ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.68-community-log
เวลา : 14:55
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 297
จำนวนข่าวสาร : 16846
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 31357996
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 454 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • std030557


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014

ฉบับท่องไปสอบแพ่ง สมัย ๖๗

ทีมงานจะทยอยอัพเดทให้ตั้งแต่ วันอังคารที่ ๓๐ ก.ย. ๕๗

ขอให้สมาชิกเข้ามาติดตามอ่านได้นะครับ

ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้

แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบเนติ ศาล อัยการ ควรอ่านก่อนลงสนามสอบ

ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา

ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา

จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ

แยกรายข้อ ตามขอบเขตข้อสอบเนติบัณฑิต ครอบคลุมกฎหมายพิเศษทั้งหมด

จัดทำทุกสมัยอ่านย้อนหลังได้ สมัยล่าสุดจะอัพเดทให้อ่านก่อนสอบเนติ ๑ สัปดาห์

อนึ่ง ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด

สนใจอ่านเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ รายละเอียดดูได้ที่เมนู "เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก STD"

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 29 September 2014 )
กำหนดวันเวลาสถานที่สอบเนติฯ สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง สอบวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ก.ย. ๕๗ และวันอาทิตย์ที่ ๕ ต.ค. ๕๗ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Friday, 19 September 2014

สวัสดี เช้าวันศุกร์  วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗

 

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

 

สำหรับเพื่อนสมาชิกที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง ถ้าดูหนังสือไม่ทันจริงๆ ทีมงานขอแนะนำให้ท่านอ่าน เอกสารฉบับท่องไปสอบแพ่ง และฉบับท่องไปสอบอาญาของสมัย ๖๖ และสมัยก่อนๆ ซึ่งทีมงานได้รวบรวมมาตราสำคัญ ฎีกาสำคัญ พร้อมทั้งประเด็นเงื่อนแง่ข้อกฎหมายที่น่าสนใจ โดยทำในรูปแบบ ถาม - ตอบ สั้นๆ กะทัดรัด พร้อมมีฎีกาอ้างอิง ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่น่าสนใจแต่ยังไม่ได้รับการคัดเลือกนำมาออกข้อสอบ อาจมีหลุดออกมาสมัยนี้ก็เป็นได้

 

อนึ่ง สำหรับเอกสาร ฉบับท่องไปสอบแพ่ง และฉบับท่องไปสอบอาญา ของสมัย ๖๗ นี้ ทีมงานจะทยอยอัพเดทให้เพื่อนๆ สมาชิกได้ติดตามอ่านตั้งแต่ วันจันทร์ที่ ๒๒ ก.ย. ๒๕๕๗ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้ทบทวน สร้างความพร้อมก่อนเข้าห้องสอบ ท้ายนี้ก็ขอให้เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านโชคดีกับการสอบในครั้งนี้

 

รายละเอียดสถานที่สอบและผังสอบ เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

แผนผังแสดงสนามสอบและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1/67 ปีการศึกษา 2557  (คลิก)   //สอบถามรายละเอียดโทร. 0-2887-6835 หรือ 0-2887-6801-7 ต่อ 405 [10-09-2557]  

 

 

ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=home

  

With a stout heart, a mouse can lift an elephant. (Tibetan) : จิตใจที่แข็งแรงสามารถชนะอุปสรรคทั้งมวล

  

บรรณาธิการเว็บไซต์

   
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 19 September 2014 )
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : เจตนา !!! “การกระทำโดยเจตนาพลาด” นั้น สำคัญไฉน ...? โดย-ลอว์ กอ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Tuesday, 05 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

เจตนา !!! การกระทำโดยเจตนาพลาด นั้น สำคัญไฉน ...?

  

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง การกระทำโดยเจตนาพลาด ตัวบท ป.อ.มาตรา ๖๐ คงต้องวิ่งพล่านเข้าสู่เส้นปราสาทสมองในส่วนที่ทำหน้าที่จดจำผุดขึ้นมาทันทีทันใดว่า การกระทำโดยเจตนาพลาด คือ เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง โดยพลาดไป ให้ถือว่ากระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น... อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้กระทำต้องกระทำโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่ออีกคนหนึ่ง แต่ผลร้ายกลับไปเกิดกับบุคคลดังกล่าวด้วย กฎหมายบังคับให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลร้ายนั้นด้วย  เช่น

 

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ ๒ ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ ๒ ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๒ และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ ๓ ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ เช่นเดียวกันตาม ป.อ มาตรา ๖๐ แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ ด้วย (ฎีกาที่ ๘๙๕/๒๕๕๓)

 

แต่ถ้ามีเจตนาประสงค์ต่อผลต่อคนแรก และเจตนาเล็งเห็นผลต่อคนที่สอง เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด และจะอ้างบันดาลโทสะก็ไม่ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ (ฎีกาที่ ๒๘๖๕/๒๕๕๓)

 

ถ้ากระทำต่อคนแรกโดยประมาท แม้ผลไปเกิดกับอีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ก็ไม่ใช่เรื่องการกระทำโดยเจตนาพลาด เพราะพลาดต้องสืบเนื่องมาจากการกระทำโดยเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลต่อคนแรกเท่านั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยใช้ด้ามปืนตีศีรษะ ว. แตกเลือดไหลแล้วกระสุนปืนลั่นไปถูก ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บ จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ว. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้ปืนยิงเพื่อฆ่าหรือทำร้าย ว.กรณีจึงมิใช่เป็นการที่จำเลยมีเจตนากระทำต่อ ว. แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ด.และ ส. โดยพลาด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๒๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ อย่างไรก็ตามเมื่อการที่กระสุนปืนลั่นเป็นผลให้ ด.ตายและส. ได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเพราะความประมาทของจำเลยในการใช้ปืนตี ว.จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ (ฎีกาที่ ๙๑๗/๒๕๓๐)

 

มีหลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่มีในตัวบทแต่เป็นแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาล้วนๆ คือ การกระทำโดยเจตนาพลาด หากผู้กระทำมีสิทธิที่จะอ้างเหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุบรรเทาโทษ ต่อคนแรกแล้ว ย่อมอ้างต่อบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๙ (๔) ด้วย ถ้ามีข้อสอบออกมาก็อย่าลืมปรับบทฟันธงในเรื่องเหล่านี้ด้วยมิฉะนั้นอาจตายน้ำตื่นได้ครับ ขอสรุปสั้นๆ เป็นหลักการให้ง่ายต่อการจดจำ ดังนี้

 

การกระทำที่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๖๘ ไม่ว่าจะพอสมควรแก่เหตุหรือเกินสมควรแก่เหตุ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๑๖, ๘๕๓๔/๒๕๔๔, ๑๙๐/๒๕๓๑, ๘๙๒/๒๕๑๕, ๑๔๒๘/๒๕๒๐)

 

การกระทำโดยบันดาลโทสะต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๗๒ สามารถกล่าวอ้างกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายได้ (ฎีกาที่ ๑๖๘๒/๒๕๐๙)

 

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตา ๒๘๙ (๔) เจตนาที่โอนไปก็ย่อมเป็นไตร่ตรองเช่นกัน (ฎีกาที่ ๒๘๓๒/๒๕๓๘, ๓๐๗/๒๕๒๗)

 

การกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายต่อคนแรกตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ แต่ได้พลาดไปถูกผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็ต้องรับผิดในผลแห่งความตายด้วย ผิด ป.อ. มาตรา ๒๙๐ (ฎีกาที่ ๔๔๗/๒๕๑๐) 

  

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน อาจจะอ่านแล้วงงๆ ไปหน่อย แต่ก็ขอให้ลองอ่านทบทวนหลายๆ รอบ แล้วท่านจะเห็นทางสว่าง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสดงตะวัน อ่านแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หากินได้ทุกสนามครับผม !!!!!!

