ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว (สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เปิดรับสมัครเป็นทีมงาน:STD
ทีมงานของเรา (ทีมงาน STD)
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล ปี 2559
ข่าวเปิดสอบอัยการ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย ปี 2559
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบราชการ 2559
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล(3 สนาม) 2558
ผู้สอบผ่านศาล (เล็ก) 2557
ผู้สอบผ่านศาล (ใหญ่) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ) 2556
ผู้สอบผ่านอัยการ (จิ๋ว) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (เล็ก) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ใหญ่) 2558
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.แพ่ง 2/67
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อาญา 2/67
ผู้สำเร็จการศึกษาเนติ ปี 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (จิ๋ว) 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 2558
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 1/69
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 2/68
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย ผู้บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ทางปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ปกครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษีอากร
โฟกัสหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้มละลาย
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ธรรมนูญ
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ติวออนไลน์
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
พิชิต 3 สนามสอบ
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
จับหลักชนฎีกา
ฎีกาวาไรตี้
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
อ่านเพื่อสอบ
สรุปหลักทักทายฎีกา
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.6.33-log
เวลา : 16:03
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 336
จำนวนข่าวสาร : 16869
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 50594665
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 486 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 November 2016 )
กำหนดรับสมัครสอบเนติ 2/69 (สมัครที่เนติ ๔ ม.ค.–๒๘ ก.พ. ๖๐ /ทางไปรษณีย์และInternet ๔ ม.ค.–๑๕ ก.พ. ๖๐) icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Tuesday, 10 January 2017

สวัสดี เช้าวันอังคาร  วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่สมัครเรียนเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง อย่าลืมไปสมัครสอบด้วยนะครับ มิฉะนั้นท่านอาจจะไม่มีสิทธิสอบ ซึ่งตอนนี้ทางสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา แผนกสอบไล่ ได้แจ้งกำหนดวันสมัครสอบให้ทราบแล้ว ดังนี้

กำหนดรับสมัครสอบ ภาค ๒ สมัยที่ ๖๙

-  รับสมัครสอบที่สำนักอบรมฯ     ๔ มกราคม – ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

-  รับสมัครสอบทางไปรษณีย์         ๔ มกราคม – ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

-  รับสมัครสอบทาง Internet          ๔ มกราคม – ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

สมาชิกท่านไหนที่กำลังเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิตก็หาเวลาว่างดำเนินการสมัครสอบแต่เนิ่นๆ ให้เรียบร้อย  อย่าปล่อยให้ใกล้วันสุดท้ายแล้วค่อยสมัคร เดี๋ยวลืม!!! แบบไม่ได้ตั้งใจ!!! อาจจะไม่มีสิทธิสอบ## ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น??? “เมื่อคิดทำการใหญ่อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ เพราะสิ่งใหญ่ๆ ย่อมเริ่มจากสิ่งเล็กๆ เสมอ ...

รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดวันรับสมัครสอบเนติบัณฑิต 2/69 เข้าไปศึกษาดูได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

กำหนดรับสมัครสอบ ภาค 2 สมัยที่ 69 (คลิกดาวน์โหลดประกาศ) [05.01.2017]

นอกจากนี้ยังมีประกาศอื่นๆ ที่แผนกสอบไล่แจ้งให้ทราบ เข้าไปศึกษาดูได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

แผนกสอบไล่

ด่วน.. ผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ กรุณาติดต่อแผนกสอบไล่ สำนักอบรมศึกษากฎหมายฯ โทร. 02-887-6835 (คลิกดูรายชื่อ) [09.01.2017]

กำหนดรับสมัครสอบ ภาค 2 สมัยที่ 69 (คลิกดาวน์โหลดประกาศ) [05.01.2017]

ค้นหาเลขประจำตัวสอบ [01.11.2016]

ประกาศ ผลการสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1 สมัยที่ 69 ปีการศึกษา 2559 (คลิก) [01.11.2016]

ระเบียบ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ว่าด้วยการตรวจให้คะแนนการสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต พ.ศ. 2559 (คลิก) [18.08.2016]

วิธีการขอแบบฟอร์มสมัครสอบและพิมพ์บัตรสอบทางอินเทอร์เน็ต [30.06.2015]

