โดยร่วมกับ ส. อันมีมูลเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อ การที่จำเลยที่ ๑ กับพวกใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ทำให้โจทก์สำคัญผิดว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาจะชำระราคาค่าที่ดินให้โจทก์ อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมการซื้อขายประการหนึ่ง  กล่าวคือผู้ขายมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องชำระราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ขาย  ดังนี้ การแสดงเจตนาของโจทก์ในการทำนิติกรรมดังกล่าว จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๕๖ โดยมิพักต้องคำนึงว่าการแสดงเจตนานั้นจะเริ่มจากการถูกกลฉ้อฉลหรือไม่     

            

“เท่านั้นเอง”

  
จับหลักชนฎีกา : การแสดงเจตนาลวงอันเป็นโมฆะ โดย-นายสิบหก มีนา icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : จับหลักชนฎีกา (นายสิบหก มีนา)
Friday, 29 August 2014

จับหลักชนฎีกา

 

การแสดงเจตนาลวงอันเป็นโมฆะ

  

            ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์มาตรา 155 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

 

          การแสดงเจตนลวงโดยสรู้กับคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง หมายถึง คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ให้การแสดงเจตนาที่ออกมานั้นมีผลผูกพันการตามกฎหมายอย่างแท้จริง แต่ทำเพื่อให้บบุคคลอื่นเข้าใจว่านิติกรรมนั้นเกิดขึ้นจริงโดยมีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง การแสดงเจตนดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ

 

          และหากการแสดงเจตนลวงนั้นตกเป็นโมฆะไปแล้วผู้มีส่วนได้เสียย่อมยกเอาความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้นขึ้นอ้างในเวลาได้ก็ได้ไม่มีกำหนดอายุความตามาตรา 172 แต่หากจะต้องมีการคืนทรัพย์สินกันต้องใช้บทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้มาบังคับ ตามาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น แม้การยกขึ้นอ้างซึ่งโมฆะกรรมจะไม่มีกำหนดอายุความแต่หากต้องมีการคืนทรัพย์สินกันในฐานลาภมิควรได้ก็ต้องฟ้องภาในอายุความเรื่องลาภมิควรได้ด้วย

 

          การแสดงเจตนาลวงตามคำพิพากษาฎีกา เช่น

 

          -การโอนสิทธิตาสัญญาเช่าซื้อเพื่อนำไปแสดงนำบัตรผ่านทาง สัญญาโอนสิทธิเช่าซื้อเป็นโมฆะ สัญญาประกันภัยจึงยังไม่ระงับ

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542 แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัยจะระบุให้กรมธรรม์ประกันภัยสิ้นผลบังคับเมื่อผู้เอาประกันภัยได้โอนรถยนต์ให้บุคคลอื่น แต่การที่โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้ พ. ภริยาโจทก์ไปเพราะต้องการบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านเข้าออกกองทัพอากาศเท่านั้น แต่หลังจากที่โอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวไป โจทก์ก็ยังคงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยและเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์กับ พ. ภริยาโจทก์มิได้มีเจตนาโอนสิทธิการเช่าซื้อกันจริง การโอนเป็นเพียงเจตนาลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านเข้าออกกองทัพอากาศได้เท่านั้น สัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่ต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังคงมีฐานะ เป็นผู้เช่าซื้อที่แท้จริงตลอดมาและยังคงมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นอยู่เช่นเดิม และแม้หากจะฟังว่าโจทก์ได้โอนสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวไป แต่การโอนสิทธิการเช่าซื้อก็ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อให้บุคคลอื่นตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยนั้นจึงยังไม่สิ้นผลบังคับไป  

 

          -ทำสัญญาซื้อขายหรือให้กันโดยมีเจตนาเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ซึ่งผู้รับโอนก็รู้เห็นด้วย

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2041/2547 จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 ก็ได้ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240

 

          -เอาที่ดินของผู้อื่นไปจดทะเบียนจำนองโดยให้เจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนายให้ตนเพื่อลวงผู้รับจำนอง