  

บทส่งท้าย : คุ้มค่าทุกนาที หากเปลี่ยนจากดูทีวี เป็นอ่านหนังสือ

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย : เรื่อง น้ำหนักของพยานแต่ละชนิด โดย-เท่านั้นเอง icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย (เท่านั้นเอง)
Monday, 29 September 2014

คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย

 

เรื่อง  น้ำหนักของพยานแต่ละชนิด

  

๑.พยานคู่-พยานเดี่ยว

 

          ในคดีอาญา  ประจักษ์พยานเป็นเป็นพยานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย  โดยปกติโจทก์จะพยายามหาประจักษ์พยาน    คน  ซึ่งเรียกว่าพยานคู่มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาล  เพราะการที่พยาน    คนเบิกความเห็นเหตุการณ์ตรงกัน  ย่อมทำให้น่าเชื่อถือว่าพยานเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์จริงและไม่ผิดพลาด  ตามเหตุผลธรรมดาที่ว่าคนโกหก    คนน่าจะโกหกไม่ตรงกัน  หากพยานคู่ไม่เบิกความตามความเป็นจริง  ก็อาจถูกทนายความของจำเลยถามค้านให้แตกกันได้  หากโจทก์มีพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวหรือที่เรียกว่าพยานเดี่ยว  แม้พยานเบิกความไม่จริงทนายฝ่ายจำเลยก็ไม่อาจซักค้านให้พยานแตกกันดังพยานคู่ได้        

 

            ๒.พยานเบิกความลอย

 

          พยานบุคคลที่เบิกความโดยไม่มีเหตุผล  และมักจะเบิกความสั้น ๆ  ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ  ย่อมทำให้ไม่น่าเชื่อถือพยานเช่นนี้ศาลมักจะไม่เชื่อโดยกล่าวว่าพยานเบิกความลอย ๆ  ไม่น่าเชื่อถือ

 

            คำพิพากษาฎีกาที่  ๙๑๙๘/๒๕๕๔  ป.วิ.พ.  มาตรา  ๑๒๗  บัญญัติว่า  เอกสารมหาชนซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรองหรือสำเนาอันถูกต้องแห่งเอกสารนั้น  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของที่แท้จริงและถูกต้องดังนั้น  แม้ผู้คัดค้านจะมีใบจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาแสดงก็ตามแต่มีสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่มีความเกี่ยวข้องและสามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้มาแสดง  จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน  ต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องของเอกสาร  แต่ผู้ร้องคงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ  และไม่ได้โต้แย้งว่าสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวไม่ถูกต้องทั้งเบิกความว่า  ไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายเคยจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่  เมื่อชั่งน้ำหนักคำพยานของผู้คัดค้านและผู้ร้องแล้ว  จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมแล้วตามข้อความที่ปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้าน 

 

๓.พยานบอกเล่า

 

          ในคดีแพ่งเป็นตาม  ป.วิ.พ.  มาตรา  ๑๐๔  วรรคสอง  กำหนดว่าในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าว่าจะมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือได้หรือไม่  ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง  โดยคำนึงถึงสภาพ  ลักษณะและแหล่งที่มาของพยานบอกเล่านั้นด้วย

 

 ในคดีอาญาเป็นไปตาม  ป.วิ.อ.  มาตรา  ๒๒๗/๑  วรรคหนึ่ง  ที่บัญญัติให้ศาลกระทำด้วยความระมัดระวัง  และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย  เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น  มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี  หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน

 

            ๔.ประจักษ์พยาน-พยานแวดล้อมกรณี

 

          มักเข้าใจกันว่า  คดีอาญาหากโจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน  ศาลจะไม่ลงโทษจำเลยซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะมีคดีสำคัญหลายคดีที่ศาลลงโทษจำเลยโดยไม่มีประจักษ์พยาน  แต่โจทก์มีพยานแวดล้อมกรณีแน่นหนาเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด

 

          คำพิพากษาฎีกาที่๗๕๓/๒๕๔๕  แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะจำเลยทั้งสองลักทรัพย์ของผู้เสียหายก็ตาม  แต่หลังเกิดเหตุไม่นานเจ้าพนักงานตามไปจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหาย  ทั้งยังยึดเศษปลาที่อยู่ในกระทะ  ซึ่งเมื่อตรวจพิสูจน์แล้วพบว่ามีสารพิษชนิดเม็ทโธมิลติดอยู่และเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่ติดอยู่กับเศษปลาทอดในปากสุนัขของผู้เสียหายที่ตาย  อันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำอาหารผสมสารพิษดังกล่าวเบื่อสุนัขในบ้านของผู้เสียหาย  เพื่อความสะดวกแก่การเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย  ทั้งในชั้นจับกุมทั้งสองก็ให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ทันที  พยานหลักฐานของโจทก์มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงสอดคล้องและใกล้ชิดกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาตลอดจึงบ่งชี้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป

 

          ถ้าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน  และพยานแวดล้อมกรณีไม่หนักแน่น  พยานหลักฐานของโจทก์ก็จะไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้  ยิ่งกรณีของคดีมีโทษหนัก  ศาลย่อมต้องพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์มากยิ่งขึ้น

 

           คำพิพากษาฎีกาที่  ๔๘/๒๕๓๘  คดีอุฉกรรจ์มีโทษหนักถึงประหารชีวิต  พยานหลักฐานโจทก์จะต้องชัดแจ้งหนักแน่นมั่นคงโดยไม่มีข้อตำหนิใดๆ  ให้เป็นที่ประจักษ์ได้เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานคงมีแต่พยานเหตุผลแวดล้อมกรณีซึ่งเบิกความไม่น่าเชื่อถือประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมานับตั้งแต่ต้นคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง

 

            ๕.พยานบุคคล-พยานเอกสาร-พยานวัตถุ

 

          ไม่อาจกล่าวเป็นการทั่วไปได้ว่า  ระหว่างพยานบุคคล  พยานเอกสารและพยานวัตถุ  พยานชนิดไหนจะมีน้ำหนักดีกว่ากัน  และหากพยานหลักฐานเหล่านี้ขัดแย้งกันศาลจะเชื่อพยานชนิดไหน  เพราะว่าพยานหลักฐานใดจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด  ย่อมขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของพยานนั้นเอง  หาได้ขึ้นอยู่กับชนิดของพยานหลักฐานไม่  แต่อาจกล่าวได้ว่าในคดีอาญา  ศาลมักจะฟังพยานบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งประจักษ์พยานเป็นสำคัญ  โจทก์คงไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้  ด้วยการนำสืบเฉพาะพยานเอกสารและพยานวัตถุโดยไม่สืบพยานบุคคลเลย  และอาจกล่าวได้ว่า  ในทางกลับกันในคดีแพ่งหากมีพยานเอกสาร  ศาลมักจะฟังพยานเอกสารเป็นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกสารที่คู่ความตกลงทำขึ้นด้วยกันหรือการอ้างเอกสารมายันคู่ความฝ่ายที่ทำเอกสารนั้น  นอกจากนั้นในบางกรณีคู่ความอาจถูกปิดปากมิให้โต้แย้งเอกสารบางอย่างด้วย  เอกสารซึ่งเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารทางราชการย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าได้มีการบันทึกไว้ตามความเป็นจริง

