ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.73-community-log
เวลา : 10:11
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 298
จำนวนข่าวสาร : 16853
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 32099834
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 500 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014

แจ้งให้สมาชิกทราบ

ปีนี้ไม่มีการจัดทำสกัดฎีกาจากคำบรรยายเนติฯ

ทีมงานจะจัดทำเฉพาะเอกสารฉบับท่องไปสอบเท่านั้น

โดยเน้นเฉพาะข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ในการเตรียมตัวสอบ

ดูหนังสือไม่ทันเราช่วยท่านได้

แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบเนติ ศาล อัยการ ควรอ่านก่อนลงสนามสอบ

ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา

ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา

จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ

แยกรายข้อ ตามขอบเขตข้อสอบเนติบัณฑิต ครอบคลุมกฎหมายพิเศษทั้งหมด

จัดทำทุกสมัยอ่านย้อนหลังได้ สมัยล่าสุดจะอัพเดทให้อ่านก่อนสอบเนติ ๑ สัปดาห์

อนึ่ง ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด

สนใจอ่านเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ รายละเอียดดูได้ที่เมนู "เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก STD"

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 11 November 2014 )
เปิดสมัครทดสอบความรู้ผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามจิ๋ว) ประจำปี ๒๕๕๗ ระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๕ พ.ย. ๒๕๕๗ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Friday, 21 November 2014

สวัสดี เช้าวันศุกร์  วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

 

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

 

สวัสดีสมาชิก STD และผู้แวะเยี่ยมชมเว็บไซต์ทุกท่าน สนามผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ และสนามเนติบัณฑิต สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง ก็ได้ประกาศผลสอบไปเรียบร้อยแล้ว หลายท่านก็คงสมหวังและหลายท่านก็คงพลาดโอกาสในการสอบครั้งนี้ ก็ขอให้สู้กันต่อไป ตั้งหน้าตั้งตาเตรียมความพร้อมในการลงสนามสอบครั้งต่อไป โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะสอบเนติบัณฑิต สมัย ๕๗ ภาคสอง และที่เตรียมตัวสอบสนามอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาหรืออัยการผู้ช่วยก็ขอให้ดูหนังสือสร้างความพร้อมไว้ตลอดเวลา (ฟิตกันเข้าไว้ คาดว่าปีหน้าจะมีการเปิดสอบกันอีกหลายสนามทีเดียว หากมีอะไรคืบหน้าทีมงานจะนำมาแจ้งให้ทราบกันต่อไป

 

วันนี้ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับการเปิดสมัครทดสอบความรู้ผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามจิ๋ว) ประจำปี ๒๕๕๗ ท่านใดที่มีคุณสมบัติพร้อมก็สามารถยื่นใบสมัครได้นะครับ เป็นการสมัครทางอินเตอร์เนท ระหว่างวันที่ ๑๙ พ.ย. ๒๕๕๗ ถึง ๒๕ พ.ย. ๒๕๕๗ โดยสมัครผ่านเว็บไซต์

 

 http://www.ojc.coj.go.th/exam หรือ http://www.ojc.thaijobjob.com

  

รายละเอียดเกี่ยวกับการสมัคร เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

  

ประกาศกำหนดวันเวลายื่นใบสมัครทดสอบความรู้ มาตรา 28(2) (ก) (ข) (สนามจิ๋ว) พ.ศ. 2557


เอกสารที่ผู้สมัครต้องใช้ในการกรอกใบสมัคร สนามจิ๋ว 2557

 

คู่มือการสมัครทดสอบความรู้ ฯ ผู้ช่วยผู้พิพากษา สนามจิ๋ว พ.ศ.๒๕๕๗ ทางอินเทอร์เน็ต

  

ที่มา : http://www.ojc.coj.go.th/index.php

  

The secret of success is constancy of purpose. เคล็ดลับของความสำเร็จคือการมีความมุ่งมั่นสม่ำเสมอ

   

บรรณาธิการเว็บไซต์

   
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 21 November 2014 )
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : เจตนา !!! “การกระทำโดยเจตนาพลาด” นั้น สำคัญไฉน ...? โดย-ลอว์ กอ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Tuesday, 05 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

เจตนา !!! การกระทำโดยเจตนาพลาด นั้น สำคัญไฉน ...?

  

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง การกระทำโดยเจตนาพลาด ตัวบท ป.อ.มาตรา ๖๐ คงต้องวิ่งพล่านเข้าสู่เส้นปราสาทสมองในส่วนที่ทำหน้าที่จดจำผุดขึ้นมาทันทีทันใดว่า การกระทำโดยเจตนาพลาด คือ เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง โดยพลาดไป ให้ถือว่ากระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น... อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้กระทำต้องกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่ออีกคนหนึ่ง แต่ผลร้ายกลับไปเกิดกับบุคคลดังกล่าวด้วย กฎหมายบังคับให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลร้ายนั้นด้วย  เช่น

 

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๒ และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ เช่นเดียวกันตาม ป.อ มาตรา ๖๐ แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย (ฎีกาที่ ๘๙๕/๒๕๕๓)

 

แต่ถ้ามีเจตนาประสงค์ต่อผลต่อคนแรก และเจตนาเล็งเห็นผลต่อคนที่สอง เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด และจะอ้างบันดาลโทสะก็ไม่ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ (ฎีกาที่ ๒๘๖๕/๒๕๕๓)

 

ถ้ากระทำต่อคนแรกโดยประมาท แม้ผลไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ก็ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด เพราะพลาดต้องสืบเนื่องมาจากการกระทำโดยเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยใช้ด้ามปืนตีศีรษะ ว. แตกเลือดไหลแล้วกระสุนปืนลั่นไปถูก ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ว. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ปืนยิงเพื่อฆ่าหรือทำร้าย ว.กรณีจึงมิใช่เป็นการที่จำเลยมีเจตนากระทำต่อ ว. แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ด.และ ส. โดยพลาด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ อย่างไรก็ตามเมื่อการที่กระสุนปืนลั่นเป็นผลให้ ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเพราะความประมาทของจำเลยในการใช้ปืนตี ว.จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ (ฎีกาที่ ๙๑๗/๒๕๓๐)

 

มีหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่มีในตัวบทแต่เป็นแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาล้วนๆ คือ การกระทำโดยเจตนาพลาด หากผู้กระทำมีสิทธิที่จะอ้างเหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุบรรเทาโทษ ต่อคนแรกแล้ว ย่อมอ้างต่อบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๙ (๔) ด้วย ถ้ามีข้อสอบออกมาก็อย่าลืมปรับบทฟันธงในเรื่องเหล่านี้ด้วยมิฉะนั้นอาจตายน้ำตื่นได้ครับ ขอสรุปสั้นๆ เป็นหลักการให้ง่ายต่อการจดจำ ดังนี้

 

การกระทำที่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๖๘ ไม่ว่าจะพอสมควรแก่เหตุหรือเกินสมควรแก่เหตุ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๑๖, ๘๕๓๔/๒๕๔๔, ๑๙๐/๒๕๓๑, ๘๙๒/๒๕๑๕, ๑๔๒๘/๒๕๒๐)

 

การกระทำโดยบันดาลโทสะต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๗๒ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๑๖๘๒/๒๕๐๙)

 

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตา ๒๘๙ (๔) เจตนาที่โอนไปก็ย่อมเป็นไตร่ตรองเช่นกัน (ฎีกาที่ ๒๘๓๒/๒๕๓๘, ๓๐๗/๒๕๒๗)

 

การกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ แต่ได้พลาดไปถูกผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็ต้องรับผิดในผลแห่งความตายด้วย ผิด ป.อ. มาตรา ๒๙๐ (ฎีกาที่ ๔๔๗/๒๕๑๐) 

  

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน อาจจะอ่านแล้วงงๆ ไปหน่อย แต่ก็ขอให้ลองอ่านทบทวนหลายๆ รอบ แล้วท่านจะเห็นทางสว่าง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสดงตะวัน อ่านแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หากินได้ทุกสนามครับผม !!!!!!

