ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว (สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เปิดรับสมัครเป็นทีมงาน:STD
ทีมงานของเรา (ทีมงาน STD)
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล ปี 2559
ข่าวเปิดสอบอัยการ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย ปี 2559
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบราชการ 2559
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล (จิ๋ว) 2560
ผู้สอบผ่านศาล (ล) 2559
ผู้สอบผ่านศาล (ญ) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ) 2556
ผู้สอบผ่านอัยการ(จิ๋ว)2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ล) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ญ) 2558
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.แพ่ง 2/67
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อาญา 2/67
ผู้สำเร็จการศึกษาเนติ ปี 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (จิ๋ว) 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 2558
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 1/69
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 2/68
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย ผู้บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ทางปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ปกครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษีอากร
โฟกัสหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้มละลาย
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ธรรมนูญ
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ติวออนไลน์
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
พิชิต 3 สนามสอบ
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
จับหลักชนฎีกา
ฎีกาวาไรตี้
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
อ่านเพื่อสอบ
สรุปหลักทักทายฎีกา
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา
กุญแจหลักกฎหมาย
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญ ปี 2560
รัฐธรรมนูญ ปี 2557
รัฐธรรมนูญ ปี 2550
รัฐธรรมนูญ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.6.33-log
เวลา : 00:22
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 339
จำนวนข่าวสาร : 17059
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 52254082
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 98 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 November 2016 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014


ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้


แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรอ่านก่อนลงสนามสอบ


ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา


ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา


จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ


ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่าย


สนใจเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์


รายละเอียดดูได้ที่เมนู เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก STD”




แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 10 March 2017 )
กำหนดวันสอบ แผนผัง สนามและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ๒/๖๙ (วิ.แพ่ง ๒๖ มี.ค. ๖๐, วิ.อาญา ๒ เม.ย. ๖๐ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Thursday, 23 March 2017

สวัสดี เช้าวันพฤหัสบดี  วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง ช่วงนี้ก็เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว ขอให้เตรียมความพร้อมให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดในส่วนที่พอจะทำได้ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม  อย่าไปวิตกกังวลหรือเครียดมากจนเกินไปจะทำเสียการใหญ่ อาจมีอาการเบลอและหลงลืมในสิ่งที่อ่านมาทั้งหมดก็ได้  เมื่อคิดจะทำการใหญ่จิตใจต้องนิ่ง พยายามทำจิตใจให้เบิกบาน ควรดูแลสุขภาพให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมมากจนเกินไป คิดเสียว่าทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ทำให้ดีที่สุดแค่นี้ก็พอ  สุดท้ายนี้ ทีมงานก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถสอบผ่านเป็นเนติบัณฑิตกันทุกคน

วันนี้ ขอแจ้งกำหนดวันสอบ แผนผัง สนามสอบและห้องสอบ ความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง

กำหนดวันสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ ๖๙ ภาคสอง

-  กลุ่ม วิ.แพ่ง สอบวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐

-  กลุ่ม วิ.อาญา สอบวันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๐

รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดวันสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง เข้าไปศึกษาดูได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

 แผนผัง สนามสอบและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค2/69 ปีการศึกษา 2559  (คลิก)    [08-03-2560] 

 ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=home

" Though strength fails, boldness is praiseworthy. = ถึงแม้ว่ากระทำสิ่งใดยังไม่เป็นผลสำเร็จ แต่การที่ได้กล้าทำนั้นควรได้รับการยกย่อง


บรรณาธิการเว็บไซต์


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 23 March 2017 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


กุญแจหลักกฎหมาย : เรื่อง การอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง #ตอนที่ 3 (ฺฺโดย Rymani R.) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย (Rymani R.)
Monday, 24 April 2017

คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย


เรื่อง การอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง (ตอนที่ 3)

 

สำหรับบทความนี้จะพิจารณาศึกษาและสรุปประเด็นที่น่าสนใจในส่วนของการอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง

1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22, 22 ทวิ

2. ประเด็นหลักกฎหมายที่ควรจดจำ มีดังนี้

(1) คดีอาญาห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงในปัญหาข้อเท็จจริง

- มีหลักเกณฑ์เหมือนกับ ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ซึ่งใช้บังคับกับคดีอาญาทั่วไป คือ ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

- “ปัญหาข้อเท็จจริง” คือ ปัญหาว่ามีเหตุการณ์หรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นตามที่คู่ความโต้เถียงกันหรือไม่ ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบต่อศาล ตัวอย่างเช่น การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล, การโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาล

**ระวัง การอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่มิใช่เนื้อหาแห่งคดี ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย เช่น คำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญา (คดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลอื่น), คำสั่งของศาลให้งดสืบพยาน

