ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เมนูหลัก
www.stdlawcenter.com
OBD Registered
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เชิญร่วมงานกับทีมงาน :STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
ข่าวเปิดสอบผู้ช่วยฯ ปี 2557
ข่าวเปิดสอบอัยการฯปี 2557
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เมนูยอดฮิตที่มีผู้เข้าชมสูงสุด
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เมนูสำหรับสมาชิกSTD
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว
ฉบับท่องไปสอบ ภาคหนึ่ง
ฉบับท่องไปสอบ ภาคสอง
สกัดบทบรรณาธิการภาคหนึ่ง
สกัดบทบรรณาธิการภาคสอง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคหนึ่ง
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาคสอง
สกัดหลักฎีกาน่าออกข้อสอบ
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
คำถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
คำถาม-ตอบ ฎีกาที่น่าสนใจ
รวมประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ฎีกามีหมายเหตุ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ภาษาอังกฤษสำหรับกฎหมาย
สถิติข้อสอบเก่า
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา
สรุปกฎหมายจากสมาชิก
ประกาศคะแนนเนติฯ 2/66
ประกาศคะแนนอัยการ 2556
ประกาศคะแนนผู้ช่วยฯ 2556
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ติวกฎหมาย LAWONLINE
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.68-community-log
เวลา : 07:54
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 284
จำนวนข่าวสาร : 16364
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 29643368
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 411 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - การสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
จุลสาร “ข่าวเนติบัณฑิตยสภา” (มกราคม - กรกฎาคม ๒๕๕๗) icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Tuesday, 22 July 2014

สวัสดี เช้าวันอังคาร  วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

 

ก่อนอื่นขอแจ้งให้เพื่อนๆ สมาชิกทราบเกี่ยวกับเอกสารสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัย ๖๗ ภาคหนึ่ง ขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำ คาดว่าจะสามารถนำมาอัพเดทให้เพื่อนๆ สมาชิกได้ติดตามอ่านเร็วๆ นี้ ระหว่างนี้เพื่อนๆ สมาชิกสามารถอ่านเอกสารของสมัย ๖๖ ไปก่อนได้ โดยที่สาระสำคัญไม่ได้แตกต่างกันมาก คงมีเพียงฎีกาใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามา และสมาชิกสามารถติดตามอ่านฎีกาน่าสนใจรายวันและข้อมูลอื่นๆ จากคอลัมนิสติวเตอร์ออนไลน์ได้ทุกวัน โดยทีมงานจะอัพเดทข้อมูลให้ทุกท่านได้ติดตามอ่านเรื่อยๆ  สำหรับเอกสารฉบับท่องไปสอบก็จะมีการนำเสนอในสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบเนติบัณฑิตเช่นเคย

 

วันนี้ถือโอกาสแนะนำจุลสาร ข่าวเนติบัณฑิตยสภา (มกราคม - กรกฎาคม ๒๕๕๗) ซึ่งจะเป็นจุลสารรายเดือน มีบทความเกี่ยวกับกฎหมาย ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย ฎีกาน่าสนใจ รวมตลอดถึงเงื่อนแง่ต่างๆ อันเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่กำลังเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา ก็ควรโหลดมาอ่านดูบ้างนะครับ

  

รายละเอียดต่างๆ เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

  

ประจำปี 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                       

ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=the-thai-bar-news

  

Don’t let the grass grow under your feet. -อย่าให้ความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคในการทำงาน

  

บรรณาธิการเว็บไซต์

   

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 22 July 2014 )
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) นั้น สำคัญไฉน.? โดย-ลอว์ กอ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Tuesday, 07 January 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีปีใหม่ ปีม้า ๒๕๕๗ เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ก็ขอให้เพื่อนๆ สมาชิก STD LAW แฟนคลับ คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ ทุกท่าน จงมีแต่ความสุข ทุกๆ เวลา สมปรารถนา ทุกๆ ประการ  ช่วงนี้อากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว บางจังหวัดหนาวมากถึงมากที่สุด ก็ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพให้แข็งแรงตลอดเวลานะครับ

 

วันนี้ขอเสนอเรื่อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) โดยมีหลักการที่สำคัญสรุปได้ว่า คดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและควรสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากห่างเหินไปจากสนามสอบหลายสมัยแล้ว แต่ยังมีเงื่อนแง่ที่น่าสนใจและน่านำมาแต่งเป็นข้อสอบหลายประเด็น ตามมาอ่านดูได้เลยครับ

 

ประเด็นแรก  ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด (ฎีกาที่ ๕๖๘๙/๒๕๔๕)  นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่วินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจสั่งได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสั่ง และสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) (ฎีกาที่ ๙๐๖๑/๒๕๕๑)

 

ประเด็นที่สอง  การถอนคำร้องทุกข์ ผู้เสียหายจะขอถอนต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลก็ได้ (ฎีกาที่ ๑๒๐๕๕/๒๕๔๗)  ดังนั้น แม้ว่าคดีจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลผู้เสียหายก็ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการก็ได้ (ฎีกาที่ ๑๕๐๕/๒๕๔๒) กรณีคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล หากมีการขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลต้องพิจารณาคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์นั้นเสียก่อนที่จะดำเนินคดีต่อไป มิฉะนั้นจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ฎีกาที่ ๑๔๔๒/๒๕๓๐)

 

ประเด็นที่สาม  กรณีที่มีทั้งคดีความผิดต่อส่วนตัวและมิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัว ส่วนคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวย่อมไม่ระงับ มีคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

 

ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกันแล้วย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ด้วย อันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียว และความผิดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความกันก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ ระงับไป คงระงับไปเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง (ฎีกาที่ ๑๑๒๗/๒๕๔๔)

 

ในระหว่างฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหากระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก อันเป็นความผิดอันยอมความกันได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ส่วนข้อหาบุกรุกตามมาตรา ๓๖๕ (๑) (๒) (๓) ประกอบมาตรา ๓๖๔ ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความกันได้ (ฎีกาที่ ๑๙๘๙/๒๕๔๘)

 

ประเด็นที่สี่  กรณีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย และคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อมีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาฟ้องในคดีความผิดต่อส่วนตัวย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕, ๓๔๑ ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ เป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายกฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ระหว่างพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์แล้ว คณะกรรมการโจทก์มีมติให้ถอนฟ้องจำเลยและไม่ติดใจว่ากล่าวคดีนี้อีก จำเลยไม่คัดค้านและท้ายคำร้องลงลายมือชื่อจำเลยไว้ด้วย คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) (ฎีกาที่ ๕๘๖๘/๒๕๕๕)

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ลองไปยืนอ่าน นั่งอ่าน นอนอ่าน ทบทวนให้ดีนะครับ เผื่อว่าจะมีหลุดมาในสนามใด สนามหนึ่ง ในวันเวลาอันใกล้นี้

  

บทส่งท้าย : จงอ่านหนังสือ เสมือนหนึ่งว่าพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสได้อ่านอีกแล้ว

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 07 January 2014 )
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย : เรื่อง เจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด โดย-เท่านั้นเอง icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย (เท่านั้นเอง)
Friday, 25 July 2014

คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย :

 

เรื่อง  เจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด

 

เจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด หมายความว่ากระทำร่วมกันนั้น จะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกัน และต่างต้องประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๗/๒๕๔๑ การที่จำเลยร่วมกับพวกปล้นร้านขายทองรูปพรรณของผู้เสียหายโดยรู้ว่าคนร้ายด้วยกันมีอาวุธสงครามซึ่งเป็นอาวุธปืนร้ายแรงดึง ๒ กระบอก นั้น  จำเลยย้อมต้องเล็งเห็นอยู่แล้วว่า  หากมีผู้ใดขัดขวางการปล้นทรัพย์  จำเลยกับพวกจะต้องไร้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงทำร้ายผู้ขัดขวางแน่  ดังนี้  แม้พวกของจำเลยเป็นผู้ยิงทำร้ายจ่าสิบตำรวจ ส. ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับผู้ฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่นั้นด้วย

 

หมายเหตุ

 

แต่ฎีกาที่ ๘๙๖/๒๕๔๕ น. ๓๗๘ ตัดสินว่า เมื่อจำเลยกับ จ. มีเจตนาชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่า จ. มีอาวุธปืนติดตัวตามไปด้วย  แต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตามตัวไปต่างหากขณะที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้ถึงผลการกระทำของ จ. โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง จำเลยจึงไม่ต้องเป็นตัวการร่วม จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหาย

 

และฎีกาที่ ๑๕๐๐/๒๕๔๘ (ฎ.ส.ว.๕,.๔๓) วินิจฉัยว่า  ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ชกต่อยกับผู้เสียหาย  ส่วนจำเลยที่ ๒ ใช้ไม้ตีผู้เสียหายโดยไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ มีส่วนร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีและพกพาอาวุธปืนมาด้วย หรือได้มีการคบคิดกันมาก่อนว่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แม้จำเลยทั้งสามจะเกิดความไม่พอใจผู้เสียหายจากสาเหตุอย่างเดียวกันและนั่งรถมาด้วยกันก่อนเกิดเหตุ ทั้งยังขึ้นรถยนต์หลบหนีไปด้วยกันหลังเกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้พูดจาหรือกระทำการใดๆอันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ ๑ ในการที่จำเลยที่ ๑ พยายามฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสจากการถูกจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิง มิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงถือว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ตามป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ เท่านั้น

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับเจตนากระทำร่วมกัน

 

ถ้าผู้กระทำมีเจตนากระทำร่วมกันแล้ว หากมีผลบั้นปลายเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลที่ผู้ลงมือกระทำต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา ผู้กระทำทุกคนก็จะต้องร่วมกันรับผิดในผลบั้นปลายนั้นด้วย

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๔/๒๕๓๕ จำเลยร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แม้ในการร่วมกระทำผิดนั้น จำเลยมีเจตนาเพียงชกผู้เสียหายครั้งเดียวที่โหนกแก้ม มิได้มีเจตนาให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แต่เมื่อพวกของจำเลยคนหนึ่งได้ใช้มีดฟันข้อมือผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสไม่ว่าจำเลยจะทรายว่าพวกของตนมีมีดหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำนั้นด้วย จะถือว่าเป็นเรื่องต่างคนต่างทำไม่ได้  อันตรายสาหัสที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นผลจากการกระทำของผู้ร่วมกระทำผิดทุกคน

 

ข้อสังเกต

 

อันตรายสาหัสตามมาตรา ๒๙๗ เป็นผลที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นจากอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕ โดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลในอันตรายสาหัสนั้นเลย เพียงแต่อันตรายสาหัสนั้นจะต้องเป็น “ผลธรรมดา” ตามมาตรา ๖๓ ของอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕ เท่านั้น

 

-ความรับผิดของตัวการในกรณีที่ “ผู้ร่วมกระทำบางคนกระทำเกินขอบเขต” ของการเป็นตัวการ

 

หากมีการร่วมกระทำความผิดตามมาตรา ๒๙๕ แต่ผู้ร่วมกระทำคนหนึ่งไปกระทำความผิดตามมาตรา ๒๘๘ โดยผู้ร่วมกระทำคนอื่นๆไม่อาจเล็งเห็นได้ ปรากฏว่าผู้เสียหายตาย ปัญหาว่าผู้ร่วมกระทำคนอื่นๆจะผิดตามมาตรา ๒๙๕ หรือมาตรา ๒๙๐

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๘/๒๕๓๐ รุมชกต่อยผู้ตายในขณะเกิดเหตุชุลมุนระหว่างพวกจำเลยที่ ๑ กับพวกผู้ตาย แล้วจำเลยที่ ๑ หยิบมีดที่ตกอยู่บนพื้นแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่อาจคาดคะเนได้ล่วงหน้าว่าจำเลยที่ ๑ จะใช้มีดแทงผู้ตาย ทั้งไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายจะถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย และการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ขัดขวางห้ามปรามจำเลยที่ ๑ ก็มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีเจตนาฆ่าผู้ตาย ดังนี้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการฆ่าผู้ตาย คงรับผิดเฉพาะเป็นตัวการทำร้ายผู้ตายตามมาตรา ๒๙๐ เท่านั้น

 

วิเคราะห์คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๘/๒๕๓๐

 

๑.จำเลยที่ ๑,๒,๓ เป็นตัวการตามมาตรา ๘๓ ในการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ แก่ผู้ตาย

 

๒.จำเลยที่ ๑ กระทำเกินขอบเขตคือใช้มีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย

 

๓.ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา ๒๘๘,๘๓

 

๔.จำเลยที่ ๒ และ ๓ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ ๒ และ ๓ ตามมาตรา ๒๙๐ , ๘๓ ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๒๘๘

 

๕.ความผิดตามมาตรา ๒๙๐ ผู้กระทำมีเจตนาทำร้าย ไม่มีเจตนาฆ่าและผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย

 

๖.อัยการฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยที่ ๒ และ ๓ ตามมาตรา ๒๘๘

 

๗.ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ ๒ และ ๓ ตามมาตรา ๒๙๐

 

๘.ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ทำเกินขอบเขต โดยจำเลยที่ ๒ และ ๓ “ไม่อาจเล็งเห็นได้”จำเลยที่ ๒ และ ๓ จึงผิดตามมาตรา ๒๙๐ ,๘๓ แต่ไม่ผิดมาตรา ๒๘๘,๘๓

 

ข้อสังเกต

 

จำเลยที่ ๒ และ ๓ น่าจะผิดตามมาตรา ๒๙๕,๘๓ เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดในความตายซึ่งเป็นผลจากการ “ฆ่า”ไม่ใช่ผลจากการ “ทำร้าย” เนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ กระทำเกินขอบเขตถึงขนาดฆ่าผู้ตาย การเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๒ ,๓ ก็ยุติลงทันที  เพราะจำเลยที่ ๒,๓ ไม่ได้เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลในการฆ่าผู้ตายด้วย

 

ดังนั้นหลักที่ถูกต้องในเรื่องนี้น่าจะเป็นว่าในกรณีที่ไปร่วมกันทำร้ายร่างกายนั้นหากจำเลยที่ ๑ กระทำเกินขอบเขต โดยไป “ฆ่า” ผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ ผิดมาตรา ๒๘๘ จำเลยที่ ๒ ,๓ จะรับผิดตามมาตรา ๒๘๘,๘๓ ด้วยก็ต่อเมื่อ “เล็งเห็นได้” ว่าจำเลยที่ ๑ จะไปทำการ “ฆ่า”ผู้ตาย หากไม่สามารถเห็นเล็งได้ ก็รับผิดเพียงเท่าที่มีการกระทำร่วมกันและเจตนร่วมกันคือทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ , ๘๓ เท่านั้น แต่ไม่ต้องรับผิดในผล (ความตาย) ของการ “ฆ่า” นั้นด้วย กล่าวคือไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๙๐,๘๓

 

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

 