  

บทส่งท้าย : คุ้มค่าทุกนาที หากเปลี่ยนจากดูทีวี เป็นอ่านหนังสือ

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย : เรื่อง ข้อสันนิษฐานความเป็นบิดาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย โดย-เท่านั้นเอง icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย (เท่านั้นเอง)
Wednesday, 12 November 2014

คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย

 

เรื่อง  ข้อสันนิษฐานความเป็นบิดาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

  

          กฎหมายบัญญัติข้อสันนิษฐานความเป็นบิดาและบุตรไว้ตั้งแต่มาตรา  ๑๕๓๖  ถึง  ๑๕๓๘  ซึ่งล้วนแต่เป็นกรณีเด็กเกิดจากหญิงที่มีการสมรสกับชายทั้งสิ้นไม่ว่าการสมรสจะสมบูรณ์  เป็นโมฆียะหรือโมฆะ  ดังนั้น  หากผู้หญิงเป็นมารดาเด็กไม่มีการสมรสกับชาย  ก็จะไม่มีข้อสันนิษฐานรองรับว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายใดเลย  เด็กคงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงผู้เป็นมารดาตามมาตรา  ๑๕๔๖  เท่านั้น  ข้อสันนิษฐานความเป็นบิดาและบุตรตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด  จึงสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างได้ในคดีฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตร  หรือคดีฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

 

            ๑.ข้อสันนิษฐานตามมาตรา  ๑๕๓๖

 

          เด็กเกิดแต่หญิงขณะหญิงเป็นภริยาชายหรือภายใน  ๓๑๐  วันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของของชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี  แล้วแต่กรณี

 

          บุตรที่เกิดจากหญิงก่อนที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ  หรือภายในระยะเวลา  ๓๑๐  วันนับแต่วันนั้น  ก็ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เคยเป็นสามีเช่นกัน

 

          คำพิพากษาฎีกาที่  ๓๐๔๘/๒๕๕๒  ข้อสันนิษฐานว่าเด็กที่เกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชาย  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  ๑๕๓๖  วรรคหนึ่ง  นั้น  ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด  ดังนั้น  แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านเกิดในระหว่างที่  จ.  ยังไม่ได้หย่ากับ  ส.  แต่ในระหว่างที่  จ.  แยกกันอยู่กับ  ส.  แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่านั้น  จ.  มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้ตายจนตั้งครรภ์และคลอดผู้คัดค้านที่โรงพยาบาล  โดยผู้ตายเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการคลอดผู้คัดค้านเป็นเงินจำนวนมาก  ยอมให้ผู้คัดค้านใช้ชื่อสกุลของผู้ตาย  และยังเคยพา  จ.  และผู้คัดค้านไปพบญาติของผู้ตายและพาไปที่ทำงาน  อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้ตายได้ให้การรับรองว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของตนทั้งปรากฏตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าระหว่าง  จ.  กับ  ส.  ซึ่งจัดทำโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งคู่หย่าลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ว่าคู่หย่ามีบุตรเพียง    คน  โดยไม่ได้ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของคู่หย่าด้วย  ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้สืบสันดานของผู้ตายเพราะเป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายซึ่งผู้ตายได้ให้การรับรองแล้วตาม  ป.พ.พ.  มาตรา  ๑๖๒๗  ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายและมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม  ป.พ.พ.  ๑๗๑๓

 

          ข้อสังเกต : ข้อเท็จจริงตามฎีกานี้ยังถือว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีเก่าของมารดาเพราะเด็กเกิดระหว่างที่ยังไม่ได้หย่าเพียงแต่เด็กมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานของบิดาที่แท้จริงซึ่งได้ให้การรับรองเด็กว่าเป็นบุตรโดยพฤตินัย  แต่ก็ไม่ถือว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาที่แท้จริง

 

            ๒.ข้อสันนิษฐานตามมาตรา  ๑๕๓๗

 

          ในกรณีที่หญิงทำการสมรสใหม่ฝ่าฝืนมาตรา  ๑๔๕๓  และคลอดบุตรภายใน  ๓๑๐  วันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กที่เกิดแต่หญิงนั้น  เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่  และห้ามนำข้อสันนิษฐานตามมาตรา  ๑๕๓๖  ที่ว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีเดิมมาใช้บังคับ  เว้นแต่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่

 

            ๓.ข้อสันนิษฐานตามมาตรา  ๑๕๓๘

 

          ในกรณีที่ชายและหญิงสมรสซ้อน  เด็กที่เกิดในระหว่างสมรสซ้อนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีซึ่งได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลัง

 

          ในกรณีที่หญิงเป็นฝ่ายสมรสซ้อน  ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีที่จดทะเบียนสมรสครั้งหลังให้นำข้อสันนิษฐานตามมาตรา  ๑๕๓๖  มาใช้บังคับ

 

          เด็กที่เกิดภายใน  ๓๑๐  วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เคยเป็นสามี

          

“เท่านั้นเอง”

 
จับหลักชนฎีกา : ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท โดย-นายสิบหก มีนา icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : จับหลักชนฎีกา (นายสิบหก มีนา)
Monday, 29 September 2014

จับหลักชนฎีกา

 

ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงหม้โดยประมาท

  

            ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225 ซึ่งความผิดฐานนี้คล้ายกับความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุได้ๆที่บัญญัติไว้ในมาตรา 220 แต่ก็มีความต่างกันคือ ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทขณะเพลิงไหม้ยังไม่ถึงกับน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแต่เพราะการไม่ดูแลดับไฟให้ดีไฟจึงลามไปไหม้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ส่วนการทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุได้ๆนั้นขณะเพลิงไหม้นั้นมีลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นหรือทรัพย์สิของผู้อื่นแล้ว

 

          คำพิพากษาที่เกี่ยวกับการทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท เช่น

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/25260 แม้ก่อนจะจุดไฟเผาสวนของจำเลย จำเลยได้ถากถางต้นไม้เพื่อกันไฟมิให้ลุกลามติดสวนของผู้อื่น และไฟที่จำเลยจุดมิได้ลุกลามไปติดสวนของผู้เสียหายในทันทีก็ตามแต่การที่จำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูและดับไฟที่จำเลยจุดเผาสวนไว้ก่อนเกิดเหตุ 3-4 วันให้หมดปล่อยไว้ให้ติดคุขอนไม้จนเป็นเหตุให้ลุกลามไปไหม้ทรัพย์สินของผู้เสียหายจำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225

 

          ***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2529 จำเลยจุดไฟเมื่อเวลาประมาณ 10.00นาฬิกาแต่เพลิงได้ลามไปไหม้บ้านบุคคลอื่นซึ่งปลูกอยู่ใกล้เคียงกันตอนบ่าย 3 โมงระยะเวลาห่างกันหลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นแต่เป็นเรื่องที่จำเลยตั้งอยู่ในความประมาทไม่คอยควบคุมดูแลให้เพลิงลุกไหม้อยู่ภายในขอบเขตที่จำกัดเพลิงจึงได้ลามเข้าไปยังนาข้างเคียงและก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ.มาตรา 220 ดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรานี้อันเป็นบทหนักได้การกระทำของจำเลยเป็นเรื่องขาดความระมัดระวังจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นความผิดตามมาตรา 225

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2539 พยานโจทก์เบิกความประกอบกันรับฟังได้ว่าลูกจ้างของจำเลยจุดไฟเผากองไม้ในที่ดินของจำเลยโดยจำเลยยืนสั่งการกำกับการเผาอยู่อย่างใกล้ชิดถือว่าจำเลยร่วมจุดไฟเผากองไม้ด้วยเมื่อไม่อาจกันไม่ให้ไฟลุกลามไปติดที่ข้างเคียงได้เป็นเหตุให้ไฟลุกลามไหม้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมทั้งสี่จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225(อ.เกียรขจรเห็นว่าน่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 220)

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2534 จำเลยและ ส.จุดไฟเผาหญ้าในสวนของตน โดยจุดแล้วดับในร่องสวนทีละร่องไล่กันไปจนถึงร่องที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยกลับไปก่อนปล่อยให้ ส.กับ ต. ช่วยกันดับไฟที่จุดแล้วไม่ปรากฏว่าการดับไฟที่เหลืออยู่นั้นเกินกำลังของ ส.และ ต. ที่จะช่วยกันดับได้การที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นภายหลังลุกลามไหม้สวนข้างเคียงเสียหายเกิดจากความประมาทของ ส. ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในการดับไฟ หาใช่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยไม่จำเลยจึงไม่มีความผิด