ขยายเวลาการรับสมัครเข้าเรียนและสมัครสอบสำหรับนักศึกษาใหม่ (ให้ตรงกับระบบการศึกษาของประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC))(คลิก) [17.02.2015]

ประกาศ การเข้าอบรมหลักสูตรจริยธรรมเนติบัณฑิต ก่อนเข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรฯ (คลิก) กำหนดการอบรมฯ จะแจ้งให้ทราบในภายหลัง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2887-6835 หรือ 0-2887-6801-7 ต่อ 403 [16.06.2014]

ระเบียบ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ว่าด้วยการสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต พ.ศ. 2553 [14.03.2014]

ระเบียบการหักคะแนนนักศึกษาทำผิดระเบียบการสอบข้อเขียน (ฉบับใหม่ 30 มกราคม 2549) [01.05.2012]

 ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=93&Itemid=350


"Great things have small beginning. = สิ่งใหญ่ๆ ย่อมเริ่มจากสิ่งเล็กๆ

 

บรรณาธิการเว็บไซต์



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 10 January 2017 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : บอกว่า “ยิงเลยๆ” และบอกว่า “ช่วยสั่งสอนให้หน่อย” นั้น สำคัญไฉน ? โดย-ลอว์ กอ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Monday, 04 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยบอกว่า ยิงเลยๆ 

 

และบอกว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีปีเพื่อนๆ สมาชิก STD LAW CENTER แฟนคลับ คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยแฟนคลับจริงๆ ที่หายไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนหลายประการ นับจากนี้ไปจะพยายามจัดสรรเวลาเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลสำคัญๆ น่าออกข้อสอบมานำเสนอเพื่อนสมาชิกให้ได้อ่านอย่างเผ็ดมันแน่นอน !!!!

 

วันนี้เข้าเรื่องกันเลยครับ เมื่อพูดถึงเรื่อง ผู้ใช้ ทุกคนคงท่องตัวบทได้อย่างแม่นยำแล้วว่า ผู้ใช้ คือ ผู้ก่อ.... ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ท่องสั้นๆ แค่นี้ก็หากินได้ทุกสนามสอบแล้วครับ เพราะมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา ๘๔ ส่วนการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้นจะก่อด้วยวิธีใดเราก็ค่อยไปอธิบายเพิ่มเติมเอาโดยดูข้อเท็จจริงแต่ละกรณีไป เช่น

 

การพูดว่า ยิงเลยๆเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔ (ฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๕๓)

 

จะเห็นได้ว่าการพูดว่า ยิงเลยๆ ขณะที่อีกคนใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย โดยที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจยิง การพูดเช่นนั้นเป็นการไปก่อให้เขาตัดสินใจยิง จึงมีลักษณะเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม โดยมีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

 

แต่ถ้าเพียงแต่พูดว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย หมายถึง การทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ การที่ผู้ถูกใช้ไปกระทำการฆ่าย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ ผู้ใช้คงต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ. มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้ายเกิดผลรุนแรงถึงตายย่อมต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหญิงโสเภณี โกรธแค้น ว. และบ. ผู้ตาย เรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณี จึงมาเล่าเรื่องและขอให้จำเลยที่ ๓ กับพวกไป ช่วยสั่งสอนให้หน่อย ซึ่งหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อ สั่งสอนเท่านั้นหาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๓ กับพวกด้วย เพื่อชี้ตัวให้ดูว่าใครคือ ว. และ บ.การที่จำเลยที่ ๓ กระทำรุนแรง ถึงขั้นเจตนาฆ่าโดยใช้มีดแทง บ. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้าย บ. ผู้ตาย เกิดผลรุนแรงถึงตายดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ เพราะการตาย เป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วย มาตรา ๘๗ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๔๙๔๑/๒๕๒๘ (ป))

 

ทั้ง ๒ ฎีกา ดังกล่าวข้างต้นมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง ควรพินิจพิเคราะห์ให้ดี ว่าการพูดแบบนั้น ผู้ใช้มีเจตนาให้ไปฆ่าหรือมีเจตนาให้ไปทำร้าย และผู้ถูกใช้ได้กระทำในขอบเขตที่ใช้หรือไม่ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน จึงขอให้เพื่อนๆ สมาชิกลองอ่านทบทวนไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แล้วท่านจะสามารถนำหลักกฎหมายที่ได้จากฎีกานี้ไปประยุกต์ใช้ตอบข้อสอบได้แทบทุกสนาม