ผู้กระทำผิดหลายคนมีเจตนาร่วมกันชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์เท่านั้น การที่ผู้กระทำผิดคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย โดยผู้กระทำผิดคนอื่นไม่ได้กระทำการใดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมด้วย แม้จะทราบว่าผู้กระทำผิดที่ยิงมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วยถือไม่ได้ว่าผู้กระทำผิดคนอื่นมีเจตนาร่วมกันฆ่าหรือพยายามฆ่าด้วย ดูฎีกาที่ ๘๙๖/๒๕๔๕

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๖/๒๕๔๕ หลังจากที่จำเลยกับ จ. ร่วมกันชิงเงินสดของผู้เสียหายที่ ๑ ไปจากผู้เสียหายที่ ๒ แล้ว จ. ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไป ผู้เสียหายที่ ๓ ขับรถยนต์กระบะติดตามไปห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ ๓ ไป ๒ นัดโดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ดังนี้ เมื่อจำเลยกับ จ. มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่า จ. มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหาก ขณะที่จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ ๓ จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของ จ. ทั้งจำเลยไม่ได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓ การที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ ๓ จึงเป็นการกระทำของ จ. ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของ จ. โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๓

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๙/๒๕๓๒ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้ตาย แล้วพวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้รู้หรือได้มีการนัดหมายกันก่อนว่าคนร้ายที่ฆ่าผู้ตายมีเจตนาฆ่ามาตั้งแต่แรก จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับคนร้ายอื่นฆ่าผู้ตายอันเป็นความผิดตามป.อ.มาตรา ๒๘๙(๗) แต่เมื่อการฆ่าผู้ตายเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ จึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามป.อ.มาตรา ๓๔๐ วรรคท้าย

  

“เท่านั้นเอง”

 
จับหลักชนฎีกา : เมื่อแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลแล้วจะเป็นความผิดทุกกรณีหรือไม่ โดย-นายสิบหก icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : จับหลักชนฎีกา (นายสิบหก มีนา)
Tuesday, 29 July 2014

จับหลักชนฎีกา :

 

เมื่อแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลแล้ว

 

จะเป็นความผิดทุกกรณีหรือไม่

          

โดยหลักแล้วความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 180 นั้น เมื่อมีการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลแล้ว แม้ยังไม่นำสืบก็เป็นความผิดแล้ว(ฎ.305/2508 แม้จำเลยจะยังมิได้นำสืบ แต่ได้แสดงพยานหลักฐานเท็จต่อศาลแล้ว โดยส่งเอกสาร (หมาย จ.1) ซึ่งเดิมมีอยู่ 2 หลักฐาน แต่จำเลยส่งแสดงว่ามีหลักฐานเดียวย่อมเป็นการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลตามมาตรา 180 แล้ว)

 

แต่ก็มีกรณียกเว้นที่แม้จะมีการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จแล้วผู้แสดงก็ไม่มีความผิด ซึ่งศึกษาได้จากคำพิพากษาฎีกา ดังต่อไปนี้

 

          1.กรณีจ้างให้บุคคลอื่นมาเป็นพยานเบิกความเท็จในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เพราะพนักงานอัยการเป็นผู้นำสืบ(ฎ.1068/2484)

 

          2.นำสัญญาก็เท็จมาฟ้อง แต่ศาลพิพากษาตามยอม

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066/2527 จำเลยได้อาศัยหนังสือสัญญากู้อันเป็นเท็จมาฟ้องผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้กู้ แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล และศาลได้พิพากษาไปตามยอมนั้น ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการนำสืบหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีของศาล จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180

 

          3.นำภาพถ่ายเช็คที่อ้างว่าปลอมมาถ่ายฟ้องแต่ไม่ได้นำสืบเพราะทำสัญญายอมกัน

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2526 ในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ชำระหนี้ตามเช็ค โดยแนบภาพถ่ายเช็คมาท้ายฟ้อง และศาลได้พิพากษาตามยอมนั้น โจทก์มิได้เป็นคู่ความร่วมกับจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมไปบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ อันจะทำให้ โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองนำเอาภาพถ่ายเช็คมาฟ้องโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว

 

เพียงแต่แนบภาพถ่ายเช็คมาท้ายฟ้อง จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นหนี้ ตามฟ้องจริง ศาลได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาคดีไป ตามยอม โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำเช็คซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเช็คเป็นเอกสารเท็จมาอ้างและนำสืบในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180

 

          4.ทายาทยื่นงบดุลกองมรดกเป็นเท็จแต่แสดงจำนวนเงินที่เหลือมากกว่าจำนวนที่เหลือจริง เพราะไม่ทำให้ทายาทอื่นได้รับมรดกน้อยกว่าที่เป็นจริง

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2528 โจทก์และจำเลยต่างก็เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทยื่นคำร้องต่อศาลขอให้จำเลยจ่ายเงินแก่ทายาท จำเลยยื่นงบดุลกองมรดกต่อศาลแสดงจำนวนเงินเหลืออยู่มากกว่าจำนวนที่เหลืออยู่จริง แม้จะเป็นเท็จก็มิใช่เป็นข้อสำคัญในคดี และโจทก์ซึ่งเป็นทายาทก็ไม่ได้รับความเสียหายเพราะไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินมรดกน้อยกว่าจำนวนที่เป็นจริง การกระทำของจำเลยไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ        

 

          5.พยานหลักฐานนั้นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

 

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2532 คดีก่อนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องคือคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมถึงที่สุดโดย ศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความ ดังนั้น การที่จำเลยนำอาวุธปืนมาแสดงต่อศาลในคดีดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ว่าอาวุธปืนที่จำเลยนำไปจดทะเบียนปืนเถื่อน เป็นอาวุธปืนคนละกระบอกกับอาวุธปืนของโจทก์ จึงไม่ใช่การแสดงพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีเพราะอาวุธปืนดังกล่าวจะเป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือไม่ ก็หาทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180

          

นายสิบหก มีนา

 
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง มาตรา ๕๘๑ และมาตรา ๕๘๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Monday, 28 July 2014

เกร็ดกฎหมายน่ารู้ :

 

เรื่อง  มาตรา ๕๘๑ และมาตรา ๕๘๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  

มาตรา ๕๘๑ ถ้าระยะเวลาที่ได้ตกลงว่าจ้างกันนั้นสุดสิ้นลงแล้วลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ต่อไปอีกและนายจ้างรู้ดังนั้นก็ไม่ทักท้วงไซร้ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่โดยความอย่างเดียวกันกับสัญญาเดิม แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะเลิกสัญญาเสียได้ด้วย             การบอกกล่าวตามความในมาตราต่อไปนี้

 

มาตรา ๕๘๒ ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันมานานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใด   คราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทำได้              แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

 

                     อนึ่งในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียว แล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทำได้

 

อันว่าสัญญาจ้างแรงงานที่ได้กำหนดเวลาแน่นอนนั้นเมื่อครบกำหนดตามที่ตกลงกันสัญญาดังกล่าว         จะระงับสิ้นไปแต่ถ้านายจ้างทราบแล้วไม่ทักท้วงให้สันนิษฐานว่านายจ้างลูกจ้างทำสัญญากันใหม่           โดยมีเงื่อนไขเช่นเดียวกับสัญญาเดิม(แตกต่างกับสัญญาเช่านะค่ะมาตรา ๕๖๔+๕๖๖+๕๗๐ ปพพ.)        แต่อย่างไรก็ตามข้อสัญญาดังกล่าวถือว่าเป็นแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น ดังนั้นนายจ้างลูกจ้างมีสิทธิ        บอกกล่าวเลิกสัญญากันได้ ซึ่งการบอกเลิกนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแต่ไม่ต้องล่วงหน้ากว่า ๓ เดือน