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2531 จำเลยทั้งสองจุดไฟเผาไม้ในที่ดินของตนจนน่าจะเป็นอันตรายแก่สวนยางพาราของผู้อื่น กับมิได้เตรียมป้องกันมิให้เพลิงลุกลามไปไหม้สวนยางพาราข้างเคียง เพียงใช้ไม้ตีไฟให้ดับเท่านั้น ไม่เป็นการระมัดระวังอย่างเพียงพอเมื่อดับไฟไม่ได้และไฟได้ลุกลามไปไหม้สวนยางพาราของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 วรรคแรก และ 225เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท   

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2530 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลักน้ำมันที่ปั๊มผู้เสียหายโดยใช้สายไฟต่อขั้วแบตเตอรี่กับเครื่องปั๊มดูดน้ำมันจากถังใต้ดินมาใส่ถังในรถยนต์ เมื่อดูดน้ำมันได้ 4 ถังแล้วจำเลยที่ 2 ดึงสายไฟจากขั้วแบตเตอรี่ให้ปั๊มติ๊กหยุดทำงานเพื่อจะเปลี่ยนสายยางไปใส่ถังที่ 5 ทำให้เกิดประกายไฟเป็นเหตุให้เพลิงไหม้ดังนี้พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมาลักทรัพย์โดยวิธีการเช่นนี้ทำให้เกิดไอระเหยของน้ำมันกระจายอยู่ในบริเวณนั้นง่ายต่อการเกิดเพลิงไหม้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท เพราะแบตเตอรี่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและน้ำมันเป็นวัตถุที่ติดไฟได้ง่าย เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นเนื่องจากวิธีการในการลักทรัพย์ของจำเลยทั้งสองซึ่งกระทำด้วยความประมาท ต้องถือว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำของจำเลยทุกคนที่ร่วมกันลักทรัพย์ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 3 จะมิได้เป็นผู้ถอดสายไฟจากขั้วแบตเตอรี่ก็ต้องฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องมีความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท

          

นายสิบหก มีนา

 
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง มาตรา ๑๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Wednesday, 12 November 2014

เกร็ดกฎหมายน่ารู้

 

เรื่อง  มาตรา ๑๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา

  

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ครั้งนี้ PIGLET ขอนำเสนอเรื่องเบา ๆ ไม่หนักมากนักเป็นการสลับกันไปเพื่อเป็น   การผ่อนคลายแต่มีสาระตามสไตล์นักกฎหมาย วันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดอาญาเรื่อง              สวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๔๖ ค่ะ

 

มาตรา ๑๔๖ ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน           สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ     ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้น           เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท      หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

องค์ประกอบของมาตรา ๑๔๖ มีดังต่อไปนี้

 

๑.ผู้ใด หมายถึงบุคคลธรรมดามิใช่นิติบุคคล

 

๒.ไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดต้องไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือ      สมาชิกสภาเทศบาล

 

๓.หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กล่าวคือผู้กระทำความผิดต้องไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์

 

๔.กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ กล่าวคือ เป็นกระทำการโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ

 

ข้อสังเกต ในกรณีที่ถูกปลดยศแต่ไม่ได้ถูกถอดยศ ยังคงมีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้อยู่

 

และสุดท้ายนี้ PIGLET ก็ลาไปด้วยฎีกาที่น่าสนใจทิ้งท้ายไว้ให้คิดถึงกัน พบกันคราวหน้า BYE BYE

 

ฎีกาที่น่าสนใจ

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔/๒๕๑๐

 

คดีก่อนแม้ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๖ ด้วย แต่มิได้พิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มิได้กำหนดโทษตามมาตรา ๑๔๖ ไว้ หากไปลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหารซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ทั้งก็รู้ไม่ได้ว่าถ้าศาลจะกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา ๑๔๖ (ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี) ศาลจะกำหนดต่ำกว่า ๖ เดือนหรือไม่  เหตุนี้จึงว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๖

                                                                                                           

BY  PIGLET

  
อ่านเพื่อสอบ : เรื่องรวมประเด็นขั้นเทพ ***เน้น......สอบอัยการผู้ช่วย*** โดย-นายกฤต ๒๑ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : อ่านเพื่อสอบ (นายกฤต ๒๑)
Wednesday, 12 November 2014

อ่านเพื่อสอบ

เรื่องรวมประเด็นขั้นเทพ

 

***เน้น......สอบอัยการผู้ช่วย***

  

“สึนามิ”

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10854/2553

 

          ความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามลักษณะของความผิดไม่อาจทราบได้ว่าทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจะลักเป็นทรัพย์อะไรและมีมูลค่าเพียงใดเพราะจำเลยทั้งสองเพียงแต่ลงมือกระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังไม่ได้เอาทรัพย์ไป ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของโรงแรมที่เป็นที่เกิดภัยพิบัติคลื่นยักษ์พัดถล่มเพื่อลักทรัพย์สินของโรงแรมและนักท่องเที่ยวที่เก็บรักษาไว้ในห้องพัก จำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะมีผู้พบเห็นและเข้าขัดขวาง จึงไม่อาจลักทรัพย์สินของผู้อื่นไปได้สำเร็จ ฟ้องโจทก์จึงเป็นการบรรยายครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองพยายามลักเท่านั้น แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักทรัพย์ของผู้อื่นฟ้องโจทก์จึงระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งของพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีและต่อสู้คดีได้ หาจำต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองพยายามลักทรัพย์ไม่

  

***เน้น......สอบอัยการผู้ช่วย***

 

****แม้ศาลชั้นต้นจะนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีโจทก์เอาไว้แล้ว  แต่เมื่อศาลมาตรวจพบในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นไม่เป็นความผิด  ศาลสามารถยกฟ้องโจทก์ได้ไม่มีกฎหมายห้าม  (....แต่จะสั่งให้แก้ไขฟ้องไม่ได้)****

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2722/2541

 

          ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์  ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง  หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง  หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้นเพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้โดยชัดแจ้งว่า  จำเลยทราบสิ่งที่เบิกความในคดีเดิมจากคำบอกเล่าของ จ. ข้อความที่ จ. เล่าให้จำเลยฟังนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่  จำเลยไม่ได้ยืนยัน  ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเบิกความหรือไม่  จำเลยไม่ได้ยืนยัน ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จ  คดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดดังฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนจึงชอบแล้ว

    

ข้อสอบเนติ เมื่อวันที่ 28  กันยายน 2557 (เมื่อวานนี้ )

 

นาย 1 จอดรถไว้ริมถนนเปิดประตูรถทิ้งไว้  แล้วเดินไปซื้อของฝั่งตรงข้าม นาย ก เข้ามาลักกล้องถ่ายรูปจากรถนาย 1 โดยเข้าทางประตูที่เปิดไว้ ซึ่งนาย 1 ก้อเห็นเหตุการณ์ที่นาย ก ลักกล้องไป   นาย 1 อยู่ห่างจากเหตุการณ์ 30 เมตร นาย 1 จึงร้องขึ้นว่า โขมย ๆ ขณะนั้น นายเก่ง ที่อยู่แถวนั้นเห็นเหตุการณ์จึงจับข้อมือนาย ก ไว้ นาย ก จึงปัดข้อมือนายเก่งแล้ววิ่งหนีไป ระหว่างที่หนีนาย ก ไม่ดูให้ดีวิ่งชนมอไซด์ที่จอดอยู่ล้มไฟหน้าแตก. นาย1 พยายามสิ่งจับนายก ขณะนั้นนาย ฮ ขับรถวิ่งมาช้านาย 1 ได้วิ่งตัดหน้ารถนาย ฮ อย่างกะทันหัน นาย 1 ถูกรถนาย ฮ ชนตาย ปรากฎว่านาย ฮ ไม่มีใบขับขี่

 

นาย ก และนาย ฮ ผิดอะไร

 