 

          พยานบุคคลมีจุดอ่อนในแง่ที่ว่าพยานอาจเบิกความกลับไปกลับมา  พยานอาจกลับคำ  หรืออาจถูกจูงใจให้เบิกความไม่ตรงกับความจริงได้  และอาจมีข้อบกพร่องในการรับรู้  การจดจำ  หรือการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่ได้พบเห็น  อาจมีสิ่งแวดล้อมมารบกวนขัดขวางการรับรู้  การจดจำและการถ่ายทอดเหตุการณ์ของพยานบุคคลก็ได้  แต่พยานเอกสารและพยานวัตถุก็อาจมีการปลอมแปลงหรือแก้ไขให้ผิดไปจากความจริงได้  พยานเอกสารทำขึ้นด้วยความเข้าใจผิดหรือถูกบังคับก็ได้

   

“เท่านั้นเอง”

 
จับหลักชนฎีกา : ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท โดย-นายสิบหก มีนา icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : จับหลักชนฎีกา (นายสิบหก มีนา)
Monday, 29 September 2014

จับหลักชนฎีกา

 

ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงหม้โดยประมาท

  

            ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225 ซึ่งความผิดฐานนี้คล้ายกับความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุได้ๆที่บัญญัติไว้ในมาตรา 220 แต่ก็มีความต่างกันคือ ความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทขณะเพลิงไหม้ยังไม่ถึงกับน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแต่เพราะการไม่ดูแลดับไฟให้ดีไฟจึงลามไปไหม้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ส่วนการทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุได้ๆนั้นขณะเพลิงไหม้นั้นมีลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นหรือทรัพย์สิของผู้อื่นแล้ว

 

          คำพิพากษาที่เกี่ยวกับการทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท เช่น

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/25260 แม้ก่อนจะจุดไฟเผาสวนของจำเลย จำเลยได้ถากถางต้นไม้เพื่อกันไฟมิให้ลุกลามติดสวนของผู้อื่น และไฟที่จำเลยจุดมิได้ลุกลามไปติดสวนของผู้เสียหายในทันทีก็ตามแต่การที่จำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูและดับไฟที่จำเลยจุดเผาสวนไว้ก่อนเกิดเหตุ 3-4 วันให้หมดปล่อยไว้ให้ติดคุขอนไม้จนเป็นเหตุให้ลุกลามไปไหม้ทรัพย์สินของผู้เสียหายจำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225

 

          ***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2529 จำเลยจุดไฟเมื่อเวลาประมาณ 10.00นาฬิกาแต่เพลิงได้ลามไปไหม้บ้านบุคคลอื่นซึ่งปลูกอยู่ใกล้เคียงกันตอนบ่าย 3 โมงระยะเวลาห่างกันหลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นแต่เป็นเรื่องที่จำเลยตั้งอยู่ในความประมาทไม่คอยควบคุมดูแลให้เพลิงลุกไหม้อยู่ภายในขอบเขตที่จำกัดเพลิงจึงได้ลามเข้าไปยังนาข้างเคียงและก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ.มาตรา 220 ดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรานี้อันเป็นบทหนักได้การกระทำของจำเลยเป็นเรื่องขาดความระมัดระวังจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นความผิดตามมาตรา 225

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2539 พยานโจทก์เบิกความประกอบกันรับฟังได้ว่าลูกจ้างของจำเลยจุดไฟเผากองไม้ในที่ดินของจำเลยโดยจำเลยยืนสั่งการกำกับการเผาอยู่อย่างใกล้ชิดถือว่าจำเลยร่วมจุดไฟเผากองไม้ด้วยเมื่อไม่อาจกันไม่ให้ไฟลุกลามไปติดที่ข้างเคียงได้เป็นเหตุให้ไฟลุกลามไหม้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมทั้งสี่จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225(อ.เกียรขจรเห็นว่าน่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 220)

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2534 จำเลยและ ส.จุดไฟเผาหญ้าในสวนของตน โดยจุดแล้วดับในร่องสวนทีละร่องไล่กันไปจนถึงร่องที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยกลับไปก่อนปล่อยให้ ส.กับ ต. ช่วยกันดับไฟที่จุดแล้วไม่ปรากฏว่าการดับไฟที่เหลืออยู่นั้นเกินกำลังของ ส.และ ต. ที่จะช่วยกันดับได้การที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นภายหลังลุกลามไหม้สวนข้างเคียงเสียหายเกิดจากความประมาทของ ส. ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในการดับไฟ หาใช่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยไม่จำเลยจึงไม่มีความผิด

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2531 จำเลยทั้งสองจุดไฟเผาไม้ในที่ดินของตนจนน่าจะเป็นอันตรายแก่สวนยางพาราของผู้อื่น กับมิได้เตรียมป้องกันมิให้เพลิงลุกลามไปไหม้สวนยางพาราข้างเคียง เพียงใช้ไม้ตีไฟให้ดับเท่านั้น ไม่เป็นการระมัดระวังอย่างเพียงพอเมื่อดับไฟไม่ได้และไฟได้ลุกลามไปไหม้สวนยางพาราของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 วรรคแรก และ 225เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท   

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2530 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลักน้ำมันที่ปั๊มผู้เสียหายโดยใช้สายไฟต่อขั้วแบตเตอรี่กับเครื่องปั๊มดูดน้ำมันจากถังใต้ดินมาใส่ถังในรถยนต์ เมื่อดูดน้ำมันได้ 4 ถังแล้วจำเลยที่ 2 ดึงสายไฟจากขั้วแบตเตอรี่ให้ปั๊มติ๊กหยุดทำงานเพื่อจะเปลี่ยนสายยางไปใส่ถังที่ 5 ทำให้เกิดประกายไฟเป็นเหตุให้เพลิงไหม้ดังนี้พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมาลักทรัพย์โดยวิธีการเช่นนี้ทำให้เกิดไอระเหยของน้ำมันกระจายอยู่ในบริเวณนั้นง่ายต่อการเกิดเพลิงไหม้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท เพราะแบตเตอรี่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและน้ำมันเป็นวัตถุที่ติดไฟได้ง่าย เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นเนื่องจากวิธีการในการลักทรัพย์ของจำเลยทั้งสองซึ่งกระทำด้วยความประมาท ต้องถือว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำของจำเลยทุกคนที่ร่วมกันลักทรัพย์ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 3 จะมิได้เป็นผู้ถอดสายไฟจากขั้วแบตเตอรี่ก็ต้องฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องมีความผิดฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท

          

นายสิบหก มีนา

 
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง การเปรียบเทียบมาตรา ๑๓๙ ๓๐๙ และ ๓๓๗ ประมวลกฎหมายอาญา โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Monday, 29 September 2014

เกร็ดกฎหมายน่ารู้

 

เรื่อง  การเปรียบเทียบมาตรา ๑๓๙ ๓๐๙ และ ๓๓๗ ประมวลกฎหมายอาญา

  

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ วันนี้ PIGLET จะขอนำเสนอในรูปแบบการเปรียบเทียบเพื่อง่ายแก่การจดจำ