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  379/2536 การโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กระทำโดยเจตนาลวงเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจำนองธนาคารเท่านั้นไม่มีความประสงค์ให้ผูกพันกัน จึงใช้บังคับระหว่างกันไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 เดิม (มาตรา 155ที่แก้ไขใหม่) ที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่  132/2524 โจทก์ประสงค์จะจำนองที่พิพาทแต่ถ้าโจทก์จำนองด้วยตนเองจะไม่ได้เงินมากตามจำนวนที่ต้องการ จึงได้ตกลงทำเป็นจดทะเบียนขายฝากที่พิพาทไว้กับจำเลยก่อน แล้วให้จำเลยนำที่ดินไปจำนองบริษัท ท. ซึ่งผู้จัดการเป็นญาติกับจำเลยเอาเงินมาให้โจทก์ ดังนี้ นิติกรรมขายฝากดังกล่าวเป็นเพียงเจตนาลวงเพื่อให้จำเลยนำที่พิพาทไปจำนองเท่านั้นจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 คือไม่มีสัญญาขายฝากต่อกัน ที่พิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่ โจทก์มีอำนาจเรียกที่พิพาทคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ จำเลยมีหน้าที่คืนที่พิพาทและโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม เงินที่โจทก์ได้มาไม่ใช่เงินของจำเลยอันโจทก์จะพึงคืนให้แก่จำเลย แต่เป็นเงินซึ่งโจทก์จะต้องชำระคืนให้แก่ผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้โดยตรงส่วนจะเป็นจำนวนเท่าใดนั้นย่อมเป็นไปตามมูลหนี้ที่ปรากฏอยู่ในสัญญาจำนอง

           ***คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2952/2554 สัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์และจำเลย เพื่อให้โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมต่อธนาคาร และให้จำเลยทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร สัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง   นายสิบหก มีนา

 

 

เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง มาตรา ๔๖๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Sunday, 17 August 2014

เกร็ดกฎหมายน่ารู้

 

เรื่อง  มาตรา ๔๖๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

มาตรา ๔๖๗ ในข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาส่งมอบ

 

มาตรา๔๖๗นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอายุความ กล่าวคือ ข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนนั้น ห้ามฟ้องเกิน ๑ ปีนับแต่เวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย

 

ฎีกาที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับเรื่องนี้

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๐๐/๒๕๓๕ จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ จำนวน ๑๐๔ ตารางวาโดยจะแบ่งแยกที่ดินจากที่ดินผืนใหญ่เป็นที่ดินแปลงย่อย ๔ แปลงมีเนื้อที่แปลงละ ๒๖ ตารางวา ต่อมาเมื่อแบ่งแยกแล้วปรากฏว่าที่ดินทั้งสี่แปลงมีเนื้อที่แปลงละ ๒๔ ตารางวา คงขาดเนื้อที่ดินไปแปลงละ ๒ ตารางวา รวม ๘ ตารางวา ถือว่าผู้ขายคือจำเลยส่งมอบที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ที่ซื้อขายขาดตกบกพร่อง โจทก์ต้องฟ้องคดีให้จำเลยรับผิดในการแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์อีก ๘ ตารางวาหรือชดใช้เงินแทนภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่เวลา     ส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๗

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๘/๒๕๓๖ เมื่อข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขายแสดงว่าจำเลยได้ส่งมอบที่ดินนาตาม น.ส.๓ที่ซื้อขายให้โจทก์แล้ว และต่อมาเมื่อโจทก์กับจำเลยไปทำหนังสือขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ณ ที่ว่าการอำเภอ กรณีจึงต้องฟังว่าโจทก์ได้รับมอบที่ดินจากการซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่โจทก์กับจำเลยไปจดทะเบียน โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกที่ดินที่ขาดจำนวนเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่จดทะเบียน ฟ้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๖๗
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๖/๒๕๓๙ วินิจฉัยว่าที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์มีเนื้อที่ ๘๕ ตารางวา มิได้มี      เนื้อที่ส่วนใดรุกล้ำเข้าไปในเขตทางหลวง ดังนั้น ที่จำเลยส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์โดยชี้ว่าเขตที่ดินด้านทิศใต้อยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางทางหลวง .๕๐ เมตร ตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งความจริงแล้วเขตที่ดินด้านที่อยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางทางหลวงมากกว่าที่จำเลยชี้ อันเป็นผลทำให้ที่ดินที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์มีเนื้อที่ขาดไป ๓๐ตารางวา จึงเป็นกรณีที่จำเลยผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่โจทก์ผู้ซื้อขาดตกบกพร่อง ไม่ครบจำนวนตามที่ตกลงซื้อขายกัน โจทก์ผู้ซื้อจึงต้องฟ้องให้จำเลยรับผิดภายใน  ปี นับแต่วันที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายให้แก่โจทก์ ตามป.พ.พ.มาตรา ๔๖๗

                                                                                                          