(น่าจะประมาณนี้นะ).......ธง   นาย ก.มีความรับผิดทางอาญาฐานใดวินิจฉัยว่า  การที่นาย ก.เข้าไปลักเอากล่องถ่ายรูปของนาย 1 ในรถที่เปิดประตูทิ้งไว้  แม้ประตูรถจะถือเป็นส่วนหนึ่งของรถ  แต่ก็ถือเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์  แม้การเข้าไปจะไม่มีการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นดังกล่าว  แต่ก็เป็นการเข้าไปโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นไปด้วยประการใดจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (3)

 

อย่างไรก็ตาม  แม้นาย 1 จะอยู่ห่างจากรถแค่ประมาณ 30 เมตร  และขณะที่ นาย ก.เข้าไปลักกล้องถ่ายรูป  นาย 1 จะเห็นเหตุการณ์  แต่เมื่อนาย 1 อยู่คนละฝากถนนไม่อยู่ในลักษณะที่จะหวงกันกล้องถ่ายรูปที่นาย ก.ลัก  การลักของนาย ก.แม้เจ้าทรัพย์จะเห็น  ก็ไม่ถือเป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  เพราะการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า   ต้องเป็นการเอาไปในลักษณะที่เจ้าทรัพย์รู้ตัวและสามารถป้องกันหรือหวงทรัพย์ของตนเอาไว้ได้  การกระทำของนาย ก.ในส่วนนี้ จึงไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 336

 

เมื่อนาย เก่ง จับข้อมือของนาย ก.เอาไว้  นาย ก.ปัดมือของนาย เก่ง  เพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุม  แม้นาย เก่งจะเป็นราษฎร  แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ก็เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในบัญชีท้ายประมวล ป.วิ.อาญา  เมื่อ นาย 1 เจ้าทรัพย์ร้องว่าขโมยๆ จึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงได้ว่า นาย ก.ได้กระทำความผิดมาแล้วสดๆ ตามวิ.อาญามาตรา 80 จึงถือเป็นความผิดซึ่งหน้า นาย เก่ง ราษฎรจึงมีอำนาจจับกุมนาย ก.  ดังนั้นการที่นาย ก.ปัดมือ นาย เก่ง  จึงเป็นการใช้แรงกายภาพเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย  จึงเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  เมื่อต้องด้วยลักษณะประการหนึ่งประการใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 335  นาย ก.ต้องรับผิดตามมาตรา 339 วรรคสอง  ส่วนความตายของ นาย 1 นั้นไม่ได้เกิดจากการชิงทรัพย์ของ นาย ก.โดยตรง  เพราะการที่ นาย 1 จะวิ่งติดตามนาย ก.หรือไม่นั้น  นาย 1 เป็นผู้ตัดสินใจเอง  เมื่อความตายมิได้เป็นผลโดยตรงมาจาการชิงทรัพย์  นาย ก.จึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 339  วรรคท้าย

 

ส่วน ระหว่างที่หนีนาย ก ไม่ดูให้ดีวิ่งชนมอไซด์ที่จอดอยู่ล้มไฟหน้าแตก.  แม้จะถือเป็นการกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนาย ก.จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และนาย ก.อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่และความเสียหายที่ไฟหน้ารถแตกจะเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของนาย ก.  ก็ตาม  แต่บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่เป็นการกระทำโดยประมาท  ในกรณีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยประมาท ตาม มาตรา 59 วรรคหนึ่ง  เมื่อความผิดฐานประมาททำให้เสียทรัพย์ประมวลกฎหมายอาญาหาได้บัญญัติเป็นความผิดเอาไว้  นาย ก.จึงไม่ต้องรับผิดในการกระทำส่วนนี้

 ส่วนนาย ฮ.มีความรับผิดทางอาญาฐานใดหรือไม่  วินิจฉัยว่า  เมื่อพิจารณาหลักกฎหมายตามทฤษฎีเงื่อนไขที่ว่า  “ แม้ไม่ได้กระทำผลยังเกิด  จะถือว่าผลเกิดจากการกระทำของผู้กระทำหาได้ไม่”  เมื่อข้อเท็จจริงตามปัญหา  นาย 1 วิ่งตัดหน้ารถของ นาย ฮ.ในระยะกระชั้นชิด  ไม่ว่า นาย ฮ.จะขับรถด้วยความเร็วแค่ไหน  เพียงใด  รถที่นาย ฮ.ขับมา  ก็ยังต้องชน นาย 1 อยู่ดี  ความตายของนาย 1 จึงไม่ใช่ผลโดยตรงมาจากการกระทำของ นาย ฮ.ตามทฤษฎีเงื่อนไข  แม้  นาย ฮ.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่  ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาความรับผิดของนาย ฮ.  เพราะการวินิจฉัยความรับผิดของนาย ฮ.ต้องวินิจฉัยตามหลักกฎหมายอาญาในเรื่องการกระทำโดยประมาทว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนาย ฮ.จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์หรือไม่เท่านั้น  เมื่อวินิจฉัยแล้ว  ว่าการกระทำของ นาย ฮ.หาใช่ความประมาท แม้นาย ฮ.จะขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ นาย ฮ.ก็ไม่ต้องรับผิดต่อความตาย ของ นาย 1 ( แต่ต้องรับผิดฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ตาม พ.ร.บ.จราจรเท่านั้น) 

คำถาม  คดีอาญาเรื่องหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย  เกิน  5 ปี แล้ว  จำเลยยื่นอุทธรณ์  ศาลชั้นต้นสั่งรับ อุทธรณ์และส่งสำเนาให้อีกฝ่ายแก้  ระหว่างรอคำแก้อุทธรณ์  จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น  ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ถอน  คำสั่งศาลชั้นต้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

          ธงคำตอบ  ตาม  ป.วิ.อาญามาตรา 202  ผู้อุทธรณ์อาจขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นก่อนส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตได้.........จะเห็นได้ว่าตามปัญหา  เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้  และอยู่ระหว่างรอคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยอุทธรณ์ตามวิ.อาญามาตรา 201   ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  การยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์จึงสามารถยื่นต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีอำนาจอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ได้   แต่กฎหมายให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์เท่านั้น   หากจะไม่อนุญาต  ศาลชั้นต้นสั่งไม่ได้  เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้  ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง  จะสั่งไม่อนุญาตเองหาได้ไม่  ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นจะยังไม่ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์  ก็ไม่มีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์  คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คร.83/2483)

   

ถ้าผมไปสะกิดๆเจ้าทรัพย์แล้วถมน้ำลมใส่ แล้วเจ้าทรัพย์เลยยื่นกระเป๋าให้ ผมไม่มีเจตนาจะเอาแต่แรก แต่เมื่อเค้ายื่นให้ผมเลยรับไปเป็นของตนเอง ผิดชิงมั้ย?

  

การที่นาย ก.  ถมน้ำลายใส่เจ้าทรัพย์  โดยไม่มีพฤติการณ์ใดที่เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีเจตนาพิเศษอย่างหนึ่งอย่างใดใน 5 ประการ  ตามที่ มาตรา 339 ได้บัญญัติไว้  แม้การถมน้ำลายใส่  จะถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม  การที่เจ้าทรัพย์ส่งมอบทรัพย์ให้แล้วนาย ก.เอาไป  ย่อมไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามมาตรา 339 

 

อย่างไรก็ตาม  การที่ เจ้าทรัพย์ส่งกระเป๋าให้แก่นาย ก.  โดยสำคัญผิดคิดว่าตัวเองถูกข่มขู่และโดยเข้าใจผิดคิดว่านาย ก.ต้องการชิงทรัพย์  การส่งมอบทรัพย์ให้ จะถือว่าเป็นการมอบให้ซึ่งการครอบครองโดยสมัครใจหาได้ไม่  เมื่อนาย ก.รับไว้ซึ่งกระเป๋าและเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต  ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334  ทั้งไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา 336   แม้เพราะเจ้าทรัพย์เป็นผู้ส่งมอบกระเป๋าให้เอง  โดยไม่ปรากฏว่านาย ก.ใช้กริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้าแต่อย่างใด

 

ทั้งการที่นาย ก.ถมน้ำลายใส่เจ้าทรัพย์ยังถือว่าเป็นความผิดฐานทำให้ของโสโกรกเปรอะเปื้อนผู้อื่นตามมาตรา 389  ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ  และเป็นความผิดตามมาตรา 391 ทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจอีกกระทง

  

ใช้ปืนปลอมขู่ให้ส่งทรพย์ เป็นชิงทรัพย์หรือไม่ครับ?