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน สั้นๆ แต่คุณภาพคับแก้ว ขอให้อ่านให้เข้าใจ รับรองออกเรื่องผู้ใช้ไม่มีหลุดแน่นอน

  

บทส่งท้าย : แค่เสี้ยววินาทีก็มีค่าถ้าใช้เป็น แม้นมีเวลาเป็นหมื่นปีก็ไม่มีค่าถ้าใช้ไม่เป็น

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 04 August 2014 )
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗ โดย-สน ทองดี พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ปอกเปลือกข้อกฎหมาย (สน ทองดี)
Saturday, 09 February 2013

ประมวลกฎหมายอาญา

 

มาตรา ๒๑๗  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

ปอกเปลือกข้อกฎหมาย

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...วางเพลิง...ดังนั้น จะมีความผิดตามมาตรานี้ต้องมีการวางเพลิง

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...ทรัพย์...มิได้ใช้คำว่า ...ทรัพย์สิน...

 

Ø  คำว่า ...ทรัพย์...ประมวลกฎหมายอาญามิได้ให้คำจำกัดความไว้ คงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...ของผู้อื่น... เท่านั้น มิได้ใช้คำว่า ...หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย... ดังนั้น หากวางเพลิงเผาทรัพย์ของตนเองหรือวางเพลิงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ย่อมไม่ผิดตามมาตรา ๒๑๗ ต่างจากกรณีตามมาตรา ๓๓๔

 

สน  ทองดี... น.บ./น.บ.ท./น.ม.

   

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 11 February 2013 )
มุมกฎหมาย : เรื่อง คนต่างด้าวซื้อที่ดิน โดย ศ.รักการอ่าน icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : มุมกฎหมาย (ศ.รักการอ่าน)
Friday, 09 September 2016

คอลัมน์ : มุมกฎหมาย


เรื่อง      คนต่างด้าวซื้อที่ดิน


         


การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายการนั้นเป็นโมฆะตามป.พ.พ.มาตรา ๑๕๐ เช่น ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือทำสัญญาซื้อขายที่ดินยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนนับแต่วันได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สัญญาเป็นโมฆะ แม้ว่าผู้ขายตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ของนิติกรรมที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายนั้นคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องรู้ร่วมกันด้วย ถ้าคู่กรณีรู้ว่าการกระทำของตนเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายโดยอีกฝ่ายไม่รู้ด้วย จะถือว่าวัตถุประสงค์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายไม่ได้ ดูฎีกาที่ ๔๒๑๑-๔๒๑๒/๒๕๒๘


ฎีกาที่ ๔๒๑๑-๔๒๑๒/๒๕๒๘ การที่ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้จากผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันภัยนั้น สัญญาประกันภัยที่ทำไปจะเป็นโมฆะต่อเมื่อผู้เอาประกันภัย     ผู้เป็นคู่สัญญาได้ทราบถึงการที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้ทราบความเช่นนั้น สัญญาประกันภัยก็ไม่เป็นโมฆะ ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย


ต่อไปเรามาดูกรณีที่คนต่างด้าวซื้อที่ดิน ซึ่งจะขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ อันจะทำให้ตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะมีผลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๔ ที่ต้องจำหน่ายที่ดินนั้นออกไป แต่ข้อห้ามนี้ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย


          ฎีกาที่ ๓๐๑/๒๕๓๘ ขณะซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัท ย. โจทก์เป็นคนต่างด้าว นิติกรรมการซื้อขายเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๑๓ เดิม (มาตรา ๑๕๐ ที่แก้ไขใหม่) แต่ไม่ทำให้นิติกรรมเสียเปล่าไปซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๔ ให้อำนาจที่จะจำหน่ายที่ดินนั้นได้ และการบังคับให้จำหน่ายหมายความเฉพาะกับที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง


          ถ้าคนต่างด้าวยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินออกไป แต่ถึงแก่ความตายเสียก่อน ที่ดินนั้นก็ตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของคนต่างด้าวนั้นได้ ทายาทจึงฟ้องขอให้แบ่งที่ดินมรดกนั้นได้