BY  PIGLET

   
อ่านเพื่อสอบ : รวมประเด็นขั้นเทพ (ฎีกาใหม่ ที่ น่าสนใจ) โดย-นายกฤต 21 icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : อ่านเพื่อสอบ (นายกฤต ๒๑)
Friday, 29 August 2014

อ่านเพื่อสอบ

 

รวมประเด็นขั้นเทพ (ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ)

 ***อัพเดท ฎีกาใหม่ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2876/2556

           พวกของจำเลยรวม 10 คน รุมทำร้ายผู้ตาย  พวกของจำเลยมีอาวุธมีดปลายแหลมเป็นอาวุธ  ครั้นเมื่อ ส.จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ตายในระหว่างที่พวกของจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายทั้งสองครั้ง แต่ถูกจำเลยชกต่อยขัดขวางไม่ให้ ส.เข้าไปช่วยเหลือผู้ตาย  การกระทำของจำเลยจึงเป็นการให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยในการทำร้ายผู้ตายอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด 

****ข้อสังเกต***

 หากเราอ่านฎีกาย่อ  ก็อาจสับสนได้ว่าทำไมการกระทำของจำเลยในคดีนี้ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยถึงเป็นแค่ผู้สนับสนุน  ทั้งที่จำเลยอยู่ร่วมในเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือและเข้าช่วยเหลือพวกของจำเลยให้ฆ่าผู้ตาย  ตามพฤติการณ์น่าจะถือว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะของการเป็นตัวการร่วม    แต่ตามข้อเท็จจริงในคดี  เมื่ออ่านฎีกาฉบับเต็ม  เราก็จะทราบว่าเหตุที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้  เพราะจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าพวกของจำเลยจะฆ่าผู้ตาย และไม่ทราบเหตุแห่งการฆ่าด้วย  จำเลยเพียงแต่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ในขณะที่มีการฆ่าเท่านั้น  จะถือว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายไม่ได้  แต่เมื่อจำเลยเห็นพรรคพวกเข้ารุมทำร้ายและ ใช้มีดแทงผู้ตาย  การที่จำเลยเข้าขัดขวางมิให้พวกของผู้ตายเข้าช่วยเหลือผู้ตาย  ต้องถือว่าจำเลยมีเจตนาให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยในการทำร้ายผู้ตายอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด  แต่ไม่ถึงกับจะเป็นตัวการร่วมฆ่าผู้ตายกับพรรคพวก ***สายลับล่อซื้อยาบ้า 20,000 เม็ด เมื่อสามีจำเลยซึ่งเป็นตัวการร่วมกับจำเลย ส่งยาบ้าจำนวน 1 มัด จำนวน 2,000 เม็ด ให้สายลับตรวจดูก่อน มิได้เป็นการส่งมอบยาบ้าทั้งหมด ถือได้ว่าการซื้อขายยาบ้าสำเร็จแค่ 2,000 เม็ด ที่ส่งให้ ส่วนอีก 18,000 เม็ด เป็นความผิดแค่พยายาม**** 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4144/2556

 จำเลยพูดคุยโทรศัพท์ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับ จ.(สายลับ) โดยจำเลยนัดส่งมอบเมทเเอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลย หลังจากพบและเจรจากันที่บ้านของจำเลยแล้ว อ.(สามีจำเลย) นำเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 มัด จำนวน 2,000 เม็ด มาให้ดูพฤติการณ์ของ จำเลย และ อ. ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการร่วมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น โดยการแบ่งหน้าที่กันทำนับเป็นตัวการ เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน 20,000 เม็ด น้ำหนักรวม 1,826.58 กรัม คำนวณสารบริสุทธิ์ได้ 289.12 กรัม กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 15 วรรคสาม อนุสอง จำเลยจึงมีความผิดฐานครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายส่วนการที่ อ. นำเมทแอมเฟตามีน 1 มัด จำนวน 2,000 เม็ด ก็เพื่อให้ตรวจสอบดูก่อน มิได้เป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีทั้งหมดที่อยู่ในปิ๊บอันเนื่องมาจากการตกลงซื้อขาย ถือได้ว่าการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ เมื่อจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อนที่จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน 2,000 เม็ด *** ยักยอกเงินของนายจ้าง แล้วมาถูกกรรโชก ก็ยังถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานกรรโชก มีอำนาจร้องทุกข์ได้** 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3887/2556