- คู่ความสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาของศาลแขวงใน “ปัญหาข้อกฎหมาย” ได้เสมอ เช่น อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม, ศาลไม่มีอำนาจลงโทษกักขังจำเลย, ศาลลงโทษจำเลยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด *ระวัง การอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายอาจต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตราอื่นก็ได้ เช่น การอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย, การอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแห่งคดีอันควร

- ม. 22 ใช้บังคับกับคดีที่ศาลแขวงพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง (เพราะคดีไม่มีมูล) และชั้นพิจารณา

- ให้พิจารณาจากอัตราโทษฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ (มิใช่ กำหนดโทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย หรือที่ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ความ)

- คดีที่มีหลายข้อหา ต้องพิจารณาว่าเป็นเป็นความผิดกรรมเดียว (พิจารณาเฉพาะอัตราโทษบทหนักสุด) หรือหลายกรรม (แยกพิจารณาอัตราโทษความผิดแต่ละกระทง)

- คดีต่อไปนี้ไม่อยู่ในข้อจำกัดการใช้สิทธิอุทธรณ์  (1) คดีบุคคลภายนอกร้องขอคืนของกลาง (2) คดีละเมิดอำนาจศาล (3) คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา (ในคดีส่วนแพ่งต้องพิจารณาตาม ป.วิ.พ.)

(2) ข้อยกเว้นให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

2.1 จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก หรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก

2.2 จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้

2.3 ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือ

2.4 จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกิน 1,000 บาท

ข้อสังเกต (1) ข้อยกเว้นนี้ให้สิทธิแก่จำเลยเท่านั้น (2) พิจารณาจากโทษสุทธิที่ศาลลงโทษ (3) กรณีไม่เข้ากรณียกเว้น เช่น การกักขังแทนค่าปรับ, การกักขังเพราะไม่ส่งทรัพย์สินที่ศาลริบ, กรณีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรม หรือนำเอาวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้บังคับแทน, กรณีศาลยกโทษจำคุก (เท่ากับมิได้ลงโทษจำคุก)

(3) การอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

- คดีที่อนุญาตหรือรับรองฯ ต้องเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามม. 22 เท่านั้น หากเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น หรือ ที่ไม่เป็นสาระแห่งคดีอันควรได้รับการวินิจฉัย คู่ความจะขออนุญาตหรือรับรองฯ ไม่ได้

- ผู้มีอำนาจอนุญาตหรือรับรองฯ คือ (1) ผู้พิพากษา (ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษา, ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี, ผู้พิพากษาที่ทำความเห็นแย้ง) (2) อัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมาย

ข้อสังเกต (1) การอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์หรือไม่ เป็นอำนาจเฉพาะตัวและเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษา หรืออัยการสูงสุดฯ คู่ความไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจของผู้พิพากษานั้นและศาลสูงก็ไม่อาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ (2) กรณีที่ผู้พิพากษาจะย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่นแล้ว หากยังคงเป็นผู้พิพากษาอยู่ ก็ย่อมอนุญาตฯได้ ))ะังเกต จอนุญาตราชการ โอนได้ (่ศาลอื่นแล้ว หากยังคงเป็นผู้พิพากษาอยู่ ก็ย่อมอนุญาตฯได้ แต่หากพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ย่อมอนุญาตฯ ไแต่หากพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ย่อมอนุญาตฯ ไม่ได้ เช่น  ลาออก เกษียณอายุราชการ โอนไปรับราชการฝ่ายอื่น (3) อัยการสูงสุดฯ มีอำนาจรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์

- วิธีการขออนุญาตหรือรับรองฯ นั้น ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตหรือคำรับรองของอัยการสูงสุดฯ พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลแขวงภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ กล่าวคือ 1 เดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง ดังนั้น หากยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว ผู้พิพากษา หรืออัยการสูงสุดฯ ก็ไม่จำต้องสั่งคำร้องดังกล่าว แต่หากมีการอนุญาตหรือรับรองฯ ภายในเวลาแล้ว แม้ผู้พิพากษา หรืออัยการสูงสุดฯ จะอนุญาต หรือรับรองเมื่อพ้นเวลาอุทธรณ์ฎีกา ก็มีคำสั่งได้และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

- ลักษณะของการอนุญาตหรือรับรองฯ โดยหลักจะต้องมีคำสั่งว่า “ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์” และ “อนุญาตให้อุทธรณ์ได้” จึงจะถือว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดี หากข้อความที่ใช้มีความหมายแสดงให้เห็นว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ถือว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วเช่นกัน โดยให้ถือเจตนารมณ์ของผู้พิพากษาที่สั่งยิ่งกว่าถ้อยคำที่ปรากฏในคำสั่ง

- กฎหมายมิได้จำกัดสิทธิของผู้อุทธรณ์ให้ต้องเลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อขออนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น หากผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิขอให้อัยการสูงสุดฯ รับรอง แต่อัยการสูงสุดฯ ไม่รับรองให้ ผู้อุทธรณ์ก็มีสิทธิขอให้ผู้พิพากษา (ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษา, ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี, ผู้พิพากษาที่ทำความเห็นแย้ง) ดังกล่าวให้อนุญาตต่อไปได้ ในทำนองเดียวกับกรณีที่เมื่อผู้พิพากษาผู้นั้นไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