          ฎีกาที่ ๔๕๒๕/๒๕๓๙  แม้ ซ. เป็นบุคคลต่างด้าว ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ แต่การได้ที่ดินมานั้นก็มิใช่ว่าจะไม่มีผลใดๆ เสียเลยเพราะ ซ. ยังมีสิทธิได้รับผลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา๙๔ ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดหรืออธิบดีอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ จึงต้องถือว่าตราบใดที่ ซ. หรืออธิบดียังไม่ได้จำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก็ยังเป็นของ ซ. เมื่อ ซ.ถึงแก่ความตายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ ซ. โจทก์ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของ ซ. จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจากจำเลยได้


          คนต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ถ้าเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายที่ดิน คนต่างด้าวกระทำได้ เพราะอาจได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในภายหลังได้ แต่การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาได้นั้น คนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีฯก่อน ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต คนต่างด้าวจะฟ้องบังคับให้ผู้ขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ได้


 “ศ.รักการอ่าน”


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 09 September 2016 )
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคำบรรยาย... เล่าสู่กันฟัง โดย-PIGLET icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Thursday, 16 February 2017

คอลัมน์ : เกร็ดกฎหมายน่ารู้

เรื่อง  เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคำบรรยาย.....เล่าสู่กันฟัง       

        สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ วันนี้ PIGLET ได้อ่านคำบรรยายเห็นประเด็นในคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจอยู่ ๒ ประเด็นจึงขอเล่าสู่กันฟังนะค่ะ ประเด็นแรก เป็นประเด็นตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๕๔/๒๕๕๘ ซึ่งมีประเด็นสำคัญว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้านคำร้องขอถอนฟ้องเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ศาลจำหน่ายคดีโดยผิดหลงขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์จึงนำคำฟ้องเรื่องเดียวกันมาฟ้องจำเลย ดังนี้ หากจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ดังนี้ คำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อน ต่อมาประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจจะเป็นประเด็นที่ว่าโจทก์ถอนคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีต่อศาล ศาลไม่จำต้องฟังหรือสอบถามจำเลยก่อนอนุญาตให้ถอนคำฟ้อง ประเด็นดังกล่าวมีคำพิพากษาฎีกาที่สนับสนุน คือ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙๐/๒๕๕๙ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การสู้คดีต่อศาลโจทก์มีสิทธิถอนฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล และศาลพิจารณาสั่งคำบอกกล่าวที่ยื่นมาได้โดยไม่จำต้องฟังหรือสอบถามจำเลยก่อน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องตามคำบอกกล่าวจึงชอบแล้ว จำเลยจะมาคัดค้านภายหลังโดยอ้างว่าการถอนฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ วันนี้พอแค่นี้ก่อน PIGLET เห็นว่าการสอบใกล้เข้ามาทุกทีขอให้เพื่อน ๆ อ่านหนังสือโค้งสุดท้ายอย่างเต็มที่นะค่ะ แล้วพบกันครั้งหน้าค่ะ  BYE BYE

 

BY  PIGLET

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 16 February 2017 )
วิเคราะห์ประเด็นร้อนอาญา ว่าด้วยความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ม.๒๗๖ โดย-Kraken พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : วิเคราะห์ประเด็นร้อนก่อนสอบ (Kraken)
Thursday, 23 June 2011

วิชา กฎหมายอาญา

 

ความผิดเกี่ยวกับเพศ

 

มาตรา 276 ข่มขืนกระทำชำเรา

 

มาตรา 276 แก้ไขใหม่เมื่อปี 2550 ซึ่งมีผลทำให้แนววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงใดเป็นการข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่นั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะมาตรา 276 ที่แก้ไขใหม่ได้ให้นิยามคำว่า “กระทำชำเรา” กว้างขวางออกไปมากกว่ากฎหมายเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาบางตัวที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานได้ต่อไป

 

เปรียบเทียบ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราระหว่างกฎหมายเก่ากับกฎหมายใหม่

 

มาตรา 276 วรรคแรก ตามกฎหมายเก่า  “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา...”

 

มาตรา 276 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเรา “ผู้อื่น” โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น  ต้องระวางโทษ....