 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 อนุ 4 บัญญัติว่าผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4,5 และ 6 การที่ ส.ให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของนายจ้างว่าถูกจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกรรโชกเอาเงินที่ ส.ยักยอกมาจากนายจ้างไป 600,000 บาท เพราะกลัวจำเลยทั้งสองกับพวกจะจับตัวส่งเจ้าพนักงานตำรวจนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวทำให้ ส.ได้รับความเสียหายโดยตรงในความผิดฐานกรรโชกโดยไม่จำต้องคำนึงว่าเงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกกรรโชกเอาไปนั้นจะยังเป็นของนายจ้างอยู่อีกหรือไม่ ส.จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดฐานกรรโชกได้แม้ไม่ปรากฏในสำนวนว่า ส.ได้แจ้งความร้องทุกข์โดยตรง แต่ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์เป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดินมิใช่ความผิดส่วนตัวที่ห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยเมื่อมีความอาญาต่อแผ่นดินเกิดหรืออ้างว่าหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหาย ตามที่ให้การดังกล่าวย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องสืบสวนจับกุมและสอบสวนตาม วิ.อาญา มาตรา 18 และมาตรา 121 ไม่ว่าผู้เสียหายจะได้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ตามต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในคดีนี้ มีการบันทึกการมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาระบุ ส.เป็นผู้กล่าวหา จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกกรรโชกทรัพย์ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิต่างๆตามที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยทั้งสองทราบ พนักงานสอบสวนคดีนี้ย่อมมีอำนาจสอบสวนในความผิดนี้ได้ การสอบสวนความผิดคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย **** เมื่อจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทุกประการ เช่นนี้ถือว่าไม่เพียงแต่มีผลเท่ากับจำเลยยอมสละประเด็นข้อต่อสู้ต่างๆตามที่ยื่นคำให้การปฎิเสธข้ออ้างของโจทก์เท่านั้น หากแต่ยังรับรองด้วยว่าฟ้องโจทก์ถูกต้องเป็นจริงทุกประการ ข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับจึงเป็นอันยุติไปตามนั้น ศาลชั้นต้นจะหยิบยกเอาเอกสารซื้อขายมาวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ได้ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท*** คำพิพากษาฎีกาที่ 146/2556 ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทุกประการ โดยโจทก์จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวคือเรื่องอายุความ เช่นนี้ถือว่าไม่เพียงแต่มีผลเท่ากับจำเลยยอมสละประเด็นข้อต่อสู้ต่างๆตามที่ยื่นคำให้การปฎิเสธข้ออ้างของโจทก์เท่านั้น หากแต่ยังรับรองด้วยว่าฟ้องโจทก์ถูกต้องเป็นจริงทุกประการ ข้อเท็จจริงที่จำเลยยอมรับจึงเป็นอันยุติไปตามนั้น ไม่หลงเหลือข้อเท็จจริงใดเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกตาม    ป.วิ.พ.มาตรา 183 คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยคงค้างชำระหนี้ต่อโจทก์หรือไม่ เพราะไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีที่คู่ความต่อสู้กันอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจะหยิบยกเอาเอกสารซื้อขายมาวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ได้ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท *** จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุให้ผู้ตายมีมูลเหตุอันจะเชื่อว่าจำเลยกลั่นแกล้งผู้ตาย เมื่อผู้ตายด่าว่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคาย จำเลยจะหาว่าถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหาได้ไม่*** 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3615/2556

 การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายถึง 3 นัด น่าจะเกิดจากผู้ตายด่าจำเลยที่จำเลยไม่ได้อ่านชื่อของมารดาผู้ตาย ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท อาจทำให้มารดาผู้ตายเสียสิทธิที่จะได้เงินลงทุนในกองทุนหมู่บ้าน ฯ ทำให้ผู้ตายโกรธ ประกอบกับผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะกับมารดาจำเลยมาก่อน เมื่อจำเลยไม่อ่านชื่อมารดาจำเลย ย่อมทำให้ผู้ตายเชื่อว่าถูกจำเลยกลั่นแกล้ง จึงด่าว่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซึ่งแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะทำให้จำเลยได้รับความระคายเคืองต่อจิตใจ แต่การที่ผู้ตายด่าว่าจำเลยก็มีมูลเหตุจากตัวจำเลยที่ทำให้ผู้ตายเชื่อว่าถูกจำเลยกลั่นแกล้ง จำเลยมีส่วนก่อให้ผู้ตายด่าว่าจำเลยดังกล่าว การกระทำของผู้ตายดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ คำพิพากษาฎีกาที่ 3140/2556 จำเลยรับซื้อเหล็กอุปกรณ์เครื่องบดวัสดุทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้จาก ฉ. และ ด. แล้วนำไปซ่อนไว้ในบ่อน้ำในลักษณะปกปิดซ่อนเร้น แสดงว่าจำเลยทราบดีว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ จำเลยมีความผิดฐานรับของโจร แต่เมื่อโจรมิได้บรรยายฟ้องว่า การรับของโจรของจำเลยกระทำเพื่อค้ากำไร อันเป็นองค์ประกอบความผิดของ ป.อ.มาตรา 357 วรรคสอง แม้ได้ความว่าจำเลยมีอาชีพรับซื้อของเก่า ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยรับซื้อทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำไปขายต่อหากำไร ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 357 วรรคสอง ได้ เพราะเกินคำขอหรือไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามวิ.อาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยได้ตาม มาตรา 357 วรรคหนึ่งเท่านั้น 