         ก่อนอื่นเลยเราจะต้องหา KEYWORD เพื่อเป็นการจัดหมวดหมู่มาตราในการท่องเสียก่อนแล้วจึงค่อยนำมาตราที่มีKEYWORD เดียวกันมาเปรียบเทียบเพื่อง่ายแก่การจดจำ คราวนี้ PIGLETจะลองยกตัวอย่างมาตรา ๑๓๙ ๓๐๙ และมาตรา ๓๓๗ ให้เพื่อนได้ดูก่อนค่ะ เริ่มด้วยการหาKEYWORDก่อน                ซึ่ง KEYWORD ของมาตราทั้งสามนี้คือคำว่าข่มขืนใจ เพื่อน ๆ จะสังเกตเห็นได้ว่าทั้งสามมาตรานี้จะมีคำว่าข่มขืนใจเหมือนกันทั้งสามมาตรา ต่อมาเราก็จะนำมาตราทั้งสามมาเปรียบเทียบกันหาความเหมือนและความแตกต่างเพื่อง่ายแก่การจดจำเนื้อหาและองค์ประกอบของมาตราทั้งสาม

 

มาตรา ๑๓๙ ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๓๐๙ วรรค ๑ ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง         หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น         หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๓๓๗ วรรค ๑ ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

องค์ประกอบที่สำคัญของมาตรา ๑๓๙ มีดังต่อไปนี้

 

๑.ผู้ใด หมายถึงบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล

 

๒.ข่มขืนใจ (KEYWORD) หมายถึง การทำให้กลัวซึ่งอาจใช้กิริยา ท่าทาง คำพูด เขียนหรือแม้จะไม่คิดจะทำอันตรายตามที่ขู่ก็ตามก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

 

๓.เจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ หมายถึง การข่มขืนใจดังกล่าวจะต้องเป็นการทำให้เจ้าพนักงานผู้ซึ่งกระทำการตามหน้าที่นั้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ          หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพราะกลัวจะเกิดอันตรายเพราะการข่มขืนใจเช่นว่านั้น

 

๔.โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หมายถึง การข่มขืนใจนั้นจะต้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย หรือจะเป็นการใช้คำพูดขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายความผิดก็สำเร็จแล้ว          ซึ่งคำว่าใช้กำลังประทุษร้ายนั้นมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑(๖) หมายความว่า      ทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด         และให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถ      ขัดขืนได้ ไม่ว่าจะโดยใช้ยาทำให้มึนเมา สะกดจิต หรือใช้วิธีอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน

 

จากองค์ประกอบมาตราของมาตรา ๑๓๙ เราจะเห็นได้ว่ามาตรา ๓๐๙ และมาตรา ๓๓๗                   จะมีองค์ประกอบของมาตราที่คล้ายคลึงกัน คือ มีผู้ใด / มีการข่มขืนใจ/มีการใช้กำลังประทุษร้าย        หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แต่จะมีข้อแตกต่างที่เปรียบเทียบได้ คือ มาตรา ๑๓๙ จะเป็นเรื่องการข่มขืนใจเจ้าพนักงาน มาตรา ๓๐๙ เป็นการข่มขืนใจบุคคลทั่วไป ถ้าเป็นมาตรา ๓๓๗ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการข่มขืนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพย์ เพื่อน ๆ จะเห็นได้ว่าหากเรารู้จักหา KEYWORD             และจัดหมวดหมู่มาตราให้เป็นระบบก็จะง่ายแก่การจดจำการเรียนกฎหมายก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ก่อนจากกัน PIGLET ขอฝากฎีกาที่น่าสนใจไว้สัก ๔-๕ ฎีกา แต่เพื่อน ๆ จะต้องศึกษาฎีกาเพิ่มเติม     ให้มากกว่านี้ด้วยนะค่ะจะได้ทำสอบได้คะแนนดีกันค่ะ พบกันคราวหน้า BYE

 

ฎีกาที่น่าสนใจ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๖/๒๕๓๐


ตำรวจจะเข้าจับกุมเจ้าของรถเข็นในข้อหานำรถที่ไม่ได้เสียภาษีมาใช้ในทางและกีด ขวางทางจราจร จำเลยพูดว่า 'ถ้าจับมีเรื่องแน่' พร้อมกับชี้มือในลักษณะของการข่มขู่ และพวกจำเลยประมาณ ๓๐-๔๐ คนได้เดินเข้าไปหาตำรวจ ทำให้ตำรวจกลัวว่าจำเลยและพวกจะทำร้ายจึงพากันถอยออกไป การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะข่มขืนใจไม่ให้ เจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๙ และเมื่อการกระทำต้องด้วยมาตรา ๑๔๐ ก็ไม่ต้องปรับบทด้วยมาตรา ๑๓๙ อีก

   

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๘๙/๒๕๓๗

 

การที่จำเลยพูดขู่เข็ญจะฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้หากไม่ปล่อย ไม้ที่ยึด เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นการลงมือกระทำความผิดครบองค์ประกอบความผิดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เพราะผู้เสียหายไม่เกรงกลัวไม่ยินยอมปล่อยไม้ที่ยึด ผู้เสียหายจึงไม่ได้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยกฎหมายหรือละเว้นการปฏิบัติการ ตามหน้าที่ที่จำเลยข่มขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดขั้นพยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๙ ประกอบมาตรา ๘๐

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๕/๒๕๐๓

 

การฟ้องขอให้ลงโทษทางอาญาฐานความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา ๓๐๙ วรรคแรกจะต้องมีข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่าจำเลยได้ข่มขืนใจโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือ

 

ทรัพย์สินของโจทก์และสำหรับมาตรา ๓๑๐ ก็ต้องปรากฏว่าจำเลยได้มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยได้บังอาจปิดประตูรั้วเหล็กยึดเอาโซ่ล่ามใส่กุญแจโดยเจตนาไม่ให้โจทก์กับพวกเข้าออก และเพื่อข่มขืนใจให้โจทก์ที่ ๑ เปิดรั้วหลังบ้านให้พวกเช่าที่ดินข้างหลังเดินเข้าออกผ่ากลางที่เช่าของโจทก์ที่ ๑ ออกทางประตูเหล็กยึดโจทก์ที่ ๑ กลับจากธุระข้างนอกจะเข้าบ้านก็เข้าไม่ได้ โจทก์ที่ ๒-๓ บุตรหลานโจทก์ที่ ๑ อยู่ในบ้านจะออกไปซื้ออาหารข้างนอกก็ออกไม่ได้ ถูกกักขังไว้ตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะหาทางออกได้ แต่ก็ไม่สะดวกและปลอดภัยเช่นทางประตูเหล็กยึดขอให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก และ ๓๑๐ ดังนี้ ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือทำให้ปราศจากเสรีภาพต่อร่างกายอย่างไรเลยกลับปรากฏว่ามีทางเข้าออกได้เป็นแต่เพียงไม่สะดวกและปลอดภัยเท่าเข้าออกทางประตูเหล็กยึดเท่านั้น จึงเป็นฟ้องที่ยังไม่พอแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันจะรับพิจารณาเอาความผิดแก่จำเลยในทางอาญาตามโจทก์ขอได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๙๗๐/๒๕๕๓