 

วรรคสอง  “กระทำชำเรา”  ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

 

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวพอสรุปข้อแตกต่างได้ ดังนี้

 

1) ผู้ถูกกระทำ ตามกฎหมายเก่าจะต้องเป็นหญิงเท่านั้น และต้องมิใช่ภริยาของผู้ลงมือกระทำ

 

ส่วนตามกฎหมายใหม่ ผู้ถูกกระทำจะเป็นเพศใดก็ได้ และอาจเป็นคู่สมรสกับผู้กระทำก็ได้  ดังนั้น ตามกฎหมายใหม่ ชายกระทำต่อชาย หญิงกระทำต่อหญิง หรือหญิงกระทำต่อชาย ก็ผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้

 

2) การกระทำชำเรา

 

ซึ่งตามแนววินิจฉัยเดิมของศาลฎีกา ได้วินิจฉัยว่า การกระทำชำเรา หมายถึง การที่ชายนำอวัยวะเพศชาย “ล่วงล้ำ” เข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะของหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน (ฎ 1048/2518)

 

ส่วนตามกฎหมายใหม่ มาตรา 276 วรรคสอง ได้ให้นิยามของคำว่า  กระทำชำเรา หมายถึง การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

 

จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายใหม่ได้ขยายความหมายของคำว่า “การกระทำชำเรา” ออกไปกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม

 

ดังนั้น หากชายใช้อวัยวะเพศของตนถูไถอยู่ปากช่องคลอดด้านนอก ยังไม่ทันได้ล่วงล้ำเข้าไป ก็ถือได้ว่าเป็นการ “กระชำเรา” อันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว  เพราะเป็นการ “ใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น” เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำแล้ว  ซึ่งตามกฎหมายเก่าถือว่าเป็นเพียง “พยายามกระทำชำเรา” เท่านั้น  (ฎ 874/2491)

 

สรุป กฎหมายเก่าจะเป็นความผิดสำเร็จ จะต้องล่วงล้ำ ส่วนกฎหมายใหม่ใช้คำว่า “กระทำกับ...” แค่ถูไถด้านนอกก็เป็นคามผิดสำเร็จแล้ว

 

3) อวัยวะของผู้ถูกกระทำ ไม่จำต้องเป็นอวัยวะเพศเสมอไป กล่าวคือหากเป็นการกระทำกับทวารหนัก หรือช่องปาก ก็เป็นการกระทำชำเราได้ เช่น ชายใช้อวัยวะเพศกระทำทางทวารหนักของหญิงหรือทวารหนักของชายด้วยกัน ก็จะเป็นการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่  ซึ่งตามกฎหมายเดิมถือว่าเป็นเพียงการอนาจารเท่านั้น (ฎ 1048/2518)

 

4) ในแง่ของ ผู้กระทำ นอกจากจะใช้อวัยวะเพศ กระทำกับ......แล้ว ยังอาจใช้ “สิ่งอื่นใด” กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก ของผู้ถูกกระทำ เช่น ผู้กระทำใช้อวัยวะเพศเทียม(สิ่งอื่นใด)กระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้ถูกกระทำ ก็เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 276 แล้ว

 

ข้อสังเกต แต่ถ้าใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับช่องปากของผู้ถูกกระทำ แม้จะเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ก็ไม่เป็นการกระทำชำเรา ตามความหมายของมาตรา 276 วรรคสอง (ดูตัวบทให้ดี)

 

“สิ่งอื่นใด” นอกจากจะหมายถึงวัตถุเช่นอวัยวะเพศเทียมแล้ว ยังอาจหมายถือมือ นิ้วมือ หรือปาก ของผู้กระทำก็ได้ ข้อสังเกต การกระทำโดยสิ่งอื่นใดเหล่านี้ตามกฎหมายเดิมเป็นเพียงอนาจารเท่านั้น (ฎ 1839/2538)

 

5) เจตนาพิเศษ จะเป็นการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่จะต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ

 

ส่วนลักษณะการกระทำของการข่มขืนกฎหมายเก่าและใหม่จะเหมือนกัน ดังนี้

 

1) โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ

 

2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย

 

3) โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

 

4) โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

 

“ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ” หมายถึง การกระทำให้ผู้ถูกกระทำกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ ทรัพย์สินของผู้ถูกกระทำเอง หรือของผู้อื่นด้วย

 

  “ใช้กำลังประทุษร้าย” ดู  นิยามตามมาตรา 1(6)  เช่น ใช้กำลังจับแขนขาของผู้ถูกกระทำชำเรา (อ้าง ฎ 805/2490)