***ข้อสังเกต***

 คำว่า เพื่อหากำไรตามความใน ป.อ.มาตรา 357 วรรคสอง ถือเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้อง ตาม วิ.อาญา มาตรา 158 (5) หากโจทก์ไม่บรรยายมา แม้ทางจะพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยรับของโจรไว้เพื่อขายต่อหากำไร ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ แต่หากฟ้องโจทก์ได้บรรยายมาแล้วว่า จำเลยรับของโจร เพื่อหากำไรเช่นนี้ถือเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบตาม ป.อ.มาตรา 357 วรรคสองแล้ว ชอบด้วย วิ.อาญามาตรา 158 (5) ส่วนจำเลยจะกระทำการโดยวิธีการใดแก่ของที่รับของโจรไว้ เพื่อหากำไร กรณีนี้ถือเป็นเพียงรายละเอียดในชั้นพิจารณาที่โจทก์สามารถนำสืบได้ ต้องถือว่าเป็นฟ้องที่ชอบ  ***ใครบอกว่าเรื่องเบียร์ไม่สำคัญ..........สำหรับบางคน....เบียร์นั้นสำคัญไฉน *** 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4210/2556

 

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายนั่งอยู่บนแคร่ และเมื่อผู้เสียหายได้ยินเสียงจำเลยจึงหันไปดู แสดงให้เห็นว่าขณะจำเลยเดินเข้าไปหาผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยังไม่ทันรู้ตัว หากจำเลยจะใช้ของมีคมฟันศีรษะหรืออวัยวะของผู้เสียหายทันที ย่อมกระทำได้แต่จำเลยก็ไม่กระทำ กลับเรียกให้ผู้เสียหายรู้ตัวก่อน จำเลยยืนถือของมีคมยาวประมาณ 1 แขน การที่จำเลยจะฟันผู้เสียหายจึงต้องเงื้อของมีคมขึ้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเลือกจะฟันที่คอของผู้เสียหาย และพฤติการณ์ดังกล่าวก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเลือกฟันอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายด้วย แม้ผู้เสียหายจะได้รับบาดเจ็บจนกระดูกแขนขวาและกระดูกโหนกแก้มด้านขวาก็ตาม แต่ได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของแพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่ถึงกับทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ และการที่จำเลยจะฟันผู้เสียหายซ้ำอีกก็มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย กับจำเลยมีปากเสียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ยอมให้เบียร์แก่จำเลยตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่น่าเชื่อว่าจำเลยถึงต้องเอาชีวิตผู้เสียหายพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้ว่าจำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อาญา มาตรา 297 ( 8) ซึ่งความผิดตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ศาลย่อมลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

 