 

ฎีกาที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับเรื่องนี้

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๘๙/๒๕๕๐
การบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๒ วรรคหนึ่ง เพียงแต่ให้คู่สัญญาฝ่ายที่จะเลิกสัญญาบอกกล่าวล่วงหน้าแก่คู่สัญญาอีกฝ่าย หนึ่งเพื่อให้ทราบล่วงหน้าว่าจะเลิกสัญญา โดยต้องบอกกล่าวในเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งอันจะก่อให้เกิดผลเป็นการเลิก สัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปเท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าภายในเวลางานตามปกติแต่อย่างใด การบอกกล่าวเลิกสัญญาจึงมีผลนับแต่ที่คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับการบอกกล่าวได้ รับทราบการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น โจทก์รับทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๕ และจำเลยที่ ๑ กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันที่ ๒๕ ของเดือน การบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นผลให้เลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป คือวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ เมื่อจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๕ จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นเวลา ๕๓ วัน
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยไว้โดย เฉพาะ จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง นับแต่เมื่อทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้เมื่อใด จำเลยที่ ๑ จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง
  

BY  PIGLET

   
วิเคราะห์ประเด็นร้อนก่อนสอบ : วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายน่าสนใจจากแนวข้อสอบ (แพ่ง ครั้งที่ 1) โดย-Kraken icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : วิเคราะห์ประเด็นร้อนก่อนสอบ (Kraken)
Tuesday, 01 July 2014

วิเคราะห์ประเด็นร้อนก่อนสอบ :

 

วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายน่าสนใจ จากแนวข้อสอบ (แพ่ง ครั้งที่ 1)

  

การศึกษาข้อกฎหมายจากข้อสอบเก่าถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลมาก ในการที่เราจะใช้ฝึกจับประเด็นและนำข้อกฎหมายมาปรับใช้ในการเขียนตอบข้อสอบกฎหมาย  วันนี้ผมจะนำเสนอหลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยเรื่องนิติกรรมสัญญา การแสดงเจตนา ซึ่งมีทั้งหลักและข้อยกเว้น ข้อเท็จจริงตามปัญหาและหลักกฎหมายที่นำมาวิเคราะห์ในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่นำมาออกเป็นข้อสอบบ่อยมากในชั้นเนติบัณฑิต มาดูกันเลยครับ

 

คำถาม ดำทำสัญญาเช่าบ้านแดงมีกำหนดสามปี  ในสัญญาข้อหนึ่งระบุว่า “เมื่อครบกำหนดตามอายุสัญญาแล้ว แดงยินยอมจะต่อสัญญาเช่าให้ดำอีกสามปี ตามสัญญาเดิม” ต่อมาก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่า แดงถึงแก่ความตายและบ้านดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่ขาวซึ่งเป็นทายาทของแดง  ดำทราบเรื่องจึงมีหนังสือถึงขาวขอให้ทำสัญญาเช่าต่อตามสัญญาที่แดงทำไว้ ขาวปฏิเสธไม่รับรู้  ดังนี้ ดำจะฟ้องขอให้บังคับขาวให้ต่อสัญญาเช่าได้หรือไม่

 

วิเคราะห์คำถาม เมื่ออ่านคำถามแล้วอันดับแรกเราต้องวิเคราะห์ให้ได้ก่อนว่า ประเด็นของคำถามมุ่งที่จะถามเราเกี่ยวกับอะไร ... เกี่ยวกับเรื่องสัญญาเช่าโดยตรง หรือว่าเกี่ยวกับเรื่องหลักทั่วไปว่าด้วยนิติกรรมสัญญา

 

มาดูที่ตัว สัญญาเช่า  กำหนดสามปี = ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องแบบ (ม.538)

 

ประเด็นของคำถามนี้จึงอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ระบุในสัญญาเช่าที่ว่า “เมื่อครบกำหนดตามอายุสัญญาแล้ว แดงยินยอมจะต่อสัญญาเช่าให้ดำอีกสามปี ตามสัญญาเดิม มีสถานะเป็นอะไร? เฉพาะข้อเท็จจริงในส่วนนี้ก่อให้เกิดสัญญาแล้วหรือยัง?  ตอบได้ว่าเป็นเพียง “คำมั่น”...ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา

 

แล้วประเด็นต่อมาก็คือ ผู้ให้คำมั่น(ผู้ให้เช่า)ตาย คำมั่นหรือเจตนาที่ได้แสดงออกไปนั้นยังมีผลอยู่และผูกพันทายาทหรือไม่

 

เมื่อจับประเด็นได้แล้วว่า เป็นการให้คำมั่น(การแสดงเจตนาออกไปฝ่ายเดียว) แล้วต่อมาผู้ที่ให้คำมั่นหรือผู้ที่แสดงเจตนาได้ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะแสดงเจตนาสนองรับ ... จะต้องเอาสองมาตรานี้มาใช้ปรับเลยครับ  ม.169 วรรคสอง กับ ม.360 สองมาตรานี้จะใช้คู่กันเสมอ 169 วรรคสองเป็นหลัก ส่วน 360 เป็นข้อยกเว้น (นำมาออกสอบบ่อย)

 

พอได้หลักกฎหมายที่จะนำมาปรับใช้มาแล้ว ก็วินิจฉัยทีละประเด็นเลยครับ

 

1. ข้อเท็จจริงที่ว่า “เมื่อครบกำหนดตามอายุสัญญาแล้ว แดงยินยอมจะต่อสัญญาเช่าให้ดำอีกสามปี ตามสัญญาเดิม” เป็นเพียงคำมั่นที่แดงจะให้ดำเช่าต่อไปเท่านั้น  ไม่ก่อให้เกิดสัญญา

 

2. โดยหลักแล้ว เจตนาที่แดงได้แสดงออกไปนั้นไม่เสื่อมเสียไป เพราะเหตุความตายของแดงผู้แสดงเจตนา ตามหลัก ม.169 วรรคสอง

 

3. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อดำมิได้แสดงเจตนาสนองรับก่อนที่แดงถึงแก่ความตาย และเมื่อดำได้ทราบเรื่องว่าแดงตายก่อนสัญญาครบกำหนด กรณีจึงต้องด้วย ม.360 ซึ่งมิให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ    

 

4. ผลก็คือ คำมั่นของแดง ย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่ผูกพันขาวซึ่งเป็นทายาทของแดงให้จำต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด

 

คำตอบ  กรณีข้อเท็จจริงตามปัญหา ในสัญญาเช่าระบุว่า เมื่อครบกำหนดตามอายุสัญญาแล้ว แดงยินยอมจะต่อสัญญาเช่าให้ดำอีกสามปี ตามสัญญาเดิมนั้น  เป็นเพียงคำมั่นของแดงว่าจะให้ดำเช่าต่อไปเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา  แม้ว่าตาม ป.พ.พ.มาตรา 169 วรรคสอง จะวางหลักว่าความสมบูรณ์แห่งการแสดงเจตนาจะไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของผู้แสดงเจตนาในภายหลังก็ตาม แต่เมื่อดำมิได้สนองรับก่อนที่แดงถึงแก่ความตาย และเมื่อดำได้ทราบเรื่องอยู่แล้วว่า แดงผู้เสนอหรือให้คำมั่นตายก่อนสัญญาเช่าครบกำหนด กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ.มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่า มิให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ

 