  

การที่จำเลยใช้ปืนแม้จะเป็นของปลอมขู่เข็ญ  เพื่อให้เจ้าทรัพย์ส่งมอบทรัพย์ให้  การกระทำของจำเลยถือเป็นการลักทรัพย์โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์  ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น  หรือพาทรัพย์นั้นไป   แม้ปืนจะเป็นของปลอม  ก็เป็นการไม่แน่ว่าจำเลยจะไม่สามารถใช้ปืนปลอมดังกล่าวทำร้ายเจ้าทรัพย์ได้  ทั้งเจ้าทรัพย์ก็ไม่รู้ว่าปืนกระบอกที่จำเลยใช้ข่มขู่นั้นเป็นปืนปลอม  การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบภายนอกและภายในของการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

 

อย่างไรก็ตาม  แม้ปืนปลอมจะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ  ตาม ป.อ.มาตรา 1 (5)   แต่ก็อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายหรือจิตใจให้ได้รับอันตรายสาหัสได้  แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า  จำเลยได้กระทำการใดๆในอันที่จะใช้ปืนปลอมดังกล่าวอย่างอาวุธ  ปืนปลอมจึงไม่ใช่อาวุธ  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตาม ป.อ.มาตรา 339  วรรคสอง

 ปืนปลอมถือเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนเท่านั้น  ไม่ใช่อาวุธปืนตามความหมายของ พ.ร.บ.อาวุธปืน  แม้จำเลยจะใช้ปืนปลอมในการชิงทรัพย์ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน  จำเลยไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตาม ป.อ.มาตรา 340 ตรี  

เมื่อคืนวาน  โยมพ่อมาหาที่กุฎิตอนค่ำๆ  แล้วก็คุยกันในเรื่องต่างๆนาๆ  พอผ่านไปประมาณ 1 ชม.คุยมาถึงเรื่องอะไรไม่รู้  จู่ๆโยมพ่อก็มาเล่าให้ฟัง  ถึงเรื่องของ ทวด กระผม   ซึ่งผมก็ยังทันนะตอนที่ท่านเสียผมเรียนอยู่ประถม 6   แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องราวในอดีต  ......โยมพ่อเล่าให้ฟังว่าทวด (ชื่อลอย) นั้น ค่อนข้างจะเป็นนักเลงอันธพาล  นัยย์ตาทั้งสองข้างจะออกสีแดงๆ  ซึ่งโยมพ่อบอกว่าเป็นคนเอาจริงมาก  ดุมาก  เงียบๆ   ทวดของอาตมาฆ่าคนตายไปหลายศพมาก  (ฟังแล้วก็ตกใจนะ)  แต่ที่มาสะกิดใจคือ  ท่านลักวัวลักควายด้วย  (สมัยก่อนโดยมพ่อบอกว่า  แถวบ้าน  มีเยอะมาก)   อาตมาถามว่าไม่ถูกจับเหรอ  โยมพ่อบอกว่า  สมัยก่อนไม่มีหรอก  ขนาดเจ้าของวัวตามมาทัน  ทวดยังบอกว่า   อยากได้มั้ย  อยากได้คืนก็ให้เอาเงินมาไถ่  ไม่งั้นก็ไม่คืน  ด้วยความที่กลัวทวด  เจ้าของวัว  ยังยอมไถ่นะ  (โยมพ่อบอกโจรสมัยก่อน  ลักวัวเค้าแล้ว  ยังได้เงินด้วย  ) 555  พูดติดขำ......เลยคิดว่า   แล้วยังงี้  การกระทำของ  (ทวด)   ใช้ชื่อว่า ล.  นะ  จะเป็นความผิดทางอาญาฐานใดบ้าง  หากขณะลักวัว  ก็เป็นเวลากลางคืน  และวัวนั้นก็เป็นของชาวนา  ใช้ในการไถนา  ลองตอบดูนะ 

  

ถาม  ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของผู้อื่น   หากภายหลังเจ้าของที่ดินภารทรัพย์โอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่น  เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์จะมาฟ้องเพิกถอนโดยอ้างว่าเป็นการทำนิติกรรมให้ตนในฐานะเจ้าหนี้เสียเปรียบตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 ได้หรือไม่

  

คำตอบ  ไม่ได้  เพราะคำว่า “เจ้าหนี้”  ตามป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง  หมายถึงหนี้ที่เป็นบุคคลสิทธิ   หากเป็นทรัพย์สิทธิไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทบัญญัติมาตรา237 ดังกล่าวได้ แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2551

 

          ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ... อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จึงเป็นอำนาจของเจ้าหนี้ แต่ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในคำฟ้องนั้น โจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทบัญญัติมาตรา237 ดังกล่าวได้ แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้นได้ความเพียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 1โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1โจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน

  

ถาม   ที่ดินที่มีเจ้าของรวมหลายคน  การบอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ  ผู้ครอบครองแทนเจ้าของ  ต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือแก่เจ้าของรวมทุกคนหรือไม่

  

ตอบ  ป.พ.พ.มาตรา 1358  วรรคแรกบัญญัติให้เจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน  ทั้ง มาตรา 1358 วรรคสองตอนท้ายยังบัญญัติ “เจ้าของรวมคนหนึ่งๆอาจทำการเพื่อรักษาทรัพย์สินได้เสมอ”  ดังนั้น การบอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ  ผู้ครอบครองแทนเจ้าของ  ไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือแก่เจ้าของรวมทุกคน  การบอกกล่าวไปยังเจ้าของรวมเพียงคนใดคนหนึ่งก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3869/2554

 

          โจทก์กับ บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โจทก์กับ บ. คนใดคนหนึ่งย่อมมีสิทธิจัดการดูแลที่ดินพิพาททั้งหมดได้ ดังนั้น การที่จำเลยบอกกล่าวแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือที่ดินพิพาทไปยังโจทก์ผู้เป็นเจ้าของร่วมเพียงผู้เดียวโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ บ. ด้วย ก็ถือเป็นการบอกกล่าวที่ชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381แล้ว เพราะไม่จำต้องบอกกล่าวไปยังเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมให้ครบทุกคน

  

ถาม  แต่ผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นทายาทด้วยคนหนึ่ง  จะบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังทายาทด้วยกันเพียงคนใดคนหนึ่งนั้น  ถือเป็นการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่สมบูรณ์ตามมาตรา 1381 หรือไม่

  

ตอบ  ไม่สมบูรณ์ เพราะการเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมาดกและมรดกที่ตกทอดมา  ตามมาตรา 1599 และ 1600 นั้น ถือเป็นเอกเทศเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคน   จริงอยู่แม้มาตรา 1745  จะบัญญัติให้นำมาตรา 1356 1336  มาใช้บังคับในระหว่างทายาทด้วยกัน  แต่ก็ใช้บังคับได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติในบรรพนี้  ดังนั้นเมื่อการเป็นทายาทถือเป็นเอกเทศและสิทธิเฉพาะตัว  ดังนั้นจะนำบทบัญญัติในเรื่องเจ้าของรวมตามมาตรา 1358 มาบังคับโดยอนุโลมในเรื่องนี้ไม่ได้  เพราะถือว่า ขัดกับบทบัญญัติในบรรพนี้  (โปรดดูมาตรา 1749  ประกอบแล้วจะเข้าใจอย่างชัดแจ้ง  ว่าการเป็นทายาทนั้นเป็นเอกเทศเฉพาะตัวโดยแท้)

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2544

 