 

“โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้”  เช่น กระทำชำเราหญิงขณะหมดสติ ( ฎ 382/2522)

 

ฎ 7721/2549*****  ผู้เสียหายทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของจำเลย และถูกจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่ยินยอมให้กระทำชำเราจะส่งตัวผู้เสียหายให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหาหลบหนีเข้าเมือง  ผู้เสียหายอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่อาจต่อสู้ขัดขืนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของตนได้ ถือไม่ได้ว่าหญิงยินยอมให้ชายกระทำชำเรา (อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั่นเอง !)

 

“โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น”  เช่น ทำให้หญิงซึ่งนอนหลับเข้าใจว่าตนเป็นสามี

 

 ข้อสังเกต การกระทำจะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 ผู้ถูกกระทำจะต้อง ไม่ยินยอม หากยินยอมโดยสมัครใจ ก็ไม่เป็นการข่มขืน ไม่มีความผิดตามมาตรานี้ แม้จะเป็นการกระทำชำเราก็ตาม

 

การกระทำชำเราระหว่าง คู่สมรส

 

มาตรา 276 วรรคสี่ “ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้”

 

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก เป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส และคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มาตรา 276 วรรคสี่ ให้อำนาจศาลที่จะดำเนินการดังนี้

 

ก) ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือ

 

ข) ไม่ลงโทษก็ได้ โดยต้องกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ

 

ส่วนในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้

 ขอจบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276  ไว้เพียงเท่านี้  

kraken

            
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 27 June 2011 )
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา : สถิติข้อสอบเนติฯ 5 สมัย (สมัย 64 - 68)#วิ.แพ่ง(ข้อ1) #No.14 (ฺBY:ซุนโงกุน) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา (ซุนโงกุน)
Thursday, 16 February 2017

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา

 เรื่อง  สถิติข้อสอบเนติบัณฑิตย้อนหลัง  5 สมัย  (สมัยที่ 64 - 68)  #วิ.แพ่ง(ข้อ1) #No.14

 

วิ.แพ่ง  ข้อ 1 

           

สมัยที่ 68        =  มาตรา 42, 57(1)

          สมัยที่ 67        =  มาตรา 57, 58

          สมัยที่ 66        =  มาตรา 42 - 44

          สมัยที่ 65        =  มาตรา 4(1), 18

          สมัยที่ 64        =  มาตรา  27, 74, 76 วรรคหนึ่ง

 

กลุ่มมาตราที่สำคัญ (ระดับชั้นเนติบัณฑิต)

         

          ***1.  เขตอำนาจศาล                                 มาตรา 4-7, 10

          2.  อำนาจและหน้าที่ของศาล                        มาตรา 18, 23, 24, 27

          3.  การนั่งพิจารณา                                    มาตรา 40, 42-45  (+ มาตรา 132(3))

          ***4.  คู่ความ 

                   - อำนาจฟ้อง                                  มาตรา  55 

                   -  การฟ้องคดีของผู้ไร้ความสามารถ       มาตรา 56

                   -  ร้องสอด                                    มาตรา 57, 58

                   -  คู่ความร่วม                                มาตรา 59

          5.  การยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสาร            มาตรา 70, 73 ทวิ, 74-76, 78, 79

 

ประเด็นที่เคยออกข้อสอบ  (เรียงตามมาตรา)

 

          1.  มาตรา 4

 

          -  สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ทำขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลยซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล แม้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์ก็เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ในอันที่จะบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมจากจำเลยแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. เมื่อสัญญาที่เป็นมูลหนี้ให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย และจำเลยปฏิเสธไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ มูลเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของจำเลย ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพล  (ฎ.9430/2554)  (เนติฯ สมัยที่ 65)

 

          2.  มาตรา 18

 

            -  คดีแพ่ง คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนดหากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง  ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ  (ฎ.5556/2543)  (เนติฯ สมัยที่ 65) 

 

        3.  มาตรา 27

 

          -  ยื่นคำให้การพ้นกำหนดระยะเวลา  15  วันแล้ว  ศาลแพ่งสั่งรับคำให้การของจำเลยไว้จึงไม่ชอบเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27  ศาลต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลย  (ออกหลักกฎหมาย  ไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกา) (เนติฯ สมัยที่ 64)