ดังนั้น คำมั่นของแดงย่อมไม่มีผลบังคับ จึงไม่มีผลผูกพันขาวซึ่งเป็นทายาทให้จำต้องปฏิบัติตาม  ดำจะฟ้องร้องขอให้บังคับขาวให้ต่อสัญญาเช่าหาได้ไม่

  

วันนี้ขอจบการวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจจากแนวข้อสอบไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ

 

ข้อสังเกตเพิ่มเติม

 

มีปัญหาว่า กรณีดังกล่าวข้างต้น คำมั่นของแดงผู้ให้เช่าจะผูกพันขาวทายาท ซึ่งเป็นผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 569 หรือไม่...คำตอบ คือ ไม่ผูกพัน เพราะว่าคำมั่นว่าจะให้เช่าไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่า   

   

Kraken

   
สรุปหลักทักทายฎีกา : ความไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ.59 วรรคสาม โดย-นิติพัฒน์ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : สรุปหลักทักทายฎีกา (นิติพัฒน์)
Thursday, 01 May 2014

สรุปหลักทักทายฎีกา :

 

เรื่อง ความไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด

 

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสาม

          

                              ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสาม ได้บัญญัติไว้ว่า                หากผู้กระทำมิได้รู้ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด จะถือว่า ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

 

                              จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สามารถตีความได้ว่า ในการกระทำความผิดในทางอาญาและจะต้องรับโทษตามกฎหมายนั้นนอกจากผู้กระทำจะต้องมีการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดแล้ว ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะกระทำความผิดด้วย  ดังนั้น หากผู้กระทำได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปโดยที่ผู้กระทำไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวของตนนั้นเป็นความผิด เช่นนี้ก็จะถือว่าผู้กระประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

 

                    องค์ประกอบภายนอก ของความผิดอาญาแต่ละฐาน สามารถแบ่งแยกออกมาได้โดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1.       ผู้กระทำความผิด

 

2.       ลักษณะในการกระทำความผิด

 

3.       วัตถุเเห่งการกระทำความผิด

 

          ซึ่งหากขาดหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันถือได้ว่าขาดองค์ประกอบความผิดภายนอกหรือไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดนั่นเอง เช่น

 

          ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายมาตรา 288 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

 

                              1. ผู้กระทำความผิด = ผู้ใด  คำว่า ผู้ใด ในที่นี้ หมายถึงผู้ใด หรือ ใครก็ได้ ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคล แต่กรณีนี้ไม่รวมถึง นิติบุคคล

 

                           2. ลักษณะในการกระทำความผิด = ฆ่า คำว่า ฆ่าในที่นี้หมายถึง เป็นการทำให้ผู้อื่นตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ

 

                              3. วัตถุแห่งการกระทำความผิด = ผู้อื่น คำว่าผู้อื่นในที่นี้ หมายถึง บุคคลอื่นทั่วไป ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคล ไม่รวมถึงนิติบุคคล หรือหากเป็นการฆ่าตัวตาย หรือ ฆ่าสัตว์ตาย ก็ถื่อได้ว่าขาดองค์ประกอบความตามมาตรา 288 นี้ เพราะการฆ่านั้น มิไช่การฆ่าผู้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

                                        หรือเช่น ในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้  

 

                                   1. ผู้กระทำความผิด = ผู้ใด  หมายถึงผู้ใด หรือ ใครก็ได้ ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคล

 

                              2. ลักษณะในการกระทำความผิด = เอา หมายถึง เป็นการเอาไปหรือ หยิบไป , ถือไป หรือไม่ว่าจะด้วยวิธีอื่นใด อันถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองเพื่อตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง

 

                         3. วัตถุแห่งการกระทำความผิด = ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หมายถึง ทรัพย์ที่ผู้กระทำความผิดได้เอาไปหรือลักไปนั้น เป็นของผู้อื่นหรือเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และทรัพย์นั้นมิใช่ของตนเองหรือที่ตนเองเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

 

                         ในความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาทุจริตด้วย  ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (1) คำว่า โดยทุจริต หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นต้น

 

                                  เช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1761/2552 การนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมเข้าบัญชีของตนเพื่อเรียกเก็บเงินแทนผู้อื่นโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอม จึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำผิด จึงไม่มีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม

 

                                   หรือเช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7144/2545 จำเลยข่มขืนผู้ตาย  โดยจำเลยคิดว่าผู้ตายนั้นเพียงแค่สลบไป กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดในเรื่องวัตถุแห่งการกระทำความผิด ดังนั้นจะถือว่าจำเลยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ประกอบมาตรา 59 วรรคสาม

 

                                   อย่างไรก็ตาม ความไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา มาตรา 59 วรรคสามนั้น ก็มีข้อยกเว้น ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ใน      ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 62 วรรคสอง ว่า ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามความในวรรคสามแห่งมาตรา 59 หรือความสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคแรก ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า การกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องรับผิดแม้จะกระทำโดยประมาท

 

                                   เช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2534 จำเลยที่ 2 สำคัญผิดว่า           บุตรแรกเกิดของตนถึงแก่ความตายแล้วจึงโยนลงมาจากหน้าต่างโรงแรม แม้โจทก์จะไม่มี                       พยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมลงมือกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่การที่ จำเลยที่ 1                     อยู่ร่วมห้องเดียวกับจำเลยที่ 2 ตามลำพัง ในขณะที่จำเลยที่ 2 คลอดบุตร จำเลยที่ 2 ย่อมต้องมีความเจ็บปวด ซึ่งจะต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือตน ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้เห็นในการคลอดบุตรของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นการคลอดก่อนกำหนดประมาณ               2 เดือนเศษก็หาใช่ว่าเด็กทารกจะไม่มีชีวิต รอดอยู่เสมอไปไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะบิดาย่อมมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ดูแล บุตรด้วยการใช้ความระมัดระวังตรวจดู ให้ถ้วนถี่เสียก่อนว่าบุตรที่เกิดมา                    ยังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ มิใช่ปล่อยให้จำเลยที่ 2 โยนบุตรทิ้งไปโดยมิได้ห้ามปรามทั้ง ๆ ที่ จำเลยที่ 1สามารถใช้ความระมัดระวังในกรณีเช่นนี้ได้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท               เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390

                         

     นิติพัฒน์./ผู้เรียบเรียง

                    
อ่านเพื่อสอบ : เรื่อง รวมประเด็นขั้นเทพ (แพ่งและอาญา) ชุดที่ 5 โดย-นายกฤต ๒๑ icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : อ่านเพื่อสอบ (นายกฤต ๒๑)
Thursday, 24 July 2014

อ่านเพื่อสอบ :

 

เรื่อง รวมประเด็นขั้นเทพ (แพ่งและอาญา) ชุดที่ 5

  

****หนี้ร่วมของสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ถึง (4) ต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาที่กระทำขึ้นร่วมกันเท่านั้น ไม่รวมถึงหนี้ที่เกิดจากการทำละเมิดหรือการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย****

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่17261/2555

 

หนี้ร่วมของสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ถึง (4) ต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาที่กระทำขึ้นร่วมกันเท่านั้น ไม่รวมถึงหนี้ที่เกิดจากการทำละเมิดหรือการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายเก็บเงินจากสมาชิกผู้กู้เป็นรายเดือนแล้วนำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไม่ครบถ้วนตามฟ้อง อันมีลักษณะเป็นการยักยอกซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอาเงินคืนจากทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือทายาทผู้รับมรดกของผู้ตายโดยตรง การที่ผู้ตายนำเงินที่ยักยอกมาไปใช้จ่ายในครอบครัว จัดการบ้านเรือน จัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดูและรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1)