***ข้อสังเกต***

           คดีนี้ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมศาลฎีกาถึงมองว่าจำเลยมีเจตนาเพียงทำร้าย  ทั้งๆที่อาวุธที่จำเลยใช้ฟัน  ก็เป็นของมีคมยาวประมาณ 1 แขน  ซึ่งถือเป็นอาวุธที่สามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้  ทั้งยังเป็นการเลือกฟันไปที่อวัยวะสำคัญตรงจุดที่เป็นบริเวณใบหน้า  และฟันโดยแรงด้วย  แถมฟันแล้วยังจะฟันซ้ำอีก  ไม่ใช่ว่าจำเลยจะหยุด  แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่า ***แต่ได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของแพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่ถึงกับทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ และการที่จำเลยจะฟันผู้เสียหายซ้ำอีกก็มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย กับจำเลยมีปากเสียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ยอมให้เบียร์แก่จำเลยตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย****  ............บาดแผลไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตาย  และสาเหตุแห่งการกระทำ   บางครั้งไม่ใช่จุดที่จะนำมาเป็นข้อพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าในทุกกรณี......แต่การกระทำต่างหากที่จะชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลย......อย่างที่เราร่ำเรียนมา....ว่า  “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”.........คดีนี้  แม้จำเลยจะฟันผู้เสียหายได้  โดยไม่จำต้องเรียกก็ตาม  ก็ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าไม่มีเจตนาฆ่า   เพราะเมื่อจำเลยใช้ของมีคมฟัน  ก็เลือกฟันตรงส่วนที่เป็นอวัยวะสำคัญทั้งสิ้น  แถมต้องถือว่าฟันโดยแรงด้วย  อีกทั้งจำเลยยังจะฟันผู้เสียหายซ้ำอีก  ไม่ใช่ว่าจะหยุด  แม้แพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่ถึงกับทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้  จำเลยก็ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่า  ไม่ใช่ทำร้าย   ต่อให้ไม่ประสงค์ต่อความตายโดยตรง  แต่การใช้ของมีคมขนาดใหญ่  ฟันไปที่ใบหน้าของผู้อื่นในลักษณะเช่นนั้น   ต้องถือว่าเล็งเห็นได้  ว่าผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้เช่นกัน  ส่วนที่ศาลมองว่า  “ทะเลาะกันเรื่องแบ่งเบียร์  ซึ่งเป็นเหตุเล็กน้อย”    ผมเรียนได้เลยครับว่า  สำหรับคนที่ติดเหล้า  หรือติดเบียร์  การไม่ได้กินเหล้าหรือเบียร์   ....ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับเค้าครับ  เพราะบางคนถึงกับมือสั่น  จิตใจไม่อยู่ กะร่องกะรอยก็มี  กรณีนี้ศาลท่านจะใช้บรรทัดฐานของคนที่ไม่ดื่มเหล้า  มาวินิจฉัยเจตนาของจำเลยซึ่งเป็นคนดื่มเหล้าไม่ได้  ครับ  น่าจะใช้ความรู้สึกของคนที่กินเหล้าหรือเบียร์มาวินิจฉัย  เพราะข้อเท็จจริงในคดี  จำเลยเป็นคนติดเหล้า  ติดเบียร์ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 485/2556

 

          จำเลยจัดการให้โจทก์ร่วมเดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี   แต่เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่ให้เข้าประเทศและส่งตัวโจทก์ร่วมกลับประเทศไทย  แสดงว่าโจทก์ร่วมทราบว่าถูกจำเลยหลอกลวงตั้งแต่นั้นแล้ว  โจทก์ร่วมจึงต้องร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ตาม ป.อ.มาตรา 96

           ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้  เป็นความผิดเฉพาะตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ตาม มาตรา 91 ตรี  มิใช่ความผิดในคดีฉ้อโกงตาม  ป.อ.มาตรา 341 ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตาม วิ.อาญา มาตรา 43 ***ข้อสังเกต*** 

          คดีนี้เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ภายในกำหนดอายุความ ตาม ป.อ.มาตรา 96  ศาลต้องยกฟ้องตาม วิ.อาญา มาตรา 185  เมื่อศาลยกฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ.มาตรา 341  ในส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายตาม วิ.อาญา มาตรา 43  คำขอของโจทก์ในส่วนนี้  ย่อมตกไปด้วย   คงเหลือแต่ความผิดฐานฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศ  ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ    แต่เนื่องจาก  พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตาม วิ.อาญา มาตรา 43  เอาไว้ด้วย  พนักงานอัยการโจทก์ฎีกาว่าความผิดฐานฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศ    ก็ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง  ซึ่งโจทก์ในฐานะพนักงานอัยการสามารถมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ได้เช่นกัน  แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้  เป็นความผิดเฉพาะตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ตาม มาตรา 91 ตรี  มิใช่ความผิดในคดีฉ้อโกงตาม  ป.อ.มาตรา 341  พนักงานอัยการจึงไม่สามารถมีคำขอตาม วิ.อาญา มาตรา 43 โดยอาศัย พ.ร.บ.ดังกล่าว

 