 

          4.  มาตรา 42

 

            -  ว. ยื่นคำร้องขอให้ตั้ง ว. เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตาย การที่ ว. ถึงแก่ความตายจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีต่อไปเพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของ ว. ไม่ใช่คดีที่ทายาทหรือผู้อื่นจะร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ ทั้งศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของ พ. ที่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ว. และจำหน่ายคดีของ พ. ออกจากสารบบความแล้ว พ. จึงเป็นบุคคลภายนอกคดี และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นตามคำร้องของ พ. ดังนี้ คำคัดค้านของ พ. ที่ยื่นคัดค้านผู้ร้องที่ 1 ว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้ง พ. เป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจาก พ. เป็นบุตรของ ว. ภริยาของผู้ตาย ทั้ง ว. ถึงแก่ความตายแล้ว พ. เป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และมีความเหมาะสมมากกว่าผู้ร้องที่ 1 คำคัดค้านของ พ. ที่ยื่นมาภายหลังเป็นการยื่นตามสิทธิของตนเอง ซึ่งมีสิทธิทำได้  (ฎ.6162/2548)  (เนติฯ สมัยที่ 68)

 

          -  ในวันครบกำหนดอุทธรณ์ ว.บุตรของจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยมรณะแล้ว และ ว.ยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 20 วัน นับแต่วันดังกล่าว เมื่อขณะที่ ว.ยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยในขณะที่คดียังไม่พ้นเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ประกอบกับเป็นคดีที่ยังสามารถอุทธรณ์ต่อไปได้ คดีจึงไม่เป็นที่สุด และยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลระหว่างอุทธรณ์ว.จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 42วรรคหนึ่ง  กรณีเช่นว่านี้เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตาม ป.วิ.พ.มาตรา 42และ 43 เสียก่อนมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของ ว. การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้ ว.เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงไม่ชอบ  (ฎ.291/2540(เนติฯ สมัยที่ 66)

 

          -  ในคดีแพ่งแม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์  เมื่อคดีอยู่ในระหว่างกำหนดเวลายื่นฎีกา หากศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งรับฎีกาของคู่ความที่มรณะ ศาลชั้นต้นมีอำนาจทำการไต่สวนรวมทั้งมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของนาย ท.จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย  นาย ท.ตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนาง ข.เป็นผู้จัดการมรดกตั้งแต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นาง ข.เพิ่งมายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่นาย ท.เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงล่วงเลยมาเกิน 1 ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  การที่นาย ท.แต่งตั้งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทน เป็นการแต่งตั้งตัวแทน แม้สัญญาตัวแทนระงับเมื่อนาย ท.ถึงแก่ความตาย ทนายของนาย ท.ยังมีอำนาจหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของนาย ท.ต่อไปจนกว่าทายาทหรือผู้แทนของนาย ท.เข้ามาปกปักรักษาผลประโยชน์ของนาย ท.ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นาย ท.ตาย  เมื่อทนายของนาย ท.ยื่นฎีกาอันเป็นระยะเวลาหลังจากทนายของนาย ท.หมดอำนาจแล้ว ฎีกาของนาย ท.จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  พิพากษายกฎีกาของนาย ท. กับให้ยกคำร้องของนาง ข. (ฎ.3170/2556)  (เนติฯ สมัยที่ 66)

 

          5.  มาตรา 57, 58

 

          -  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่าสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องหรือไม่เท่านั้น แม้ศาลจะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินตาม น.ส.3 อยู่อย่างไร ก็คงมีอยู่อย่างนั้น จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)  (ฎ.7910/2544)  (เนติฯ สมัยที่ 68)

 