  

***ทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่า  ตกลงยกทรัพย์สินสมรสให้แก่บุตร ถือเป็นสัญญาแบ่งสินสมรส  และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก  เมื่อบุตรยังไม่ได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญา  ต้องถือว่าคู่สมรสยังเป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าว***

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่12271/2555

 

ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 3 กับผู้ร้อง เมื่อบุคคลทั้งสองจดทะเบียนหย่ากัน สินสมรสต้องแบ่งให้แก่จำเลยที่ 3 และผู้ร้องคนละส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 แม้จำเลยที่ 3 กับผู้ร้องจดทะเบียนหย่ากันโดยทำบันทึกยกทรัพย์พิพาทให้แก่บุตรทั้งสอง แต่เมื่อบุตรทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังมิได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 และยังมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนรับโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 3 กับผู้ร้องจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์พิพาทโดยมีส่วนเท่าๆกัน

  

****เสนอขายที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอน  โดยจะทำในรูปของพินัยกรรม  ผู้ซื้อทราบถึงสถานะทางกฎหมายของที่ดิน  แต่ยังตกลงซื้อ  ถือว่าสัญญาตกเป็นโมฆะ  เงินค่าที่ดิน  ถือเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  ผู้ซื้อเรียกคืนไม่ได้****

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2556

 

จำเยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ติดต่อเสนอขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในราคา 450,000 บาท แต่ที่ดินดังกล่าวติดข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงเสนอเงื่อนไขว่า ในการขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้น จะทำกันในรูปแบบของพินัยกรรม โจทก์จึงตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบถึงสถานะทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดีว่า เป็นที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอน ไม่อาจซื้อขายกันได้ นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามตามกฎหมาย มีผลเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การที่โจทก์ชำระค่าซื้อขายที่ดินพิพาทจำนวน 450,000 บาท จึงเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 โจทก์ไม่อาจเรียกเงินค่าซื้อขายที่ดินพร้อมดอกเบี้ยคืนจากจำเลยที่ 1 ได้

  

****ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไปแล้ว กลับไปยึดถือครอบครองโดยใช้กิ่งไม้ ท่อนไม้ ปิดกั้นทางพิพาทห้ามประชาชนสัญจรไปมาเป็นความ ผิดตาม ป.อ.มาตรา 386 ***

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๔/๒๕๕๕ จำเลยอุทิศที่ดินให้สร้างทางพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ร่วมกัน ถือเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การอุทิศด้วยวาจามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ประชาชนจะไม่ใช้ทางพิพาทเพราะน้ำท่วม ไม่สะดวกแก่การใช้ แต่สภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ จำเลยกลับเข้าครอบครองอีกนานเพียงใดก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นของจำเลยอีก การที่จำเลยใช้กิ่งไม้ ท่อนไม้ ปิดกั้นทางพิพาทห้ามประชาชนสัญจรไปมา แล้วเข้ายึดถือครอบครอง ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.๙,๑๐๘ ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๘๖.....

  

****เพียงแต่พูดชักชวน ยังไม่ถือว่าเป็นการพราก ผู้เสียหายจะมาหรือไม่มาหาจำเลยตามที่พูดก็ได้ การพรากเป็นคนละอย่างกับการพูดชักชวน****

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๑๙๖/๒๕๕๕

 

การพรากเป็นคนละอย่างกับการพูดชักชวนและการพรากมีความหมายคนละอย่างกับการพูดและไม่ใช่การพูด หากจำเลยพูดแต่ไม่ได้พรากหรือพาผู้เสียหายไปจำเลยย่อมไม่ผิดฐานพรากผู้เยาว์ เพราะการพรากผู้เยาว์จะต้องมีการกระทำที่ยิ่งกว่าการพูดชักชวน เนื่องจากการพูดชักชวน เด็กหรือผู้เยาว์ตัดสินใจไม่ไปตามที่พูดชักชวนได้ จนกว่าจะมีการพาเด็กหรือผู้เยาว์ไปตามทิศทางที่พูดชักชวนไว้ จึงจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้ สอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่ให้คำนิยามคำว่า พราก หมายถึงต้องมีการกระทำที่พาไป ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ยอมออกจากบ้านมาหาจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการพรากผู้เยาว์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความเพียงจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ใจอ่อนยอมมาหาจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ไปรับหรือพาผู้เสียหายที่ 1 ออกมาจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ แต่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กฯ ตาม ป.อ.มาตรา 277 จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

  

****ตัวการอยู่ต่างประเทศ  ให้ตัวแทนดูแลปลูกต้นสน  สิทธิครอบครองต้นสนอยู่กับตัวแทน  ตัวแทนตัดต้นสนไปขาย เอาเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน  ผิดยักยอก ไม่ใช่ลักทรัพย์*****

 

ฎีกาที่ 16081 - 16083/2555

 

โจทก์พักอาศัยอยู่ต่างประเทศ ประสงค์จะปลูกต้นสนไว้เพื่อขายจึงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้จัดการหาต้นสนมาปลูกและดูแลต้นสน ต้นสนของโจทก์ทั้งสามอยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยตัดต้นสนโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบ หรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม และจำเลยรับเงินค่าต้นสนทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ของตนเองไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้นสน แต่เป็นความผิดฐานยักยอก

 

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาลักทรัพย์อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 356 บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

  

****กระชากกระเป๋าที่แขวนอยู่ที่กระจกรถอย่างแรง ทำให้รถของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ถือไม่ได้ว่าคนร้ายเล็งเห็นผลว่าจะทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายจากรถล้ม อันจะผิดฐานชิงทรัพย์   เป็นแต่เพียงการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า  แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมา  คงลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวไม่ได้***

 

ฎีกาที่ 9805/2554

 

การกระทำโดยเล็งเห็นผลนั้นหมายความว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ขณะที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่แขวนอยู่ที่กระจกรถจักรยานยนต์อย่างแรง ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสองไม่อาจเล็งเห็นผลได้แน่นอนว่าการกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 จะทำให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับล้มลงเพราะรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอาจจะล้มหรือไม่ล้มก็ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเท่านั้น แม้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจะล้มลงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นผลมาจากแรงกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 ก็หาใช่จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลอันถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่ประการใดไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามฟ้อง คงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดเท่านั้น

 

คดีนี้ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองฉกฉวยเอาไปซึ่งหน้าและมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ตาม ป.วิ อาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ศาลลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้ คงลงโทษได้ในฐานร่วมกันลักทรัพย์ อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์เท่านั้น ตาม ป.วิ อาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

  ****จำเลยแทงผู้ตายที่ใต้ถุนบ้าน แล้วลากศพผู้ตายไปไว้ที่ถนนสาธารณะ แม้บริเวณนั้นไม่อาจปิดบังการตายได้ แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายและเพื่ออำพรางการกระทำความผิดของตนด้วยเป็นความผิด ตาม มาตรา 199****

คำพิพากษา ฎีกาที่ 10278/2555

 

การที่จำเลยลากศพผู้ตายไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้านห่างออกไปประมาณ 30 เมตร แม้บริเวณนั้นไม่อาจปิดบังการตายได้ แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายและเพื่ออำพรางการกระทำความผิดของตนด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเพื่ออำพรางคดี จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทวิ วรรคสอง

  

****ทวงหนี้โดยพูดว่า หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ ผู้เสียหายกับบุตรภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อยไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรม  แต่เป็นถ้อยคำที่สามัญชนโดยทั่วไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคำพูดข่มขู่ เป็นกรรโชกทรัพย์*****

 