แม้ว่า ส. เป็นหนี้จำเลยที่ ๔ จริงและไม่ชำระหนี้จำเลยที่ ๔ ก็ต้องดำเนินคดี ส. ทางศาล มิใช่ร่วมกันจับตัวขู่บังคับให้ ส. ชำระหนี้ ซึ่ง ส. ไม่มีเงินชำระหนี้ จำเลยทั้ง ๖ ก็เรียกร้องเอาเงิน สร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองจาก อ. และ ร. และมารดา ส. จำเลยทั้ง ๖ อ้างว่าเหตุที่ได้รับเงินและทองรูปพรรณแล้วพากันกลับไปโดยต้องนำตัว ส. ไปด้วยเพราะเกรงจะถูกทำร้ายแสดงว่าจำเลยทั้ง ๖ ใช้วิธีการข่มขู่อย่างรุนแรงจนเกรงว่าจะถูกทำร้าย การกระทำของจำเลยทั้ง ๖ จึงเป็นการข่มขืนใจ ส., อ. และ ร. ให้ยอมให้เงินและทองรูปพรรณและพระเลี่ยมทองแก่จำเลยทั้ง ๖ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชก

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๒๓/๒๕๕๔


จำเลยที่ ๑ เรียกประชุมสมาชิกคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในวินของจำเลยที่ 1ซึ่งผู้เสียหายบางคนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยโดยจำเลยทั้งสองได้บอกให้สมาชิกทราบว่าจำเลยที่ ๑ ขอเก็บเงินค่าวินจากสมาชิกคนละ ๙๕๐ บาทต่อเดือน หากสมาชิกคนใดไม่ยอมจ่ายเงินให้ก็ให้สมาชิกคนนั้นกลับบ้านต่างจังหวัดไป จำเลยทั้งสองจะยึดเสื้อวินคืนกับให้ระวังตัวให้ดี คำพูดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการข่มขู่    ขืนใจให้สมาชิกทั้งที่เข้าร่วมประชุมและไม่เข้าร่วมประชุมยอมจ่ายเงินเป็นรายเดือนๆ ละ ๙๕๐ บาทให้แก่จำเลยที่ ๑ และไม่ให้สมาชิกบอกเรื่องที่ต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ให้บุคคลอื่นรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐทราบด้วย โดยการขู่เข็ญให้สมาชิกทราบว่าหากสมาชิกคนใดไม่ยอมกระทำตามที่บอกสมาชิกก็จะได้รับผลร้ายคือจะถูกยึดเสื้อวินที่สมาชิกสวมใส่ในการขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างคืน ซึ่งหมายความว่าสมาชิกคนนั้นจะไม่สามารถมาจอดรถจักรยานยนต์ของตนที่วินของจำเลยที่ ๑ เพื่อรอให้ผู้โดยสารว่าจ้างอีกต่อไป อันเป็นการขู่เข็ญสมาชิกว่าจำเลยทั้งสองจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของบรรดาสมาชิก ส่วนคำว่าให้ระวังตัวให้ดีนั้นคนปกติทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะคำพูดข่มขู่ให้คนที่ได้รับฟังให้เกิดความกลัวอยู่ในตัวว่าอาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ จึงเป็นกรณีจำเลยทั้งสองขู่เข็ญสมาชิกว่าจำเลยทั้งสองจะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของสมาชิก ซึ่งผู้เสียหายหลายคนยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชก

  

BY  PIGLET

 
อ่านเพื่อสอบ : รวมประเด็นขั้นเทพ สอบอัยการผู้ช่วย โดย-นายกฤต 21 icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : อ่านเพื่อสอบ (นายกฤต ๒๑)
Thursday, 25 September 2014

อ่านเพื่อสอบ

 

เรื่องรวมประเด็นขั้นเทพ  สอบอัยการผู้ช่วย

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2552

          

          ปัญหาว่าอำนาจฟ้องของโจทก์ระงับไปด้วยการถอนฟ้องในคดีก่อนหรือไม่เป็นปัญหาสำคัญทั้งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงย่อมอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาได้ไม่ต้องห้ามแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นซึ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ โดยมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกับคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้วก็ตาม แต่ในการถอนฟ้องนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเพียงว่าได้ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว และแถลงว่าอยู่ระหว่างจดทะเบียนโอนสิทธิโดยโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้หากโอนไปแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 อีก โจทก์มิได้ร้องหรือแถลงไว้ในคดีดังกล่าวว่าจะไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้อีก อันจะถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่โจทก์ในคดีนั้นได้กระทำต่อศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งพึงถือว่าโจทก์ได้ยอมสละสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 เกี่ยวกับการจะยื่นฟ้องใหม่ อันเป็นการผูกมัดตัวโจทก์ และแม้โจทก์เองจะมาเบิกความในคดีนี้โดยตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่าในการถอนฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์อ้างว่าได้ขายที่ดินไปแล้ว จะไม่นำคดีมาฟ้องอีก ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องไปคำเบิกความของโจทก์ในคดีนี้ก็หาใช่กระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งในการถอนฟ้องของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องเพื่อทำฟ้องที่สมบูรณ์มายื่นต่อศาลใหม่อีก ทั้งโจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าได้ขายที่ดินให้แก่ผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะถอนฟ้องแล้วหวนกลับมาฟ้องจำเลยใหม่อีกก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ซื้อที่ดินที่โจทก์อ้างในคดีก่อน ชาระราคาแก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จึงยังมิได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์แก่กันให้บริบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

  

***หมายเหตุ***

  

          ตาม วิ.แพ่ง มาตรา 175 นั้น  กรณีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว  หากโจทก์ประสงค์จะถอนฟ้อง โจทก์ต้องทำเป็นคำร้องขออนุญาตถอนฟ้อง  ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด(หากมี) ก่อนไม่ได้  แต่หากไม่อนุญาตก็สามารถยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องสอบถามจำเลย   กรณีที่จำเลยคัดค้านคำร้องขอถอนฟ้อง  ศาลก็สามารถอนุญาตให้โจทก์ถอนได้  เพราะเป็นดุลพินิจศาล  เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องศาลจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความตามมาตรา 132 (2)  และต้องมีคำสั่งในเรื่องของค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา 151 วรรคสอง  กรณีโจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว(เด็ดขาด  จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง)  ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นฟ้องทั้งหมด ตาม มาตรา 176  แต่โจทก์สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้อีก  ภายในกำหนดอายุความ  เว้นแต่โจทก์จะแถลงไว้ชัดแจ้งในคำร้องขอถอนฟ้องว่าจะไม่นำคดีในเรื่องดังกล่าวมาฟ้องจำเลยอีก  กรณีนี้ถือว่าโจทก์สละสิทธิที่จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีก  โจทก์ก็ต้องห้ามไม่ให้ฟ้องจำเลยอีก  แต่ทั้งนี้การสละสิทธิของโจทก์ต้องชัดแจ้ง  มิฉนั้นจะถือว่าโจทก์สละสิทธิไม่ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกหาได้ไม่

  

นายกฤต 21

   

****เน้น***

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2551

 

          คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ3,000บาทกับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างพร้อมค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม  ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง คดีที่เกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ด้วย

 

          ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะจำเลยกับโจทก์ผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันผู้ร้อง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

 

          จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวาร แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมก็มีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วยโจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตามป.วิ.พ.มาตรา 296 จัตวา

  

***หมายเหตุ***

  

ฎีกานี้ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติ  ว่าในคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลยนั้น  ในชั้นอุทธรณ์แม้วิ.แพ่ง  ไม่ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งดังเช่นในชั้นการฎีกาตาม วิ.แพ่งมาตรา 248 วรรคสามก็ตาม  แต่ในชั้นอุทธรณ์เมื่อคู่ความในคดีหลักต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  คดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิมย่อมต้องห้ามมิให้ผีร้องอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน 

 