          ครั้งแรกที่ ล. โอนที่ดินมรดกของ ท. มาเป็นของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นทุกคน  แม้จะมีการโอนที่ดินมรดกดังกล่าวมาเป็นของ  ล. ในฐานะส่วนตัวแล้วก็ตาม  ก็ยังถือไม่ได้ว่าได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินมรดกแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวโดยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว  เพราะ  ล. ยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์แทนทายาททุกคนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381ทั้งปรากฏว่าก่อนหน้านี้  ล. ได้ถูก  ป. ยื่นฟ้องในอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้นเรื่องขอแบ่งมรดก  คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  2  ว่า  ล.  ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับ  ส. กับ ป. ทายาทผู้ตาย  ต้องถือว่าครอบครองแทนทายาทของส. คำพิพากษาจึงผูกพัน  ล. และจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ  ล.  ตาม  ป.วิ.พ. มาตรา145  ต้องถือว่า  ล.  ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นอยู่เช่นเดิม  ล.  ยังคงมีหน้าที่จะต้องจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้  ดังนั้น  การจัดการมรดกยังมิได้เสร็จสิ้นจึงจะนำอายุความ5 ปี  ตาม  ป.พ.พ.  มาตรา 1733  วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้  ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

  

ถาม  การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์  หากไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนไม่บริบูรณ์  ผู้ที่ได้มาจะฟ้องบังคับให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนได้หรือไม่

  

ตอบ  ต้องพิจารณาทรัพย์สินแต่ละประเภทที่ได้มา  แต่หลักโดยทั่วไปคือฟ้องบังคับไม่ได้  หากไม่ได้มีข้อตกลงกันไว้  ก็ไม่สามารถฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนได้   แต่หากเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สามารถฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนได้   อย่างนี้ก็สามารถทำได้  เช่น  เรื่องภาระจำยอมตามมาตรา 1391  เป็นต้น

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2545

 

          จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันในวันกำหนดโอนที่ดินที่จะซื้อจะขายดังกล่าวว่า  จำเลยยินยอมที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมเพื่อให้โจทก์มีสิทธิในการใช้ถนนเข้า-ออก จากที่ดินของโจทก์ในที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิในทางภาระจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไม่สัญญาดังกล่าวจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาและเมื่อที่ดินของจำเลยต้องตกอยู่ในภาระจำยอม ภาระจำยอมดังกล่าวจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1397 หรือมาตรา 1399 เมื่อภาระจำยอมยังไม่สิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1565/2543

 

          ปัญหาว่าโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขายที่ดินส่วนที่เหลือจากที่ขายให้จำเลย (ซึ่งเป็นสามยทรัพย์) ให้บุคคลอื่นไปแล้วจะมีสิทธิฟ้องจำเลยบังคับเรื่องภาระจำยอมได้หรือไม่ เป็นปัญหาอำนาจฟ้องแม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงวินิจฉัยให้ เมื่อได้ความว่าโจทก์ที่ 4 และที่ 5 เป็นคู่สัญญากับจำเลยตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและบันทึกซึ่งกำหนดให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 4และที่ 5 โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อบังคับสิทธิตามสัญญาและบันทึกดังกล่าวได้

           จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากโจทก์ทั้งห้า โดยมีข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าในส่วนที่เหลือจากการขาย ต่อมาจำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว แต่ยังไม่จดทะเบียนภาระจำยอม แต่ได้ทำหนังสือยืนยันว่าจะจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งห้าภายหลัง จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่ดินของจำเลยจึงตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ทั้งห้า  ถาม  ป.พ.พ.มาตรา 1299 วรรคสอง  สามารถนำมาใช้บังคับกับที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง (น.ส.3ก.)  ได้หรือไม่  ตอบ  ใช้บังคับได้   แต่ก่อนหน้านี้มีฎีกาที่ 2512/2549  ตัดสินว่าใช้บังคับไม่ได้  แต่ปัจจุบันฎีกานี้ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14737/2551  แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14737/2551

 

โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อ อ. เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่ อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ล. และได้มอบการครอบครองให้แก่ ล. ถือเป็นการสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ล. ตั้งแต่ปี 2530 แล้ว อ. จึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 และเมื่อ ล. ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2536 จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น เมื่อ อ. หมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์ กับ อ. จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

  

****เน้น****

 ถาม  จำเลยเช่าตึกแถวและอาคารจากโจทก์  ต่อมาปรากฎว่าที่ดินที่โจทก์ให้จำเลยเช่านั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และนายอำเภอผู้ปกครองดูแลที่สาธารณะฟ้องขับไล่โจทก์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแต่มิได้อ้างสิทธิในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว  เมื่อจำเลยทราบจึงไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์  โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของตึกที่เช่าอีกเพราะตกเป็นของรัฐ  ตามหลักส่วนควบ  ต่อมาเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด  โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยอยู่ในที่เช่าต่อไป  โจทก์จะฟ้องขับไล่ได้หรือไม่  ตอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2523

 

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ปลูกสร้างสะพานและอาคารบนสะพานโดยมีข้อตกลงในสัญญาว่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดให้สิ่งปลูกสร้างนั้นตกเป็นของโจทก์ ครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมจำเลยได้โอนสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้วและเช่าสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อมา แม้ภายหลังปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ให้จำเลยเช่านั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และนายอำเภอผู้ปกครองดูแลที่สาธารณะฟ้องขับไล่โจทก์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแต่ก็มิได้อ้างสิทธิในสิ่งปลูกสร้างด้วยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวหาตกเป็นของรัฐไม่ โจทก์ยังมีสิทธิครอบครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง จำเลยเช่าสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ และครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากสถานที่เช่าได้

  

****เน้น****

  

ถาม  ที่ดินพิพาทเป็นตลาดนัด  ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาด จนเจ้าพนักงานเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ร้อง (แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอน) แต่จำเลยคัดค้านราคาขาย  ระหว่างการพิจารณาคำคัดค้าน  ศาลมีคำสั่งให้นำเงินค่าเช่าที่เก็บได้จากผู้ค้าแม่ค้าในตลาดมาวางศาลเป็นเงินถึง 70 ล้านบาท  ต่อมาศาลพิพากษาว่าการขายทอดตลาดที่ดินนั้นชอบแล้วคดีถึงที่สุดผู้ร้องจะมาขอรับเงินจำนวน 70 ล้านบาท  โดยอ้างว่าเป็นดอกผลโดยนิตินัยได้หรือไม่

  

ตอบ  การที่เจ้าพนักงานเคาะไม้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง  ผู้ร้องเพียงแต่ได้ไปซึ่งสิทธิในทรัพย์สินและถือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตาม มาตรา 1300  เท่านั้น  ผู้ร้องยังไม่อยู่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336  จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินค่าเช่าดังกล่าวซึ่งถือเป็นดอกผลโดยนิตินัยของทรัพย์  เพราะผู้ที่มีสิทธิได้รับดอกผล  ต้องเป็นเจ้าของแห่งทรัพย์ ตามมาตรา 1336 เท่านั้น  ผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน หามีสิทธิเช่นนั้นไม่

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4596/2539

  

ผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้ซื้อที่ดินของจำเลยจากการขายทอดตลาดจำเลยยื่นคำร้องให้ยกเลิกการขายทอดตลาดระหว่างพิจารณาคำร้องผู้คัดค้านมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีฯจัดเก็บผลประโยชน์ต่างๆในที่ดินดังกล่าวเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยผู้ร้องทั้งสามจึงได้ชำระเงินครบถ้วนภายหลังจากนั้นการขายทอดตลาดจึงเสร็จสมบูรณ์ในวันดังกล่าวเมื่อการขายทอดตลาดยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ร้องทั้งสามกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของจำเลยผู้คัดค้านจึงมีอำนาจเก็บรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายได้ผู้ร้องทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์ในที่ดินนั้น

  

***น่าสนใจ***

 

***มาตรา 1300  ไม่ใช่สิทธิของเจ้าของทรัพย์  เพราะเจ้าของทรัพย์สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 1336 ได้อยู่แล้ว  แต่ตราบใดที่ยังไม่ใช่เจ้าของทรัพย์  เป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อน  ก็ไม่สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 1336 ได้เช่นกัน****

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2868/2529

  

โจทก์กับจำเลยที่1ที่2ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และศาลพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามนั้นดังนี้โจทก์ได้แต่สิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1300หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1299วรรคสองไม่โจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืนโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่3ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1336.