- กรณีคู่ความแต่ละรายต่างอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยยื่นอุทธรณ์คนละฉบับ ศาลแขวงต้องพิจารณาสั่งรับอุทธรณ์ดังกล่าวแยกเป็นรายฉบับไป ดังนั้น หากอุทธรณ์ฉบับใดต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและไม้ได้มีการอนุญาตหรือรับรองไว้ ศาลก็ชอบมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับนั้นไว้พิจารณาได้

**ระวัง (1) กรณีอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะในประเด็นใด ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ได้เฉพาะประเด็นนั้น (2) กรณีผู้พิพากษาที่มีอำนาจเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหากฎหมายและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ มิใช่กรณีที่เป็นการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

(4) ฎีกา

- พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงฯ มิได้บัญญัติเรื่องการฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไว้ กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาใช้บังคับ

 

Rymani R.

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : บอกว่า “ยิงเลยๆ” และบอกว่า “ช่วยสั่งสอนให้หน่อย” นั้น สำคัญไฉน ? โดย-ลอว์ กอ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Monday, 04 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยบอกว่า ยิงเลยๆ 

 

และบอกว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีปีเพื่อนๆ สมาชิก STD LAW CENTER แฟนคลับ คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยแฟนคลับจริงๆ ที่หายไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนหลายประการ นับจากนี้ไปจะพยายามจัดสรรเวลาเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลสำคัญๆ น่าออกข้อสอบมานำเสนอเพื่อนสมาชิกให้ได้อ่านอย่างเผ็ดมันแน่นอน !!!!

 

วันนี้เข้าเรื่องกันเลยครับ เมื่อพูดถึงเรื่อง ผู้ใช้ ทุกคนคงท่องตัวบทได้อย่างแม่นยำแล้วว่า ผู้ใช้ คือ ผู้ก่อ.... ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ท่องสั้นๆ แค่นี้ก็หากินได้ทุกสนามสอบแล้วครับ เพราะมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา ๘๔ ส่วนการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้นจะก่อด้วยวิธีใดเราก็ค่อยไปอธิบายเพิ่มเติมเอาโดยดูข้อเท็จจริงแต่ละกรณีไป เช่น

 

การพูดว่า ยิงเลยๆเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔ (ฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๕๓)

 

จะเห็นได้ว่าการพูดว่า ยิงเลยๆ ขณะที่อีกคนใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย โดยที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจยิง การพูดเช่นนั้นเป็นการไปก่อให้เขาตัดสินใจยิง จึงมีลักษณะเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม โดยมีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

 

แต่ถ้าเพียงแต่พูดว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย หมายถึง การทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ การที่ผู้ถูกใช้ไปกระทำการฆ่าย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ ผู้ใช้คงต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ. มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้ายเกิดผลรุนแรงถึงตายย่อมต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหญิงโสเภณี โกรธแค้น ว. และบ. ผู้ตาย เรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณี จึงมาเล่าเรื่องและขอให้จำเลยที่ ๓ กับพวกไป ช่วยสั่งสอนให้หน่อย ซึ่งหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อ สั่งสอนเท่านั้นหาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๓ กับพวกด้วย เพื่อชี้ตัวให้ดูว่าใครคือ ว. และ บ.การที่จำเลยที่ ๓ กระทำรุนแรง ถึงขั้นเจตนาฆ่าโดยใช้มีดแทง บ. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้าย บ. ผู้ตาย เกิดผลรุนแรงถึงตายดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ เพราะการตาย เป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วย มาตรา ๘๗ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๔๙๔๑/๒๕๒๘ (ป))

 

ทั้ง ๒ ฎีกา ดังกล่าวข้างต้นมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง ควรพินิจพิเคราะห์ให้ดี ว่าการพูดแบบนั้น ผู้ใช้มีเจตนาให้ไปฆ่าหรือมีเจตนาให้ไปทำร้าย และผู้ถูกใช้ได้กระทำในขอบเขตที่ใช้หรือไม่ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน จึงขอให้เพื่อนๆ สมาชิกลองอ่านทบทวนไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แล้วท่านจะสามารถนำหลักกฎหมายที่ได้จากฎีกานี้ไปประยุกต์ใช้ตอบข้อสอบได้แทบทุกสนาม

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน สั้นๆ แต่คุณภาพคับแก้ว ขอให้อ่านให้เข้าใจ รับรองออกเรื่องผู้ใช้ไม่มีหลุดแน่นอน

  

บทส่งท้าย : แค่เสี้ยววินาทีก็มีค่าถ้าใช้เป็น แม้นมีเวลาเป็นหมื่นปีก็ไม่มีค่าถ้าใช้ไม่เป็น

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 04 August 2014 )
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗ โดย-สน ทองดี พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ปอกเปลือกข้อกฎหมาย (สน ทองดี)
Saturday, 09 February 2013

ประมวลกฎหมายอาญา

 

มาตรา ๒๑๗  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

ปอกเปลือกข้อกฎหมาย

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...วางเพลิง...ดังนั้น จะมีความผิดตามมาตรานี้ต้องมีการวางเพลิง

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...ทรัพย์...มิได้ใช้คำว่า ...ทรัพย์สิน...