          ทั้งคดีนี้  แม้ผู้ร้องจะไม่ใช่คู่ความในคดี  แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย (ข้อเท็จจริงยุติเพราะผู้ร้องต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ให้เป็นอย่างอื่น)  คำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยด้วยเช่นกันตาม วิแพ่งมาตรา 296 จัตวา (บังคับถึงบริวารได้ด้วย)

  

นายกฤต 21

  

***เน้น***

  

***การศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีไว้แน่นอนแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46****

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 349/2555

 

          คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 793/2549 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีไว้แน่นอนแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 จะบัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับฟังข้อเท็จจริงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ ในคดีส่วนแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

    

***เน้น***สำคัญมาก  อย่า...หลง  ถ้าในชั้นอุทธรณ์อธิบดีภาคอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9188/2552

 

          ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และบุคคลผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตราดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่าคือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ดังนั้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

   

***เน้น***

 

***ผู้ที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวตาม วิ.แพ่งมาตรา 264  ต้องเป็นคู่ความในคดีเสียก่อนจึงจะขอได้  เมื่อศาลยังไม่มีคำสั่งรับคำคัดค้านของผู้คัดค้าน  ผู้คัดค้านยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความในคดี  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 264 ****

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7667/2551

           ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อต่อสู้คดีกับผู้ร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านซึ่งมีผลเป็นการไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความ แม้ผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำคัดค้านดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น ดังนั้นในขณะยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ผู้คัดค้านมิใช่คู่ความ จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว                               

       ***เน้น***

 

   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8876/2551

           ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หลังจากครบกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีโอกาสยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง ประกอบกับผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งแรก จึงมีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดที่ผู้ร้องยื่นระหว่างฎีกาขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เป็นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ไม่ใช่คำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 การพิจารณาว่าศาลใดมีอำนาจสั่งคำร้องจะต้องพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใดเมื่อประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีคือทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 หรือผู้ร้อง แต่ประเด็นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคือมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องหรือไม่ ซึ่งเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ คดีก็เสร็จไปจากการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องได้ประกอบกับการยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์คู่ความจะต้องยื่นต่อศาลในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือมิฉะนั้นต้องยื่นในชั้นบังคับคดีเมื่อมีเหตุที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แต่ยังมิได้สั่งรับอุทธรณ์ กรณีจึงมิใช่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาและมิใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาเพราะผู้ร้องยังไม่ถูกบังคับคดี การยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 264             ***เน้น***    

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7115/2552

 

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์แล้วนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยที่ 3 ย่อมจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180         

  

***หมายเหตุ***

 

          ฎีกานี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง  เพราะโดยปกติการขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การนั้นต้องกระทำก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน  กรณีมีการชี้สองสถานขอแก้หลัง 7 วันก็ได้  ข้อสำคัญคือต้องก่อนชี้สองสถาน  แต่กรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานต้องขอแก้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน  หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวคู่ความจะขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การได้ต่อเมื่อ  กรณีมีเหตุอันสมควร  หรือขอแก้ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย  ทั้งนี้ตามที่ มาตรา 180  บัญญัติไว้  แต่คดีนี้ไม่มีทั้งการชี้สองสถานและไม่มีวันสืบพยาน  ดังนั้นคู่ความสามารถขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การได้  ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ทั้งต้องถือว่าเป็นการขอแก้ไขในระยะเวลาปกติ  หาได้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้  จึงสามารถขอแก้ไขได้ทุกเรื่อง  ไม่จำต้องมีเหตุอันสมควร      หรือขอแก้ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย   

 

นายกฤต21     

  

***เน้น***

  

***การสั่งคืนค่าขึ้นศาลถือเป็นคนละส่วนกับคำพิพากษา (รวมถึงคำพิพากษาตามยอมด้วย)  จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขคำพิพากษา  ศาลสั่งให้มีการแก้ไขได้***

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7357/2553

 

          โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตามยอม แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งว่า ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาทจึงไม่คืนให้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 75,000 บาท ความผิดพลาดจึงเกิดเพราะความผิดหลงในข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งความผิดพลาดในเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยนี้เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความซึ่งไม่มีข้อผิดพลาด แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นจับก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความในเรื่องความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างกันเท่านั้นไม่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาล เมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสองดังนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นให้ถูกต้องตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ247 โดยให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 65,000 บาท แก่จำเลย        

  

 ***เน้น***

  

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2553

 

          การทำสวนยางพาราเป็นกิจการอย่างหนึ่งของโจทก์ และโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทบางแปลงทำสวนยางพารา ดังนี้ ต้นยางพาราซึงเป็นไม้ยืนต้นย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ดแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 11 ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ มีผลเท่ากับเป็นการโต้เถียงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดินถือได้ว่าต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเข้ามาตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขาย อันเป็นการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทตาม ป.วิ.พมาตรา 255 (2) หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ จึงสมควรสั่งห้ามไม่ให้จำเลยที่ 2 เข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2)  

  

***หมายเหตุ***

  

          ***คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น**ส่วนควบที่อยู่ในที่ดินพิพาทต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่พิพาทในคดีด้วย  เพราะหากศาลวินิจฉัยให้คู่ความฝ่ายใดชนะคดี  ส่วนควบในที่ดินพิพาทก็ตกเป็นของเจ้าของทรัพย์ประธาน (ฝ่ายที่ชนะคดี)  ตามหลักส่วนควบ  ดังนั้นจึงขอคุ้มครองส่วนควบได้เช่นกัน   หากโจทก์ขอก็คงอ้างมาตรา 254 (2)  ตามฎีกานี้  แต่หากคดีนี้กลับกันเป็นฝ่ายจำเลยบ้างที่เป็นผู้ขอจำเลยก็สามารถขอคุ้มครองในทรัพย์ส่วนควบได้เช่นเดียวกับโจทก์  เพียงแต่ต้องอ้างมาตรา 264 มาในคำขอ  จะขอมาตามมาตรา 253 หรือ 253 ทวิ  ไม่ได้เพราะไม่เข้าเงื่อนไข

 

          **ที่มา  คำบรรยายภาคทบทวนเนติฯ  โดยอาจารย์ประเสริฐ  เสียงสุทธิวงศ์           

  

  ***เน้น***

 

***ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อน  ตาม วิ.แพ่งมาตรา 289 หากผู้ร้องไม่มาศาลในวันไต่สวนคำร้อง  ต้องถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ  ศาลต้องยกคำร้อง  ในเรื่องนี้จะนำบทบัญยัติในเรื่องขาดนัดตามมาตรา 202 มาใช้บังคับที่ให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่  เพราะวันนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าว  ไม่ใช่วันสืบพยานในประเด็นแห่งคดีหลักตาม มาตรา 200  นั้นเอง**** 

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2551

 

          คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เมื่อเจ้าหนี้ผู้นำยึดคือโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลภายนอก ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงหาอาจอ้างคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเพื่อให้คดีนี้ต้องถือตามได้ไม่ ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้างในคำร้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ผู้ร้องและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำร้องนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน

 

          กรณีที่จะเป็นการขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 ต้องเป็นกรณีที่โจทก์หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนวนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นและขอเฉลี่ยทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน ซึ่งมิใช่เป็นการสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา202 มาบังคับใช้ เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้อง การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ และสั่งยกคำร้องจึงชอบแล้ว       

  

   ***เน้น***

 

***เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้มาในคำให้การว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร  เพียงแต่กล่าวอ้างเอาไว้ในคำขอพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 199 จัตวาวรรคสอง (เท่านั้น)  แต่คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ใช่คำให้การ  จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว***  

  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2129/2554

 

          แม้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติไว้ว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็ได้บัญญัติต่อไปว่า"ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต จำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร เพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคำให้การจึงจะนำสืบหรือยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ฎีกาเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ในคำให้การ แม้จำเลยทั้งสองจะได้กล่าวอ้างไว้ในคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ไม่ใช่คำให้การจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

           แม้ว่าปัญหาเรื่องเอกสารใดเป็นตราสารอันต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและคู่ความมีสิทธิขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง แต่ตามสัญญากู้เงินมีการปิดอากรแสตมป์และประทับตราค่าอากรแสตมป์ซึ่งเป็นวันทำสัญญากู้ยืมดังกล่าวโดยครบถ้วนบริบูรณ์แล้วส่วนหนังสือต่ออายุสัญญากู้เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินฉบับเดิมและไม่ใช่ตราสารที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร จึงรับฟังสัญญากู้เงินและหนังสือต่อสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง             

***หมายเหตุ***

 

          คดีนี้ในชั้นแรกจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แพ้คดีโดยขาดนัด  ต่อมาจำเลยมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่  ซึ่งแน่นอนว่าคำร้องดังกล่าวจำเลยต้องบรรยายให้ครบหลักเกณฑ์ตามที่มาตรา 199 จัตวาวรรคสองบัญญัติไว้  ซึ่งในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น  จำเลยกล่าวอ้างว่าหากศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่  จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี  โดยอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต  เมื่อศาลอนุญาตให้ยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ศาลจึงกำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การภายในเวลาที่กำหนด  เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ  กลับไม่ได้ให้การในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ด้วย  ศาลจึงพิจารณาว่าคดีไม่มีประเด็นในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่  เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การถึงเรื่องนี้  แม้จะเคยยกขึ้นกล่าวเอาไว้ในคำร้องขอพิจารณาใหม่ก็ตาม  แต่คำร้องดังกล่าวก็ไม่ใช่คำให้การ  จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นในเรื่องนี้

  

นายกฤต 21  

  

           ***เน้น***

 

***ก่อนค้นในที่รโหฐาน  วิ.อาญามาตรา 102 บัญญัติให้ก่อนลงมือค้น  เจ้าพนักงานต้องแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน  โดยต้องค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัว  หรือพยานอย่างน้อยสองคน  .....แม้คดีนี้ในตอนแรกเจ้าพนักงานจะค้นไม่ชอบ  เพราะจัดให้มีพยานเพียงคนเดียวอยู่ด้วยในขณะค้น   แต่เมื่อต่อมาเจ้าของสถานทีกลับมาและเป็นผู้พาเจ้าพนักงานค้น  ต้องถือว่าเป็นการค้นโดยชอบ****         

  

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3912/2553

 

          ศาลชั้นต้นออกหมายค้นระบุให้ร้อยตำรวจเอก ก. มีอำนาจไปพื้นบ้านที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 เพื่อพบและยึดสิ่งของ ยาเสพติดให้โทษและอื่น ๆ ได้ในวันเกิดเหตุ ตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา จนถึงเสร็จสิ้นการตรวจค้น แสดงว่าศาลชั้นต้นต้องพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งที่จะต้องให้เจ้าพนักงานทำการตรวจค้นในเวลากลางคืนอันเป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา96 (2) แล้ว เมื่อร้อยตำรวจเอก ก. นำหมายค้นดังกล่าวไปค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลากลางคืนตามวันเวลาที่ศาลชั้นต้นให้อำนาจการค้นที่บ้านเกิดเหตุจึงชอบด้วยกฎหมาย

 

          ขณะเริ่มลงมือค้น เจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ จ. ซึ่งมิใช่บุคคลในครอบครัวจำเลยที่ 2 เป็นพยานในการค้นห้องจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวเพราะจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ แต่ระหว่างค้นจำเลยที่ 2 ได้กลับมานำเจ้าพนักงานตำรวจค้นห้องจำเลยที่ 2 ด้วยตนเองต่อไปจนกระทั่งค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงถือว่าเจ้าพนักงานทำการค้นห้องจำเลยที่ 2 ต่อหน้าจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองสถานที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 แล้ว     

       

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2539

 

          ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลซึ่งกฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจพิเศษในการสั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอหรือเป็นโจทก์ฟ้องแม้พนักงานอัยการจะได้ทำคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยก็ถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ส่วนความผิดคดีนี้เป็นเรื่องปลอมและใช้เอกสารปลอมโดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์จึงเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งถึงที่สุดแล้วสิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(4)         

 

หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารธรรมดาซึ่งบุคคลหนึ่งมอบหมายให้บุคคลหนึ่งมีอำนาจจัดทำนิติกรรมแทนตนเท่านั้นไม่เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อตั้งสิทธิจึงไม่ใช่เอกสารสิทธิตามความแห่งกฎหมาย       

   

โดย นายกฤต 21

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๑๔๘๒/๒๕๕๕ (ม.๕) > โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  11482/2555  แม้ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดหากจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานจะมีผลบังคับได้ แต่หลังจากจำเลยลาออกแล้วโจทก์ก็ยังรับผ่อนชำระเงินกู้จากจำเลยมาตลอดโดยจำเลยไม่เคยผิดนัด แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดด้วยเหตุจำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์โดยปริยาย นอกจากนั้นการกู้เงินของจำเลยเป็นการกู้เงินสวัสดิการของพนักงานเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่ดินพร้อมบ้านจำนองเป็นประกัน ซึ่งหากจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียหายอยู่แล้ว การลาออกของจำเลยก็มิได้เกิดจากการกระทำผิดหรือกระทำโดยมิชอบของจำเลย แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยลาออกเอง ทั้งหลังจากลาออกแล้วจำเลยยังมีรายได้เพียงพอแก่การผ่อนชำระเงินกู้อีก ดังนั้น ที่โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็รับการผ่อนชำระของจำเลยไปเรื่อยๆ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตน บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตอันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๓๒/๒๕๕๔ (ม.๕) > จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1032/2554  โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมา สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มีระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้สามีโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อบิดาสามีโจทก์ถือแทน ดังนี้ ขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาโจทก์ฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๘๓๒/๒๕๕๓ (ม.๑(๓)) > เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑ (๓) กรณีต้องนำ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  6832/2553  เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ ป.วิ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม เมื่อคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 176 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยถอนคำฟ้องอุทธรณ์ ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เลย ดังนี้ เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงตกกลับคืนสู่จำเลยผู้เป็นเจ้าของ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยและผู้ร้องโดยเฉพาะ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๙๕๗๔/๒๕๕๑ (ม.๑(๓)) > การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  9574/2551  ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ... การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง  ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) ดังนั้นปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของ ป. หรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของ ป. อย่างไร ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๓๖ (ม.๒(๒)) > เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาแล้วจะให้การอย่างไรหรือไม่ก็ได้... icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  144/2536  เมื่อจำเลยตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว จำเลยจะให้การเท็จจริงอย่างไรหรือไม่ให้การอะไรก็ได้ ไม่มีกฎหมายใดบังคับดังนั้น โจทก์จะอ้างคำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยได้ปฏิเสธ ให้เห็นว่าคำเบิกความชั้นศาลของจำเลยเป็นความจริงมาใช้ประกอบเพื่อให้ฟังว่าข้อความที่จำเลยให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนนั้นเป็นความเท็จหาได้