  

ถาม  นำที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาให้ผู้อื่นเช่า  ภายหลังครบสัญญาผู้เช่าไม่ยอมออก  ผู้ให้เช่าจะฟ้องขับไล่ได้หรือไม่

 

ตอบ  ไม่ได้  เพราะเป็นการนำที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาให้ผู้อื่นเช่น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ  แม้ในระหว่างราษฎรด้วยกันเอง  ผู้ที่จะอ้างการครอบครองขึ้นยันบุคคลอื่นได้  ต้องเฉพาะบุคคลที่กำลังครอบครองอยู่เท่านั้น............แต่หากเป็นการนำทรัพย์สินที่ปลูกอยู่บนที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินมาให้ผู้อื่นเช่า  อย่างนี้สามารถบังคับตามสัญญาเช่าได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 182/2552

 

          ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินการเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ยึดถือครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจะหวงกันผู้อื่นได้ก็แต่ขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น การที่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยและ ส.เช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม มีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10378/2550

 

โจทก์และจำเลยซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองแก่กัน ซึ่งที่ดินดังกล่าวอยู่บนเกาะล้านอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 ที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ จึงเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

   

ถาม  ซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก  ขณะอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน  สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ  แต่หากผู้ซื้อยังคงครอบครองที่ดินต่อมา  จนพ้นระยะเวลาห้ามโอน  จะถือว่าผู้ซื้อครอบครองเพื่อตนอันจะถือว่าผู้ซื้อได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนหรือไม่

 

ตอบ แต่เดิมแนวคำพิพากษาศาลฎีกา  ถือว่าผู้ซื้อครอบครองแทนเจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ขาย  ไม่ถือว่าครอบครองเพื่อตน  แม้จะพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้วก็ตาม  แต่ปัจจุบัน  มี คำพิพากษาฎีกาที่ 12473/2553 (ประชุมใหญ่)  กลับหลักแล้ว  และต้องรับฟังเป็นยุติว่า  เป็นการครอบครองเพื่อตน

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12473/2553(ประชุมใหญ่)

 

          การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่ ป. และมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โดยมิได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ ป.จะได้ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน  ป. ไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป. ที่ดิน  มาตรา 58 ทวิแต่เมื่อ ป. และโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว  ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่า ป.  และโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9  ได้  จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10  จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 9  ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนไปจดทะเบียนจำนอง

           สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะต้องห้ามตามกฎหมายที่มิให้โอนที่ดินพิพาท การที่ ป. ได้สิทธิครอบครองในที่ดินเป็นการได้ตามผลของกฎหมายจึงหาอาจเรียกให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่  ป. ได้ไม่            ถาม  การยึดที่ดินออกขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้ที่ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการขายทอดตลาดดังกล่าว  ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ.มาตรา 1330 หรือไม่  ตอบ  ไม่ได้รับความคุ้มครอง  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2546

 

          ขณะที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดที่ดินพิพาท   จำเลยที่ 1ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำ น.ส. 3 ก.    สำหรับที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่จะถูกบังคับคดี    การยึดและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบแม้โจทก์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้โดยสุจริต      ก็ไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นไปก่อนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องเรียกโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้มาสอบถามเสียก่อน   ส่วนโจทก์จะได้รับความเสียหายอย่างไรก็สามารถไปฟ้องร้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องต่างหากได้        

  ถาม  ผู้ที่ซื้อทรัพย์ต่อจากผู้ที่ซื้อทรัพย์โดยสุจริตจากการขายทอดตลาด  จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1330 หรือไม่  ตอบ  ได้รับความคุ้มครอง เพราะถือเป็นผู้สืบสิทธิของผู้ซื้อโดยสุจริตคนแรก  แม้ผู้ซื้อต่อมานั้นจะไม่สุจริตก็ตาม  ( ฎ.13846/2553 )  ....หาไม่เจอ  ครับ  ***น่าสนใจมาก****  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740-3741/2542

 

          การเอาทรัพย์สินมาลงหุ้นของโจทก์และจำเลยทั้งสองนั้นมิได้เอาทรัพย์สินมาเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วน เป็นแต่เพียงเอามาให้ใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน จำเลยทั้งสองและโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา1361 วรรคหนึ่ง ที่แต่ละคนสามารถจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนองหรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ ฉะนั้นการที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยจำหน่ายเฉพาะส่วนของตนจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เพราะการเป็นหุ้นส่วนต้องเกิดขึ้นโดยความตกลงระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วย เมื่อโจทก์ยังมิได้ตกลงให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยทั้งสองเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ผู้รับโอนก็หากลายเป็นหุ้นส่วนไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการผิดสัญญาหุ้นส่วน

  

ถาม  เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม  ทำสัญญาขายที่ดินโดยระบุจำนวนเนื้อที่  และระบุทิศทางของที่ที่จะขาย  จะถือเป็นการขายเฉพาะส่วนที่เจ้าของรวมคนหนึ่งสามารถทำได้ตามมาตรา 1361 วรรคหนึงหรือไม่

  ตอบ  การที่เจ้าของรวมขายที่ดินโดยระบุจำนวนเนื้อที่และทิศทางที่จะขาย  ถือเป็นการก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ตัวทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม  จึงถือเป็นการจำหน่ายตัวทรัพย์  หาใช่จำหน่ายเฉพาะส่วนของตนไม่ ดังนั้นเมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมหมดทุกคน  การขายจึงไม่บริบูรณ์และไม่ผูกพันเจ้าของรวมคนอื่น ตามมาตรา 1361 วรรคสอง  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5492/2548

 

          ที่ดินมีโฉนดซึ่ง ด. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ล. บิดาจำเลยทั้งสอง เมื่อที่ดินดังกล่าวมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าส่วนของใครอยู่ตอนไหนและมีเนื้อที่เท่าใด ด. และ ล. ผู้มีชื่อในโฉนดซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจึงยังเป็นเจ้าของรวมอยู่ตามส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์ การที่โจทก์ ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับ ด. โดยระบุ เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการซื้อขายตัวทรัพย์ซึ่งมิใช่เป็นการขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของ ด. จะกระทำได้ก็แต่ความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน การที่ ด. เอาตัวทรัพย์มาทำสัญญาจะขายแก่โจทก์ โดย ล. เจ้าของรวมมิได้ยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพัน ล. เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนมรดกจาก ล. จึงถือว่าโจทก์ และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วนและมีส่วนในที่ดินพิพาททั้งแปลงเท่ากัน โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินโดยให้โจทก์ได้ที่ดินทางด้านทิศเหนือและจำเลยทั้งสองได้ที่ดินด้านทิศใต้หาได้ไม่

  

โดย  นายกฤต 21

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 12 November 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๑๔๘๒/๒๕๕๕ (ม.๕) > โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  11482/2555  แม้ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดหากจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานจะมีผลบังคับได้ แต่หลังจากจำเลยลาออกแล้วโจทก์ก็ยังรับผ่อนชำระเงินกู้จากจำเลยมาตลอดโดยจำเลยไม่เคยผิดนัด แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดด้วยเหตุจำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์โดยปริยาย นอกจากนั้นการกู้เงินของจำเลยเป็นการกู้เงินสวัสดิการของพนักงานเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่ดินพร้อมบ้านจำนองเป็นประกัน ซึ่งหากจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียหายอยู่แล้ว การลาออกของจำเลยก็มิได้เกิดจากการกระทำผิดหรือกระทำโดยมิชอบของจำเลย แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยลาออกเอง ทั้งหลังจากลาออกแล้วจำเลยยังมีรายได้เพียงพอแก่การผ่อนชำระเงินกู้อีก ดังนั้น ที่โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็รับการผ่อนชำระของจำเลยไปเรื่อยๆ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตน บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตอันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๓๒/๒๕๕๔ (ม.๕) > จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1032/2554  โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมา สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มีระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้สามีโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อบิดาสามีโจทก์ถือแทน ดังนี้ ขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาโจทก์ฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๘๓๒/๒๕๕๓ (ม.๑(๓)) > เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑ (๓) กรณีต้องนำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  6832/2553  เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ ป.วิ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 176 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยถอนคำฟ้องอุทธรณ์ ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เลย ดังนี้ เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงตกกลับคืนสู่จำเลยผู้เป็นเจ้าของ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยและผู้ร้องโดยเฉพาะ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๙๕๗๔/๒๕๕๑ (ม.๑(๓)) > การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  9574/2551  ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ... การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง  ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) ดังนั้นปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของ ป. หรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของ ป. อย่างไร ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๓๖ (ม.๒(๒)) > เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาแล้วจะให้การอย่างไรหรือไม่ก็ได้... icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  144/2536  เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว จำเลยจะให้การเท็จจริงอย่างไรหรือไม่ให้การอะไรก็ได้ ไม่มีกฎหมายใดบังคับดังนั้น โจทก์จะอ้างคำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยได้ปฏิเสธ ให้เห็นว่าคำเบิกความชั้นศาลของจำเลยเป็นความจริงมาใช้ประกอบเพื่อให้ฟังว่าข้อความที่จำเลยให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จหาได้