 

Ø  คำว่า ...ทรัพย์...ประมวลกฎหมายอาญามิได้ให้คำจำกัดความไว้ คงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...ของผู้อื่น... เท่านั้น มิได้ใช้คำว่า ...หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย... ดังนั้น หากวางเพลิงเผาทรัพย์ของตนเองหรือวางเพลิงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ย่อมไม่ผิดตามมาตรา ๒๑๗ ต่างจากกรณีตามมาตรา ๓๓๔

 

สน  ทองดี... น.บ./น.บ.ท./น.ม.

   

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 11 February 2013 )
มุมกฎหมาย : เรื่อง คนต่างด้าวซื้อที่ดิน โดย ศ.รักการอ่าน icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : มุมกฎหมาย (ศ.รักการอ่าน)
Friday, 09 September 2016

คอลัมน์ : มุมกฎหมาย


เรื่อง      คนต่างด้าวซื้อที่ดิน


         


การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายการนั้นเป็นโมฆะตามป.พ.พ.มาตรา ๑๕๐ เช่น ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือทำสัญญาซื้อขายที่ดินยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนนับแต่วันได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สัญญาเป็นโมฆะ แม้ว่าผู้ขายตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ของนิติกรรมที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายนั้นคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องรู้ร่วมกันด้วย ถ้าคู่กรณีรู้ว่าการกระทำของตนเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายโดยอีกฝ่ายไม่รู้ด้วย จะถือว่าวัตถุประสงค์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายไม่ได้ ดูฎีกาที่ ๔๒๑๑-๔๒๑๒/๒๕๒๘


ฎีกาที่ ๔๒๑๑-๔๒๑๒/๒๕๒๘ การที่ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้จากผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันภัยนั้น สัญญาประกันภัยที่ทำไปจะเป็นโมฆะต่อเมื่อผู้เอาประกันภัย     ผู้เป็นคู่สัญญาได้ทราบถึงการที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้ทราบความเช่นนั้น สัญญาประกันภัยก็ไม่เป็นโมฆะ ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย


ต่อไปเรามาดูกรณีที่คนต่างด้าวซื้อที่ดิน ซึ่งจะขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ อันจะทำให้ตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะมีผลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๔ ที่ต้องจำหน่ายที่ดินนั้นออกไป แต่ข้อห้ามนี้ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย


          ฎีกาที่ ๓๐๑/๒๕๓๘ ขณะซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัท ย. โจทก์เป็นคนต่างด้าว นิติกรรมการซื้อขายเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๑๓ เดิม (มาตรา ๑๕๐ ที่แก้ไขใหม่) แต่ไม่ทำให้นิติกรรมเสียเปล่าไปซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๔ ให้อำนาจที่จะจำหน่ายที่ดินนั้นได้ และการบังคับให้จำหน่ายหมายความเฉพาะกับที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง


          ถ้าคนต่างด้าวยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินออกไป แต่ถึงแก่ความตายเสียก่อน ที่ดินนั้นก็ตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของคนต่างด้าวนั้นได้ ทายาทจึงฟ้องขอให้แบ่งที่ดินมรดกนั้นได้


          ฎีกาที่ ๔๕๒๕/๒๕๓๙  แม้ ซ. เป็นบุคคลต่างด้าว ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ แต่การได้ที่ดินมานั้นก็มิใช่ว่าจะไม่มีผลใดๆ เสียเลยเพราะ ซ. ยังมีสิทธิได้รับผลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา๙๔ ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดหรืออธิบดีอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ จึงต้องถือว่าตราบใดที่ ซ. หรืออธิบดียังไม่ได้จำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก็ยังเป็นของ ซ. เมื่อ ซ.ถึงแก่ความตายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ ซ. โจทก์ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของ ซ. จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจากจำเลยได้


          คนต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ถ้าเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายที่ดิน คนต่างด้าวกระทำได้ เพราะอาจได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในภายหลังได้ แต่การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาได้นั้น คนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีฯก่อน ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต คนต่างด้าวจะฟ้องบังคับให้ผู้ขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ได้


 “ศ.รักการอ่าน”


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 09 September 2016 )
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคำบรรยาย... เล่าสู่กันฟัง โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Thursday, 23 March 2017

คอลัมน์ : เกร็ดกฎหมายน่ารู้

เรื่อง  เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคำบรรยาย.....เล่าสู่กันฟัง

        สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ วันนี้ PIGLET ได้ติดตามประเด็นที่น่าสนใจจากคำบรรยายอีกประเด็นแล้วค่ะซึ่งประเด็นนี้มีอยู่ว่า จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายมาตราหนึ่งศาลจะหยิบยกอายุความตามบทกฎหมายอีกมาตราหนึ่งขึ้นวินิจฉัยคดีไม่ได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การ ซึ่งมีคำพิพากษาที่สนับสนุน คือ

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๙๑/๒๕๕๘ ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะหยิบยกขึ้นเองได้ตามมาตรา ๑๔๒(๕) ป.วิ แพ่ง แต่เป็นเรื่องจำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดี ทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสองต้องชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธทั้งสิ้น แต่คำให้การของจำเลยทั้งสองแจ้งว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๕ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ ๒ ปี จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๕ ปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๓(๓)ประกอบกับมาตรา ๑๙๓/๑๔(๑)และ ๑๙๓/๑๕ ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ ๕ ปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๓(๓)ขึ้นวินิจฉัยคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามมาตรา๑๔๒ วรรคหนึ่ง ป.วิ แพ่ง วันนี้พอแค่นี้ก่อน แล้วพบกันครั้งหน้าค่ะ  BYE BYE

 

 

BY  PIGLET

วิเคราะห์ประเด็นร้อนอาญา ว่าด้วยความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ม.๒๗๖ โดย-Kraken พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : วิเคราะห์ประเด็นร้อนก่อนสอบ (Kraken)
Thursday, 23 June 2011

วิชา กฎหมายอาญา

 

ความผิดเกี่ยวกับเพศ

 

มาตรา 276 ข่มขืนกระทำชำเรา

 

มาตรา 276 แก้ไขใหม่เมื่อปี 2550 ซึ่งมีผลทำให้แนววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงใดเป็นการข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่นั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะมาตรา 276 ที่แก้ไขใหม่ได้ให้นิยามคำว่า “กระทำชำเรา” กว้างขวางออกไปมากกว่ากฎหมายเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาบางตัวที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานได้ต่อไป

 

เปรียบเทียบ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราระหว่างกฎหมายเก่ากับกฎหมายใหม่

 

มาตรา 276 วรรคแรก ตามกฎหมายเก่า  “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา...”

 

มาตรา 276 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเรา “ผู้อื่น” โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น  ต้องระวางโทษ....

 

วรรคสอง  “กระทำชำเรา”  ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

 

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวพอสรุปข้อแตกต่างได้ ดังนี้

 

1) ผู้ถูกกระทำ ตามกฎหมายเก่าจะต้องเป็นหญิงเท่านั้น และต้องมิใช่ภริยาของผู้ลงมือกระทำ

 

ส่วนตามกฎหมายใหม่ ผู้ถูกกระทำจะเป็นเพศใดก็ได้ และอาจเป็นคู่สมรสกับผู้กระทำก็ได้  ดังนั้น ตามกฎหมายใหม่ ชายกระทำต่อชาย หญิงกระทำต่อหญิง หรือหญิงกระทำต่อชาย ก็ผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้

 

2) การกระทำชำเรา

 

ซึ่งตามแนววินิจฉัยเดิมของศาลฎีกา ได้วินิจฉัยว่า การกระทำชำเรา หมายถึง การที่ชายนำอวัยวะเพศชาย “ล่วงล้ำ” เข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะของหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน (ฎ 1048/2518)

 

ส่วนตามกฎหมายใหม่ มาตรา 276 วรรคสอง ได้ให้นิยามของคำว่า  กระทำชำเรา หมายถึง การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

 

จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายใหม่ได้ขยายความหมายของคำว่า “การกระทำชำเรา” ออกไปกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม

 

ดังนั้น หากชายใช้อวัยวะเพศของตนถูไถอยู่ปากช่องคลอดด้านนอก ยังไม่ทันได้ล่วงล้ำเข้าไป ก็ถือได้ว่าเป็นการ “กระชำเรา” อันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว  เพราะเป็นการ “ใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น” เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำแล้ว  ซึ่งตามกฎหมายเก่าถือว่าเป็นเพียง “พยายามกระทำชำเรา” เท่านั้น  (ฎ 874/2491)

 

สรุป กฎหมายเก่าจะเป็นความผิดสำเร็จ จะต้องล่วงล้ำ ส่วนกฎหมายใหม่ใช้คำว่า “กระทำกับ...” แค่ถูไถด้านนอกก็เป็นคามผิดสำเร็จแล้ว

 