          -  ตามคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของจำเลยร่วมอ้างว่าจำเลยและ ท. มารดาของจำเลยร่วมได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก จ. มาตั้งแต่ปี 2490 แต่มิได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จ.ได้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย และ ท.จำเลยและ ท. ได้ครอบครองใช้ทำประโยชน์ตลอดมาจนได้กรรมสิทธิ์แล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ ต่อมา ท.ถึงแก่ความตายจำเลยร่วมผู้เป็นบุตรของ ท. จึงได้ครอบครองต่อซึ่งมีลักษณะเป็นเจ้าของร่วมมีฐานะเดียวกันกับจำเลย และในตอนท้ายของคำร้องก็ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมจึงเป็นการร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ไม่ใช่เป็นการเข้ามาในฐานะที่เป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57(1)  เมื่อขอเข้ามาตามมาตรา 57(2) จึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วม เมื่อจำเลยให้การโดยมิได้ฟ้องแย้งจำเลยร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องแย้งโจทก์ได้  (ฎ.3665/2538)  (เนติฯ สมัยที่ 67)

 

            -  โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินเฉพาะส่วน 100 ตารางวาที่จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเลี้ยงสุกร ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่ดินที่ผู้ร้องสอดอ้างว่ามีสิทธิครอบครองแต่อย่างใด ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)  (ฎ.108/2536)  (เนติฯ สมัยที่ 67)

 

          6.  มาตรา 74, 76

 

          -  การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งในเวลาราชการเท่านั้นจึงจะชอบด้วยกฎหมาย  เมื่อพนักงานเดินหมายไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 284 ถนนพญาไม้ แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสานกรุงเทพมหานคร ตรงกับภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง แม้จะมิได้ส่งในเวลาราชการก็หาทำให้การกระทำของพนักงานเดินหมายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใดไม่ ศาลจึงมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ  (ฎ.3501/2545)  (เนติฯ สมัยที่ 64)

 

          -  คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 73 ทวิ เมื่อ ร. ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอายุเกิน 20 ปี และอยู่บ้านเดียวกันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 อาจยื่นคำให้การได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การในวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 จึงเป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด 15 วัน ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ไม่  (ฎ.4293/2547)  (เนติฯ สมัยที่ 64)

 

หมายเหตุ  :  -  5  สมัยล่าสุด  มาตราที่ออกข้อสอบบ่อยที่สุด  คือ  มาตรา 42, 57, 58** 

-  5  สมัยล่าสุด มาตราที่ไม่เคยออกข้อสอบ  คือ  มาตรา 4 ทวิ-7, 10***, 23, 24, 45, 55, 56, 59***, 70, 73 ทวิ, 75, 78, 79 

 

By  :  ซุนโงกุน

วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๑๙๗/๒๕๕๖ (ม.๔๔/๑) > กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจฯ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Thursday, 19 March 2015


ฎีกาที่  10197/2556  ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย  กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้


วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๔๐๗/๒๕๕๒ (ม.๓๓) > เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 03 July 2015


ฎีกาที่  7407/2552  การบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับหนักขึ้นเท่านั้น ส่วนปัญหาว่ารถของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ขับรถของกลางไปจอดรอด้านหน้า แล้วลงจากรถมาปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย เมื่อได้ทรัพย์แล้วก็พากันขึ้นรถของกลางหลบหนีไป เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ใช้รถของกลางในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยตรงแต่อย่างใดรถของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)


ถาม-การให้คำมั่นที่ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าให้มีผลผูกพันผู้ให้เช่าจะเป็นคำมั่นหรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ แพ่ง
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (แพ่ง)


คำถาม


สัญญาเช่าที่ดินระบุว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการเป็นคำมั่นจะให้เช่า หรือไม่?


คำตอบ


ไม่เป็นคำมั่นจะให้เช่า เพราะไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าผิดสัญญาไม่ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


ถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางตันที่ผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นอาจใช้กลับรถ ใช้วิ่งหรือเดินออกกำลัง แม้จะใช้สัญจรผ่านไปทางอื่นไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะ


จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ก่อนตามสัญญาเช่าที่ดินข้อ ๔ วรรคสอง และไม่ยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ทั้งยังก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ที่เป็นถนนซึ่งใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์เช่นนี้จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า


ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้ และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้


โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง เพราะจำเลยก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตโจทก์และยังไม่ได้รับอนุญาตจกาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ถือว่าเป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญเช่าก่อนแล้ว เมื่อจำเลยเพิกเฉยโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้  แต่การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินต้องบอกกล่าวก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าภายหลังสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ได้ตกลงกันไว้ ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ (ฎีกาที่ ๑๓๒๗๖/๒๕๕๖)


ทีมงาน   STD


ข้อมูลเพิ่มเติม...