นายกฤต 21

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๑๔๘๒/๒๕๕๕ (ม.๕) > โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  11482/2555  แม้ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดหากจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานจะมีผลบังคับได้ แต่หลังจากจำเลยลาออกแล้วโจทก์ก็ยังรับผ่อนชำระเงินกู้จากจำเลยมาตลอดโดยจำเลยไม่เคยผิดนัด แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดด้วยเหตุจำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์โดยปริยาย นอกจากนั้นการกู้เงินของจำเลยเป็นการกู้เงินสวัสดิการของพนักงานเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่ดินพร้อมบ้านจำนองเป็นประกัน ซึ่งหากจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียหายอยู่แล้ว การลาออกของจำเลยก็มิได้เกิดจากการกระทำผิดหรือกระทำโดยมิชอบของจำเลย แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยลาออกเอง ทั้งหลังจากลาออกแล้วจำเลยยังมีรายได้เพียงพอแก่การผ่อนชำระเงินกู้อีก ดังนั้น ที่โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็รับการผ่อนชำระของจำเลยไปเรื่อยๆ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตน บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตอันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๓๒/๒๕๕๔ (ม.๕) > จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1032/2554  โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมา สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มีระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้สามีโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อบิดาสามีโจทก์ถือแทน ดังนี้ ขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาโจทก์ฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๘๓๒/๒๕๕๓ (ม.๑(๓)) > เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑ (๓) กรณีต้องนำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  6832/2553  เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ ป.วิ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 176 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยถอนคำฟ้องอุทธรณ์ ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เลย ดังนี้ เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงตกกลับคืนสู่จำเลยผู้เป็นเจ้าของ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยและผู้ร้องโดยเฉพาะ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๙๕๗๔/๒๕๕๑ (ม.๑(๓)) > การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  9574/2551  ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ... การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง  ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) ดังนั้นปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของ ป. หรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของ ป. อย่างไร ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๓๖ (ม.๒(๒)) > เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาแล้วจะให้การอย่างไรหรือไม่ก็ได้... icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  144/2536  เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว จำเลยจะให้การเท็จจริงอย่างไรหรือไม่ให้การอะไรก็ได้ ไม่มีกฎหมายใดบังคับดังนั้น โจทก์จะอ้างคำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยได้ปฏิเสธ ให้เห็นว่าคำเบิกความชั้นศาลของจำเลยเป็นความจริงมาใช้ประกอบเพื่อให้ฟังว่าข้อความที่จำเลยให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จหาได้

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๓๔๑/๒๕๐๙ (ม.๒(๒)) > เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1341/2509  เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 พนักงานสอบสวนจะบังคับให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำใดๆไม่ได้และมาตรา 135 ก็บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนล่อลวงหรือขู่เข็ญผู้ต้องหาให้ให้การอีกด้วย

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๒๕/๒๕๐๘ (ม.๒(๒)) > ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหา จำเลยหามีความ. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  225/2508  ร้อยตำรวจตรีกมลกับพวกจับกุมจำเลยในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ และค้นตัวจำเลยได้บัตรรับฝากรถจักรยานและกระดาษฟุลสแก๊ปมีเขียนเลข 2 ฉบับ จำเลยแจ้งว่าเป็นสลากกินรวบซื้อมาจากโจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหาจำเลยหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๔ (ม.๓๒) > อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้า... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  2171/2554  เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.อ. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๘๑๕/๒๕๕๓ (ม.๓๒) > ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตหาทำให้ซองกระสุนปืนและ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  8815/2553  เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบและไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 พิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๔๘ (ม.๓๒) > รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารเพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้น... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  671/2548  รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

 
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าแพ่ง (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘, ๑๓๗๕) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ แพ่ง
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายแสงมีที่ดินอยู่ติดกับแม่น้ำ  ที่ดินนี้มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ต่อมาที่ดินนั้นเกิดที่งอกริมตลิ่ง นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่ดินที่งอกนี้ หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน  นายแสงแจ้งให้นายเริ่มออกไปจากที่ดิน  แต่นายเริ่มไม่ยอมออก อ้างว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  นายแสงรออยู่อีก ๒ ปี จึงฟ้องขับไล่นายเริ่ม  นายเริ่มต่อสู้ว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายแสงไม่มีอำนาจฟ้อง  แต่อย่างไรก็ตามนายแสงฟ้องคดีเกิน ๑ ปีแล้ว จึงหมดสิทธิฟ้อง

 

          ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเริ่มฟังได้หรือไม่

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ที่งอกริมตลิ่งเกิดจากที่ดินของนายแสง จะเป็นทรัพย์สินของนายแสง หรือ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ?  และเมื่อที่ดินของนายแสงมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่งอกริ่มตลิ่งจะเป็นสิทธิครอบครอง หรือ เป็นกรรมสิทธิ์ ? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘)

 

๒.       การที่นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่งอกริมตลิ่ง ถือว่านายเริ่มยึดถือที่ดินนั้นไว้แทนนายแสง หรือไม่? และการที่นายเริ่มไม่ยอมออกไปจากที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการแย่งการครอบครอง หรือไม่? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕)

 

๓.       นายแสงฟ้องขับไล่นายเริ่มเกิน ๑ ปี จะต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕ หรือไม่? และข้อต่อสู้ของนายเริ่มรับฟังได้ หรือไม่?