3) อวัยวะของผู้ถูกกระทำ ไม่จำต้องเป็นอวัยวะเพศเสมอไป กล่าวคือหากเป็นการกระทำกับทวารหนัก หรือช่องปาก ก็เป็นการกระทำชำเราได้ เช่น ชายใช้อวัยวะเพศกระทำทางทวารหนักของหญิงหรือทวารหนักของชายด้วยกัน ก็จะเป็นการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่  ซึ่งตามกฎหมายเดิมถือว่าเป็นเพียงการอนาจารเท่านั้น (ฎ 1048/2518)

 

4) ในแง่ของ ผู้กระทำ นอกจากจะใช้อวัยวะเพศ กระทำกับ......แล้ว ยังอาจใช้ “สิ่งอื่นใด” กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก ของผู้ถูกกระทำ เช่น ผู้กระทำใช้อวัยวะเพศเทียม(สิ่งอื่นใด)กระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้ถูกกระทำ ก็เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 276 แล้ว

 

ข้อสังเกต แต่ถ้าใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับช่องปากของผู้ถูกกระทำ แม้จะเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ก็ไม่เป็นการกระทำชำเรา ตามความหมายของมาตรา 276 วรรคสอง (ดูตัวบทให้ดี)

 

“สิ่งอื่นใด” นอกจากจะหมายถึงวัตถุเช่นอวัยวะเพศเทียมแล้ว ยังอาจหมายถือมือ นิ้วมือ หรือปาก ของผู้กระทำก็ได้ ข้อสังเกต การกระทำโดยสิ่งอื่นใดเหล่านี้ตามกฎหมายเดิมเป็นเพียงอนาจารเท่านั้น (ฎ 1839/2538)

 

5) เจตนาพิเศษ จะเป็นการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่จะต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ

 

ส่วนลักษณะการกระทำของการข่มขืนกฎหมายเก่าและใหม่จะเหมือนกัน ดังนี้

 

1) โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ

 

2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย

 

3) โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

 

4) โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

 

“ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ” หมายถึง การกระทำให้ผู้ถูกกระทำกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ ทรัพย์สินของผู้ถูกกระทำเอง หรือของผู้อื่นด้วย

 

  “ใช้กำลังประทุษร้าย” ดู  นิยามตามมาตรา 1(6)  เช่น ใช้กำลังจับแขนขาของผู้ถูกกระทำชำเรา (อ้าง ฎ 805/2490)

 

“โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้”  เช่น กระทำชำเราหญิงขณะหมดสติ ( ฎ 382/2522)

 

ฎ 7721/2549*****  ผู้เสียหายทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของจำเลย และถูกจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่ยินยอมให้กระทำชำเราจะส่งตัวผู้เสียหายให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหาหลบหนีเข้าเมือง  ผู้เสียหายอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่อาจต่อสู้ขัดขืนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของตนได้ ถือไม่ได้ว่าหญิงยินยอมให้ชายกระทำชำเรา (อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั่นเอง !)

 

“โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น”  เช่น ทำให้หญิงซึ่งนอนหลับเข้าใจว่าตนเป็นสามี

 

 ข้อสังเกต การกระทำจะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 ผู้ถูกกระทำจะต้อง ไม่ยินยอม หากยินยอมโดยสมัครใจ ก็ไม่เป็นการข่มขืน ไม่มีความผิดตามมาตรานี้ แม้จะเป็นการกระทำชำเราก็ตาม

 

การกระทำชำเราระหว่าง คู่สมรส

 

มาตรา 276 วรรคสี่ “ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้”

 

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก เป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส และคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มาตรา 276 วรรคสี่ ให้อำนาจศาลที่จะดำเนินการดังนี้

 

ก) ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือ

 

ข) ไม่ลงโทษก็ได้ โดยต้องกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ

 

ส่วนในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้

 ขอจบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276  ไว้เพียงเท่านี้  

kraken

            
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 27 June 2011 )
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา : มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดม.59ว.3#No.38 (ฺBY:ซุนโงกุน) icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา (ซุนโงกุน)
Tuesday, 25 April 2017

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา


เรื่อง ฎีกาเด่น : ผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด (The doer does not know the facts constituting the elements of the offence) มาตรา 59 วรรคสาม # อาญา(ภาค1) #No.38

 

1.  จำเลยไม่รู้ว่าวัตถุแห่งการกระทำ  คือผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย  เข้าใจว่าตายแล้ว  จึงจุดไฟเผาผู้ตายบนรถกระบะเพื่อจะอำพรางคดี  ความจริงขณะจำเลยเผาผู้ตาย  ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่  จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 59 วรรคสาม  จะถือว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายไม่ได้  แต่การกระทำของจำเลยขาดความระมัดระวังต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น  และแม้จำเลยจะมีเจตนาซ่อนเร้น  ย้าย  หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 199  เพราะการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด

 

*****ฎ.13262/2558  เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปส่ง บ. ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ 1 ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 นำฟางมาคลุมร่างของผู้ตายและนำยางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจำเลยที่ 3 ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไปแล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจุดไปเผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น

ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายตาม ป.อ. มาตรา 199 นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ ผู้กระทำจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อขณะที่ผู้ตายถูกเผาผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ร่างกายของผู้ตายในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพอันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 199

 

2.  ตำรวจขอค้นตัวโดยไม่ได้แต่งเครื่องแบบ / แสดงหลักฐานว่าเป็นตำรวจกระทำการตามหน้าที่ + ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันมาก่อน  จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติการตามหน้าที่อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 138  จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2  มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน

 

          ฎ.851/2530  จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อขายและมาตรวจนับเงินจากผู้ที่ล่อซื้อกับเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางมาส่งให้สายลับต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งซุ่มแอบดูอยู่เป็นจำนวนมาก จำเลยที่ 1 ถูกจับได้ในขณะนั้น เหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน ไม่สมควรลดโทษให้  ตำรวจไม่ได้แต่งเครื่องแบบเรียกให้จำเลยที่ 2 หยุดรถจักรยานยนต์ ตำรวจคนหนึ่งเข้ามายึดรถ อีกคนหนึ่งเข้ามาล็อคคอ จำเลยที่ 2 ตกใจคิดว่าถูกชิงรถจึงดิ้น ต่อมาทราบว่าเป็นตำรวจจึงหยุดและยอมให้จับกุม ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2  มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน

 

            ฎ.1954/2546  ผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขายาวสีกากี สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวเข้าไปขอตรวจค้นตัวจำเลยโดยแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการตามหน้าที่ กรณีอาจทำให้จำเลยเข้าใจผิดไปได้ แม้จำเลยจะต่อสู้ชกต่อยหรือใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ตรวจค้นและจับกุม จำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าโดยลำพังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้

 

3.  อายุของผู้เสียหายตามมาตรา 277  เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 59 วรรคสาม  หากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายอายุเกิน 15 ปี  แต่ความจริงผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี  การกระทำของจำเลยไม่มีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีตามมาตรา 277 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 59 วรรคสาม

 

          ฎ.11683/2556  จำเลยเบิกความว่า จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุประมาณ 18 ปี ถึง 19 ปี เพราะรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าอายุ หากดูภายนอกเพียงผิวเผินอาจเข้าใจได้ว่ามีอายุเกิน 18 ปีแล้ว เจ้าของร้านอาหารริมชีรับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานเนื่องจากเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกิน 18 ปี ส่วนผู้เสียหายที่ 3 ก็เบิกความทำนองเดียวกันว่า หากเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 จะรูปร่างสูงใหญ่กว่าเพื่อน บุคคลทั่วไปมองผู้เสียหายที่ 1 แล้วอาจเข้าใจได้ว่ามีอายุ 17 ถึง 18 ปี จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารริมชีมาก่อนโดยทำงานตั้งแต่เวลา 9 ถึง 19 นาฬิกา อีกทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ว่านอกจากจำเลยแล้วยังมีชายอื่นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก 11 คน จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่ารูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่า 18 ปี จำเลยอาจสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุเกิน 18 ปี ดังที่อ้างก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนี้ย่อมเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดทั้งสองฐานตามฟ้องและทำให้เป็นการกระทำที่ขาดเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

 

          ฎ.19960/2555  ขณะจำเลยรับผู้เสียหายเข้าทำงานไม่ได้ตรวจดูหลักฐานเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายก่อน ผู้เสียหายมีรูปร่างโตกว่าเด็กทั่วไปตัวใหญ่และมีส่วนสูงประมาณ 155 เซนติเมตร และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายของผู้เสียหายแล้วก็มีรูปร่างสูงใหญ่และลักษณะสูงใหญ่เกินกว่าเด็กหญิงที่มีอายุ 15 ปี โดยทั่วไป เช่นนี้จึงมีเหตุผลที่จำเลยจะเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้เสียหายมีอายุ 17 ถึง 18 ปี การที่จำเลยสำคัญผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายนี้เป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง แม้จะมีบทบัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในมาตรา 276 วรรคแรก แต่เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดมาตรา 276 วรรคแรก

 