ฎีกาที่ 1199/2553

 

 ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวกับผู้เสียหายว่า หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้ ผู้เสียหายกับบุตรภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อยนั้น ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมที่เจ้าหนี้อาจพึงฟ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นถ้อยคำที่สามัญชนโดยทั่วไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคำพูดข่มขู่ว่าหากไม่ชำระหนี้ให้แล้วผู้เสียหายกับครอบครัวอาจถูกทำร้ายให้ได้รับความเดือดร้อนและเป็นอันตรายได้ ถ้อยคำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายให้ต้องยินยอมชำระหนี้ให้แก่กลุ่มจำเลยทั้งห้าตามที่เรียกร้อง จำเลยทั้งห้าจึงมีความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ตาม ป.อ.มาตรา 337 ประกอบมาตรา 83

  

*****ฝูงกระบือมีจำนวนถึง 43 ตัว แต่มีผู้ควบคุมดูแล  2 คน ถือว่ามีผู้ควบคุมดูแลไม่เพียงพอ   กระบือวิ่งตัดหน้ารถยนต์ในระยะกระชั้นชิดจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันจึงชนกระบือ รถยนต์ได้รับความเสียหาย เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของกระบือจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าของรถยนต์  ตาม ป.พ.พ.มาตรา 433****

 

  คำพิพากษาฎีกาที่  3451/2555 

 

รอยห้ามล้อของรถยนต์กระบะซึ่งยาวประมาณ  20 เมตร อยู่ในช่องเดินรถของ ล. โดยเฉพาะรอยห้ามล้อรถด้านซ้ายอยู่ห่างจากไล่ถนนพอสมควร แสดงว่ากระบือของจำเลยได้วิ่งตัดหน้ารถของ ล. ในระยะกระชั้นชิดจนไม่สามารถห้ามล้อรถได้ทัน จึงชนกระบือของจำเลย แม้ก่อนถึงที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร มีป้ายสีเหลืองเตือนระวังสัตว์เลี้ยงก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่าขณะเกิดเหตุ ล. ขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร  การที่มีป้ายสีเหลืองเตือนให้ระวังสัตว์เลี้ยงมิได้หมายความว่าหากเหตุรถชนสัตว์เลี้ยงแล้ว  ผู้ขับรถชนสัตว์เลี้ยงจะต้องผิดเสมอไป เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา  111 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ  ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองผู้ขับรถให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ถนน  การที่ฝูงกระบือที่จำเลยเลี้ยงมีมากถึง  43 ตัว แต่มีผู้ควบคุมดูแลเพียง 2คน ถือว่ามีผู้ควบคุมดูแลไม่เพียงพอ  ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรในการควบคุมดูแลเลี้ยงกระบือ  เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 433 วรรคหนึ่ง

  

****ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด แม้จะมิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ก็อาจเอื้อมไปจัดการงานของห้าง หรือผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดก็อาจสอดเข้าไปจัดการงานของห้างอันเป็นการดำเนินการแทน และผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัดได้******

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 5009/2555 

 

บทบัญญัติลักษณะ  22 หมวด 3 ว่าด้วย ห้างหุ้นส่วนจำกัด แห่ง ป.พ.พ.    มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน และมาตรา  1080 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยบทบัญญัติแห่งห้างหุ้นส่วนจำกัด มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยบทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญ มาตรา 1043 บัญญัติว่า  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนอันมิได้เป็นผู้จัดการเอื้อมเข้ามาจัดการงานของห้างหุ้นส่วนก็ดี........ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการจัดการงานนอกสั่ง" แสดงว่าผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด แม้จะมิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ก็อาจเอื้อมไปจัดการงานของห้าง หรือผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดก็อาจสอดเข้าไปจัดการงานของห้างอันเป็นการดำเนินการแทน และผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัดได้  เมื่อปรากฏว่าตามทางปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยต่างทำธุรกรรมต่อกันมาก่อนหลายครั้งด้วยการให้ ป. เอื้อมเข้ามาจัดการติดต่อซื้อรถสามล้อเครื่องแทนโจทก์  และจำเลยให้ ส.ติดต่อขายรถสามล้อเครื่องแทนจำเลยมาตลอด พฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงว่าโจทก์และจำเลยได้เชิดและยอมให้ ป. กับ ส. เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว   การลงนามในสัญญาซื้อขายของ ป.แทนโจทก์ และ ส. แทนจำเลย จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.พ.พ.มาตรา 821 โจทก์จึงมีอำนาจรับเอาข้อสัญญาดังกล่าวและฟ้องจำเลยให้รับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าวได้  เมื่อโจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

  

****เจ้าของรวมในที่ดินซึ่งมีข้อตกลงตามสัญญาว่าให้ที่ดินส่วนพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกัน  ดังนี้  เจ้าของรวมคนหนึ่งไม่มีมีสิทธิเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม   เพราะถือว่ามีนิติกรรมที่ขัดกันอยู่****           

         

คำพิพากษาฎีกาที่  3414/2555

 

 โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโดยมีข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายว่าให้ที่ดินส่วนพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกัน เมื่อยังไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมจึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ เนื่องจากมีนิติกรรมขัดอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง

  

ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อยังมิได้ชำระราคาแก่ผู้ขาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อหรือไม่

 

                    คำตอบ  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

 

                    คำพิพากษาฎีกาที่  1834/2554  ป.พ.พ. มาตรา 458 บัญญัติว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้นย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อใด ทำสัญญาซื้อขายกันสำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา  456 วรรคหนึ่ง กรรมสิทธิ์ย่อมโอนไปเป็นของผู้ซื้อทันทีตั้งแต่ทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนราคาทรัพย์สินที่ต้องชำระแก่กันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งแห่งสัญญาซื้อขาย หาใช่เงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่  ดังนั้น การชำระราคาอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเวลาโอนกรรมสิทธิ์ก็ย่อมทำได้ตามแต่คู่สัญญาจะตกลงกัน เมื่อโจทก์ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดทั้ง 21 แปลง ให้แก่ ป. กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของ ป. ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ ป. ยังไม่ชำระราคาให้แก่โจทก์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ป. จึงมีผลสมบูรณ์เด็ดขาด และที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. มิใช่เป็นที่ดินของโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาท และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อมาภายหลังคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

 