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๓๔๑/๒๕๐๙ (ม.๒(๒)) > เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1341/2509  เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 พนักงานสอบสวนจะบังคับให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำใดๆไม่ได้และมาตรา 135 ก็บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนล่อลวงหรือขู่เข็ญผู้ต้องหาให้ให้การอีกด้วย

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๒๕/๒๕๐๘ (ม.๒(๒)) > ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหา จำเลยหามีความ. icon_update8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  225/2508  ร้อยตำรวจตรีกมลกับพวกจับกุมจำเลยในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ และค้นตัวจำเลยได้บัตรรับฝากรถจักรยานและกระดาษฟุลสแก๊ปมีเขียนเลข 2 ฉบับ จำเลยแจ้งว่าเป็นสลากกินรวบซื้อมาจากโจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยกล่าวในฐานะผู้ต้องหาหรือเสมือนผู้ต้องหาจำเลยหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 22 August 2014 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๑๗๑/๒๕๕๔ (ม.๓๒) > อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้า... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  2171/2554  เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.อ. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๘๑๕/๒๕๕๓ (ม.๓๒) > ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตหาทำให้ซองกระสุนปืนและ... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  8815/2553  เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบและไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 พิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๔๘ (ม.๓๒) > รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารเพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้น... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  671/2548  รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

 
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าแพ่ง (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘, ๑๓๗๕) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ แพ่ง
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายแสงมีที่ดินอยู่ติดกับแม่น้ำ  ที่ดินนี้มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ต่อมาที่ดินนั้นเกิดที่งอกริมตลิ่ง นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่ดินที่งอกนี้ หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน  นายแสงแจ้งให้นายเริ่มออกไปจากที่ดิน  แต่นายเริ่มไม่ยอมออก อ้างว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  นายแสงรออยู่อีก ๒ ปี จึงฟ้องขับไล่นายเริ่ม  นายเริ่มต่อสู้ว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายแสงไม่มีอำนาจฟ้อง  แต่อย่างไรก็ตามนายแสงฟ้องคดีเกิน ๑ ปีแล้ว จึงหมดสิทธิฟ้อง

 

          ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเริ่มฟังได้หรือไม่

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ที่งอกริมตลิ่งเกิดจากที่ดินของนายแสง จะเป็นทรัพย์สินของนายแสง หรือ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ?  และเมื่อที่ดินของนายแสงมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่งอกริ่มตลิ่งจะเป็นสิทธิครอบครอง หรือ เป็นกรรมสิทธิ์ ? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘)

 

๒.       การที่นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่งอกริมตลิ่ง ถือว่านายเริ่มยึดถือที่ดินนั้นไว้แทนนายแสง หรือไม่? และการที่นายเริ่มไม่ยอมออกไปจากที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการแย่งการครอบครอง หรือไม่? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕)

 

๓.       นายแสงฟ้องขับไล่นายเริ่มเกิน ๑ ปี จะต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕ หรือไม่? และข้อต่อสู้ของนายเริ่มรับฟังได้ หรือไม่?

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.แพ่ง (ป.วิ.พ.มาตรา ๑(๕), ๑๘, ๒๔, ๒๒๖, ๒๒๗, ๒๒๘) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้ทำละเมิดและคำฟ้องเคลือบคลุม โดยได้ระบุข้อความที่อ้างว่าเคลือบคลุมมาในคำให้การด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดแต่ได้ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเพราะตนป่วยไม่สามารถติดต่อทนายได้ ศาลไต่สวนคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง ก่อนสืบพยานนัดแรก จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าคำฟ้องเคลือบคลุม ศาลมีคำสั่งว่าไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ จึงอุทธรณ์คำสั่งนี้ทันที และจำเลยที่ ๒ ก็อุทธรณ์คำสั่งศาลที่สั่งยกคำร้องขอยื่นคำให้การทันทีเช่นกัน

 

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาได้ หรือไม่?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        คำสั่งของศาลที่สั่งว่า คำฟ้องไม่เคลือบคลุม เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๒๗ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๒.       คำสั่งของศาลที่ ยกคำร้องขอยื่นคำให้การ เป็นคำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒๘ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๓.       การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องทำอย่างไร ? (ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๖ (๑) (๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.อาญา (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘, ๑๖๒(๑)(๒), ป.วิ.อ. ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ ว.๒(๑)) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

นายเอกยื่นฟ้องนายโทกล่าวหาว่าลักทรัพย์แหวน ๑ วง ราคา ๑,๓๐๐ บาท ของนายเอก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันต่อศาลนั้นไว้แล้ว ศาลได้เรียกสอบพนักงานอัยการคดีดังกล่าว พนักงานอัยการแถลงคัดค้านว่ากรณีจะทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง

 

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะสั่งคดีของนายเอก อย่างไร?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว จะตัดสิทธินายเอกผู้เสียหายมิให้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันอีก หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘)

 

๒.       การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว นายเอกผู้เสียหายยื่นฟ้องนายโทอีก เป็นฟ้องซ้อน หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑))

 

๓.       เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทไว้ต่อศาลเดียวกันแล้ว ศาลจะไม่ไต่สวนมูลฟ้องของนายเอกได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๒ (๑)(๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าอาญา (ป.อ.มาตรา ๘๐, ๒๙๕, ๒๙๗, ๓๙๑) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ อาญา
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายสิงห์ได้ทราบว่านายสาชอบแอบดูบุตรสาวของนายสิงห์อาบน้ำ  จึงประสงค์จะใช้มีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  เมื่อนายสิงห์เดินเข้าไปใกล้นายสาห่างประมาณครึ่งเมตรได้ใช้มีดดังกล่าวแทงไปที่ตาของนายสาแต่ไม่ถูก ปลายมีดเฉี่ยวโหนกแก้มของนายสาเป็นผลให้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มถลอกเล็กน้อย

 

ดังนี้ นายสิงห์จะมีความผิดอาญาฐานใด

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ตาบอดเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ หรือไม่?

 

๒.       การที่นายสิงห์มีเจตนาใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  แต่นายสาตาไม่บอด นายสิงห์จะมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือไม่?

 

๓.       เมื่อผลของการกระทำของนายสิงห์ไม่ทำให้นายสาตาบอด  แต่มีผลทำให้โหนกแก้มของนายสาผิวหนังถลอกเล็กน้อย  นายสิงห์จะมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือ มีความผิดสำเร็จตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ?

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 06 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ขอให้บังคับคดีภายใน๑๐ปีจะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินตาม ป.วิ.พ.๒๘๗ หรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมิได้ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๘๑ จะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ หรือไม่?

  

คำตอบ

 

ไม่มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการที่ผู้ร้องไปดำเนินการเพียงขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ยังถือไม่ได้ว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ และไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-ฟ้องว่ายักยอกเงินผู้เสียหาย ได้ความว่าฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.๑๙๒ ว.๒) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ หรือไม่? และจะสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง)

  

คำตอบ

 

ศาลลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถามตัวบท-คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒)) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมายที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย วิ.แพ่ง
Saturday, 02 March 2013

คำถาม

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีอะไร? (ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙(๑)(๒))

  

คำตอบ

 

คดีมโนสาเร่ คือ คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘๙ (๑)(๒)

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 09 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ข้อมูลเพิ่มเติม...