หมายเหตุ  :  - จำเลยมีอาชีพรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ 5 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการในโครงการต่าง ๆ ของทางราชการหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมอาชีพแก่ชาวบ้าน เด็กและเยาวชน ตลอดจนเป็นวิทยากรอบรมลูกเสือชาวบ้าน จำเลยจึงได้พบปะผู้คนมากมีประสบการณ์ในชีวิตพอสมควร พอจะประมาณการได้ว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุประมาณเท่าใด จำเลยรู้จักกับผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ เพราะรับสอนผู้เสียหายขับรถยนต์โดยผู้เสียหายไปกับมารดาทุกครั้ง แต่วันเกิดเหตุจำเลยเบิกความยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยบอกมารดาของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายสามารถขับรถทางไกลได้ พรุ่งนี้เมื่อมารดาขับรถเสร็จแล้วไม่ต้องรอรับผู้เสียหายกลับบ้านเพราะจะนำผู้เสียหายฝึกหัดขับรถทางไกลเป็นเวลา 2 ชั่วโมงนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติ วันเกิดเหตุจำเลยก็ให้ผู้เสียหายขับรถไกลถึงประมาณ 60 กิโลเมตร ก็เป็นพิรุธเพราะกว่าจะไปและกลับคงต้องใช้เวลานานกว่าที่ฝึกขับรถปกติวันละ 2 ชั่วโมง จำเลยเป็นครูฝึกหัดขับรถแต่ไปสอบถามเรื่องส่วนตัวของผู้เสียหายซึ่งเป็นคนละเรื่องกับหน้าที่ของตนเอง  หากจำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายก็น่าจะพอคาดคิดได้ว่าผู้เสียหายมีระดับสติปัญญาเป็นเด็กเพียงใด พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายเข้าโรงแรมก็ไม่ปรากฏว่าได้รักใคร่ชอบพอผู้เสียหายหรือเคยพูดจาแสดงความรักกันมาก่อน เพียงแต่จำเลยเบิกความทำนองคิดว่าผู้เสียหายมีใจแก่จำเลยเท่านั้น นับว่าเป็นการฉวยโอกาสจากความไร้เดียงสาของผู้เสียหายเพื่อสนองตัณหาของตนเท่านั้น ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยก็มิได้แสดงว่าจำเลยสำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหายอย่างใด กรณีจะเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะต้องมีพฤติการณ์หรือเหตุชักจูงใจให้สำคัญผิดโดยสุจริต มิใช่คาดคะเนเอาเองดังที่จำเลยเบิกความพฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเป็นข้อแก้ตัวว่าจำเลยสำคัญผิดโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก และการที่จำเลยพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่ห้องของโรงแรมที่เกิดเหตุ เป็นการล่วงอำนาจปกครองของมารดาผู้เสียหายโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม  (ฎ.1717/2543)

 

- หากเป็นการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี  ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็กเพื่อให้พ้นจากความผิดนั้นตามมาตรา 285/1 ***

 

4.  จำเลยนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมเข้าบัญชีจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอม  ขาดองค์ประกอบความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม  จำเลยไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกใช้ตั๋วเงินปลอม

 

          ฎ.1761/2552  จำเลยนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมเข้าบัญชีจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินแทนนาง ย.โดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) และมาตรา 59 วรรคสาม วรรคสอง และวรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกใช้ตั๋วเงินปลอม

 

5.  จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงที่มิใช่องค์ประกอบของความผิด  จะถือว่าจำเลยขาดเจตนาไม่ได้

         

*****ฎ.1188/2527  จำเลยกับพวกรวม 3 คน เดินตามผู้เสียหายไป แล้วจำเลยยืนขวางผู้เสียหายขณะ บ. พวกจำเลยใช้ปืนขู่บังคับเอาทรัพย์จากผู้เสียหาย ทั้งยังบอกผู้เสียหายให้ส่งทรัพย์ให้ บ. เมื่อจำเลยไม่รู้มาก่อนว่า บ. มีอาวุธปืนติดตัวและจะใช้ในการปล้น การที่ บ. แย่งสายสร้อยไปจากมือผู้เสียหายได้แล้วจึงยิง เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในทันใดนั้นเอง จำเลยไม่รู้มาก่อนว่า บ. มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหาย  ดังนี้จำเลยไม่มีความผิดฐานร่วมยิงผู้เสียหายด้วย คงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงตามมาตรา 340 วรรคสี่ เท่านั้น

 

หมายเหตุ  : 

- การฆ่าเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฆ่าผู้อื่น  เมื่อจำเลยไม่รู้ว่าพวกของจำเลยจะใช้อาวุธปืนฆ่าผู้เสียหาย  จะถือว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้เสียหายไม่ได้  จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

- การใช้อาวุธปืนหรือไม่  ไม่ใช่องค์ประกอบของความผิดฐานปล้นทรัพย์  เมื่อจำเลยไม่รู้ว่าพวกของจำเลยมีปืน + ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย  จะถือว่าจำเลยไม่เจตนาปล้นทรัพย์ไม่ได้  + ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, วรรคสี่  มีเจตนามุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืนไปด้วย แม้จำเลยจะรู้หรือไม่รู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืนไปร่วมปล้น  (ฎ.4398/2555, 7750/2548จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 340 วรรสี่

                  

 

จงกระหายและทำตัวให้โง่ตลอดเวลา”     ...สตีฟ จอบส์...

 

By  :  ซุนโงกุน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 25 April 2017 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๑๙๗/๒๕๕๖ (ม.๔๔/๑) > กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจฯ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Thursday, 19 March 2015


ฎีกาที่  10197/2556  ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย  กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้


ข้อมูลเพิ่มเติม...