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.แพ่ง (ป.วิ.พ.มาตรา ๑(๕), ๑๘, ๒๔, ๒๒๖, ๒๒๗, ๒๒๘) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้ทำละเมิดและคำฟ้องเคลือบคลุม โดยได้ระบุข้อความที่อ้างว่าเคลือบคลุมมาในคำให้การด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดแต่ได้ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเพราะตนป่วยไม่สามารถติดต่อทนายได้ ศาลไต่สวนคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง ก่อนสืบพยานนัดแรก จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าคำฟ้องเคลือบคลุม ศาลมีคำสั่งว่าไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ จึงอุทธรณ์คำสั่งนี้ทันที และจำเลยที่ ๒ ก็อุทธรณ์คำสั่งศาลที่สั่งยกคำร้องขอยื่นคำให้การทันทีเช่นกัน

 

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาได้ หรือไม่?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        คำสั่งของศาลที่สั่งว่า คำฟ้องไม่เคลือบคลุม เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๒๗ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๒.       คำสั่งของศาลที่ ยกคำร้องขอยื่นคำให้การ เป็นคำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒๘ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๓.       การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องทำอย่างไร ? (ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๖ (๑) (๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.อาญา (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘, ๑๖๒(๑)(๒), ป.วิ.อ. ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ ว.๒(๑)) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

นายเอกยื่นฟ้องนายโทกล่าวหาว่าลักทรัพย์แหวน ๑ วง ราคา ๑,๓๐๐ บาท ของนายเอก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันต่อศาลนั้นไว้แล้ว ศาลได้เรียกสอบพนักงานอัยการคดีดังกล่าว พนักงานอัยการแถลงคัดค้านว่ากรณีจะทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง

 

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะสั่งคดีของนายเอก อย่างไร?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว จะตัดสิทธินายเอกผู้เสียหายมิให้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันอีก หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘)

 

๒.       การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว นายเอกผู้เสียหายยื่นฟ้องนายโทอีก เป็นฟ้องซ้อน หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑))

 

๓.       เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทไว้ต่อศาลเดียวกันแล้ว ศาลจะไม่ไต่สวนมูลฟ้องของนายเอกได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๒ (๑)(๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าอาญา (ป.อ.มาตรา ๘๐, ๒๙๕, ๒๙๗, ๓๙๑) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ อาญา
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายสิงห์ได้ทราบว่านายสาชอบแอบดูบุตรสาวของนายสิงห์อาบน้ำ  จึงประสงค์จะใช้มีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  เมื่อนายสิงห์เดินเข้าไปใกล้นายสาห่างประมาณครึ่งเมตรได้ใช้มีดดังกล่าวแทงไปที่ตาของนายสาแต่ไม่ถูก ปลายมีดเฉี่ยวโหนกแก้มของนายสาเป็นผลให้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มถลอกเล็กน้อย

 

ดังนี้ นายสิงห์จะมีความผิดอาญาฐานใด

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ตาบอดเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ หรือไม่?

 

๒.       การที่นายสิงห์มีเจตนาใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  แต่นายสาตาไม่บอด นายสิงห์จะมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือไม่?

 

๓.       เมื่อผลของการกระทำของนายสิงห์ไม่ทำให้นายสาตาบอด  แต่มีผลทำให้โหนกแก้มของนายสาผิวหนังถลอกเล็กน้อย  นายสิงห์จะมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือ มีความผิดสำเร็จตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ?

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 06 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ขอให้บังคับคดีภายใน๑๐ปีจะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินตาม ป.วิ.พ.๒๘๗ หรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมิได้ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๘๑ จะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ หรือไม่?

  

คำตอบ

 

ไม่มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการที่ผู้ร้องไปดำเนินการเพียงขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ยังถือไม่ได้ว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ และไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-ฟ้องว่ายักยอกเงินผู้เสียหาย ได้ความว่าฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.๑๙๒ ว.๒) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ หรือไม่? และจะสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง)

  

คำตอบ

 

ศาลลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถามตัวบท-คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒)) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมายที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย วิ.แพ่ง
Saturday, 02 March 2013

คำถาม

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒))

  

คำตอบ

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙ (๑)(๒)

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 09 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ข้อมูลเพิ่มเติม...