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๓๔๑/๒๕๐๙ (ม.๒(๒)) > เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1341/2509  เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 พนักงานสอบสวนจะบังคับให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำใดๆไม่ได้และมาตรา 135 ก็บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนล่อลวงหรือขู่เข็ญผู้ต้องหาให้ให้การอีกด้วย

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๒๕/๒๕๐๘ (ม.๒(๒)) > ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหา จำเลยหามีความ. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  225/2508  ร้อยตำรวจตรีกมลกับพวกจับกุมจำเลยในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ และค้นตัวจำเลยได้บัตรรับฝากรถจักรยานและกระดาษฟุลสแก๊ปมีเขียนเลข 2 ฉบับ จำเลยแจ้งว่าเป็นสลากกินรวบซื้อมาจากโจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหาจำเลยหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๔ (ม.๓๒) > อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้า... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  2171/2554  เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.อ. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๘๑๕/๒๕๕๓ (ม.๓๒) > ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตหาทำให้ซองกระสุนปืนและ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  8815/2553  เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบและไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 พิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๔๘ (ม.๓๒) > รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารเพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้น... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  671/2548  รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

 
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าแพ่ง (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘, ๑๓๗๕) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ แพ่ง
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายแสงมีที่ดินอยู่ติดกับแม่น้ำ  ที่ดินนี้มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ต่อมาที่ดินนั้นเกิดที่งอกริมตลิ่ง นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่ดินที่งอกนี้ หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน  นายแสงแจ้งให้นายเริ่มออกไปจากที่ดิน  แต่นายเริ่มไม่ยอมออก อ้างว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  นายแสงรออยู่อีก ๒ ปี จึงฟ้องขับไล่นายเริ่ม  นายเริ่มต่อสู้ว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายแสงไม่มีอำนาจฟ้อง  แต่อย่างไรก็ตามนายแสงฟ้องคดีเกิน ๑ ปีแล้ว จึงหมดสิทธิฟ้อง

 

          ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเริ่มฟังได้หรือไม่

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ที่งอกริมตลิ่งเกิดจากที่ดินของนายแสง จะเป็นทรัพย์สินของนายแสง หรือ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ?  และเมื่อที่ดินของนายแสงมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่งอกริ่มตลิ่งจะเป็นสิทธิครอบครอง หรือ เป็นกรรมสิทธิ์ ? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘)

 

๒.       การที่นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่งอกริมตลิ่ง ถือว่านายเริ่มยึดถือที่ดินนั้นไว้แทนนายแสง หรือไม่? และการที่นายเริ่มไม่ยอมออกไปจากที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการแย่งการครอบครอง หรือไม่? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕)

 

๓.       นายแสงฟ้องขับไล่นายเริ่มเกิน ๑ ปี จะต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕ หรือไม่? และข้อต่อสู้ของนายเริ่มรับฟังได้ หรือไม่?

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.แพ่ง (ป.วิ.พ.มาตรา ๑(๕), ๑๘, ๒๔, ๒๒๖, ๒๒๗, ๒๒๘) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้ทำละเมิดและคำฟ้องเคลือบคลุม โดยได้ระบุข้อความที่อ้างว่าเคลือบคลุมมาในคำให้การด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดแต่ได้ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเพราะตนป่วยไม่สามารถติดต่อทนายได้ ศาลไต่สวนคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง ก่อนสืบพยานนัดแรก จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าคำฟ้องเคลือบคลุม ศาลมีคำสั่งว่าไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ จึงอุทธรณ์คำสั่งนี้ทันที และจำเลยที่ ๒ ก็อุทธรณ์คำสั่งศาลที่สั่งยกคำร้องขอยื่นคำให้การทันทีเช่นกัน

 

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาได้ หรือไม่?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        คำสั่งของศาลที่สั่งว่า คำฟ้องไม่เคลือบคลุม เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๒๗ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๒.       คำสั่งของศาลที่ ยกคำร้องขอยื่นคำให้การ เป็นคำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒๘ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๓.       การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องทำอย่างไร ? (ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๖ (๑) (๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.อาญา (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘, ๑๖๒(๑)(๒), ป.วิ.อ. ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ ว.๒(๑)) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

นายเอกยื่นฟ้องนายโทกล่าวหาว่าลักทรัพย์แหวน ๑ วง ราคา ๑,๓๐๐ บาท ของนายเอก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันต่อศาลนั้นไว้แล้ว ศาลได้เรียกสอบพนักงานอัยการคดีดังกล่าว พนักงานอัยการแถลงคัดค้านว่ากรณีจะทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง

 

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะสั่งคดีของนายเอก อย่างไร?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว จะตัดสิทธินายเอกผู้เสียหายมิให้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันอีก หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘)

 

๒.       การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว นายเอกผู้เสียหายยื่นฟ้องนายโทอีก เป็นฟ้องซ้อน หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑))

 

๓.       เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทไว้ต่อศาลเดียวกันแล้ว ศาลจะไม่ไต่สวนมูลฟ้องของนายเอกได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๒ (๑)(๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าอาญา (ป.อ.มาตรา ๘๐, ๒๙๕, ๒๙๗, ๓๙๑) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ อาญา
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายสิงห์ได้ทราบว่านายสาชอบแอบดูบุตรสาวของนายสิงห์อาบน้ำ  จึงประสงค์จะใช้มีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  เมื่อนายสิงห์เดินเข้าไปใกล้นายสาห่างประมาณครึ่งเมตรได้ใช้มีดดังกล่าวแทงไปที่ตาของนายสาแต่ไม่ถูก ปลายมีดเฉี่ยวโหนกแก้มของนายสาเป็นผลให้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มถลอกเล็กน้อย

 

ดังนี้ นายสิงห์จะมีความผิดอาญาฐานใด

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ตาบอดเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ หรือไม่?

 

๒.       การที่นายสิงห์มีเจตนาใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  แต่นายสาตาไม่บอด นายสิงห์จะมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือไม่?

 

๓.       เมื่อผลของการกระทำของนายสิงห์ไม่ทำให้นายสาตาบอด  แต่มีผลทำให้โหนกแก้มของนายสาผิวหนังถลอกเล็กน้อย  นายสิงห์จะมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือ มีความผิดสำเร็จตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ?

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 06 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ขอให้บังคับคดีภายใน๑๐ปีจะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินตาม ป.วิ.พ.๒๘๗ หรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมิได้ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๘๑ จะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ หรือไม่?

  

คำตอบ

 

ไม่มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการที่ผู้ร้องไปดำเนินการเพียงขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ยังถือไม่ได้ว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ และไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-ฟ้องว่ายักยอกเงินผู้เสียหาย ได้ความว่าฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.๑๙๒ ว.๒) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ หรือไม่? และจะสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง)

  

คำตอบ

 

ศาลลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถามตัวบท-คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒)) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมายที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย วิ.แพ่ง
Saturday, 02 March 2013

คำถาม

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒))

  

คำตอบ

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙ (๑)(๒)

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 09 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ข้อมูลเพิ่มเติม...