นายกฤต ๒๑

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๓๒๕๙/๒๕๕๔ > พฤติการณ์เช่นนี้เล็งเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ ๕ ได้ว่า สัญญาค้ำประกัน. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  3259/2554  ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้เมื่อปี 2536 และปี 2538 ระบุให้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่จะมีต่อไปในภายหน้าด้วย โดยสัญญาค้ำประกันที่ทำเมื่อปี 2536 มีจำเลยที่ 2 และที่ 9 เป็นผู้ร่วมค้ำประกันในฉบับเดียวกัน ส่วนสัญญาค้ำประกันที่ทำเมื่อปี 2538 มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เป็นผู้ร่วมค้ำประกัน ในฉบับเดียวกัน แต่ปรากฏว่าภายหลังจากจำเลยที่ 5 ทำนิติกรรมกับโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2539 โดยทำบันทึกขึ้นเงินจำนองที่ดินรวม 4 แปลง แล้ว จำเลยที่ 5 ก็ไม่ได้ทำนิติกรรมใดๆ กับโจทก์อีก และเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 10 ได้ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 7 และที่ 8 ทำสัญญาจำนอง นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ยังได้ทำหนังสือแสดงเจตนาให้การจำนองที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2535 และปี 2536 เป็นการจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับนี้ด้วย ส่วนจำเลยที่ 5 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาจำนองขึ้นใหม่ ทั้งไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาให้การจำนองที่จำเลยที่ 5 ทำไว้ตั้งแต่ปี 2536 เป็นการจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับนี้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์เช่นนี้เล็งเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ได้ว่า สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้ในปี 2536 และปี 2538 รวมทั้งสัญญาจำนองที่ดินที่ได้ทำไว้ก่อนไม่เป็นการค้ำประกันและจำนองเป็นประกันหนี้สำหรับสัญญาเงินกู้จำนวน 2 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ในภายหลังดังกล่าว โดยการกู้เงินตามสัญญาเงินกู้นี้จำเลยที่ 5 มิได้เกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๓๒๓๕/๒๕๕๔ > คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องปฏิบัติต่อกันในลักษณะสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ.... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  3235/2554  การให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิมเนื่องจากการเลิกสัญญาจะซื้อจะขายเป็นการชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดจากการเลิกสัญญา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องปฏิบัติต่อกันในลักษณะสัญญาต่างตอบแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 392 ประกอบมาตรา 391 และมาตรา 369 เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินที่เคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยมิได้ให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินมัดจำและเช็คที่ได้รับไว้จากจำเลย อันเป็นการชำระหนี้ต่างตอบแทนที่เกิดจากการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะเดิมให้แก่จำเลยด้วยนั้นจึงไม่ชอบ

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๓๒๑๖/๒๕๕๔ > ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ.มาตรา. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  3216/2554  ตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยกำหนดเงื่อนไขในข้อ 1 ว่าในการปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินที่ซื้อขาย ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะว่าจ้างผู้จะขายหรือบริษัทในเครือของผู้จะขายเป็นผู้ปลูกสร้างโดยจะใช้แบบของผู้จะขายเท่านั้น และโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ท. ปลูกสร้างบ้านแบบกรรณิการ์ลงบนที่ดินที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย จำเลยและบริษัท ท. ต่างมี บ. และ ธ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเช่นเดียวกัน สำนักงานที่ตั้งก็เป็นสถานที่เดียวกัน ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านก็เป็นชุดเดียวกัน บริษัท ท. จึงเป็นบริษัทในเครือของจำเลยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาซึ่งต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยแบ่งแยกกันทำหน้าที่ดำเนินการในด้านต่างๆ จึงต้องร่วมกันผูกพันตามสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่เพียงผู้เดียวให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้ จำเลยจะอ้างการเป็นนิติบุคคลของบริษัท ท. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมาปฏิเสธ เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความผูกพันกับบริษัท ท. ที่จะต้องคืนเงินค่าปลูกสร้างบ้านและรั้วบ้านหาได้ไม่

 

เงินที่โจทก์ทั้งสองมอบให้แก่จำเลยในวันจองซื้อที่ดินพร้อมบ้าน ถือว่าเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักฐานและเป็นการประกันในการปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นมัดจำ ส่วนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินนั้น ตามสัญญาดังกล่าวระบุว่าให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้งวดที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินตามสัญญามิใช่เป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงไม่ใช่มัดจำ เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเป็นอันยกเลิก จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำนั้นได้ ส่วนเงินค่าที่ดิน ค่าปลูกสร้างบ้าน ค่าสร้างรั้วและค่าต่อเติมบ้านที่โจทก์ทั้งสองชำระให้จำเลย จำเลยจะต้องให้โจทก์ทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม การที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าถ้าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาเป็นอันยกเลิก โจทก์ทั้งสองยินยอมให้ริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ถ้าสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อลดเบี้ยปรับลงโดยให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนั้นไม่ เพราะการที่จำเลยริบเงินดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๓๖๘/๒๕๕๔ > แต่การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมไม่เป็น icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  368/2554  จำเลยทำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยมีผลทำให้ที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจากจำเลยมีสภาพด้อยลงกว่าในขณะทำสัญญา ถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยจะโทษโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 371 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิเลือกที่จะเลิกสัญญาหรือเรียกให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่โดยลดส่วนหนี้ค่าราคาที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าว แม้สัญญาจะซื้อขายมีข้อตกลงว่าหากจำเลยผู้จะขายปฏิบัติผิดสัญญา ผู้จะขายตกลงคืนเงินที่ได้รับชำระไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยก็เป็นเพียงทางเลือกทางหนึ่งมิได้เป็นข้อสัญญาจำกัดหรือเป็นการสละสิทธิของโจทก์ในการเลือกใช้สิทธิ

 

จำเลยทำคันดินขึ้นสูงถึง 4 เมตร เป็นสิ่งกำบังไม่ให้โจทก์สามารถมองไปยังแม่น้ำแควน้อยได้โดยสะดวกเช่นที่เป็นมาแต่เดิม แม้โจทก์มิได้แจ้งหรือโต้แย้งจำเลย จำเลยก็ไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวน การที่จำเลยเรียกให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินและให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวนตามสัญญาจึงเป็นการเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ต่างตอบแทนโดยไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิปฏิเสธได้ และไม่ถือว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ก็ไม่เป็นผลให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย

 

โจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่มแล้ว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง และไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์ชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบที่ไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้โจทก์ทราบ แต่การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด จึงไม่สมควรแก้ไข

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๘๔/๒๕๕๔ > ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่น.. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  284/2554  จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าการขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวและราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรโดยมิชอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง อันจะทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่

 

การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันประมูลราคา แม้การขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้จะมีโจทก์เข้าสู้ราคาเป็นผู้ซื้อทรัพย์เพียงรายเดียวก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีก็สามารถดำเนินการขายทอดตลาดไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ประมูลราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันด้วยประกอบกับยังได้ความอีกว่า การขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 19 ซึ่งการขายทอดตลาดครั้งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดสนใจเข้าสู้ราคานอกจากโจทก์ดังนั้น การดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๒๕/๒๕๕๔ > มูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งต่างจากมูลหนี้เงิน.. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  125/2554  หนี้เงินลีร์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทครบกำหนดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 และบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์เพิ่งนำคดีเกี่ยวกับหนี้ส่วนนี้มาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ทั้งที่สิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันในหนี้เงินลีร์เกิดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 เกินกำหนดเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ มาตรา 193/30

 

มูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งต่างจากมูลหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีประเด็นแห่งคดีในมูลหนี้ทั้งสองย่อมต่างกัน คดีนี้จึงไม่อาจเป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

 

ไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างอยู่นานเท่าใด ในกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๕๔๒/๒๕๕๔ > โดยไม่มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนิน. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  8542/2554  จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั่งรถคันเดียวกันมาที่ร้านอาหาร แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เจรจาตกลงขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ ก. ต่อมาสิบตำรวจโท ป. พาจำเลยที่ 3 ไปตรวจนับเงินค่าเมทแอมเฟตามีน วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาที่จุดนัดหมาย จำเลยที่ 1 ตรวจนับเงิน จำเลยที่ 2 พาสิบตำรวจโท ป. ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีบริการน้ำมันคิวเอท ส่วนจำเลยที่ 4 นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้จำเลยที่ 2 ที่สถานีบริการน้ำมันคิวเอทและจำเลยที่ 2 ส่งมอบต่อให้สายลับในทันที พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันรู้เห็นเป็นใจและแบ่งหน้าที่กันทำมาตั้งแต่ต้น

 

ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบก่อนและไม่ได้แจ้งว่าจะไม่ให้การก็ได้เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84, 134/1 และ 134/4 นั้น เห็นว่า มาตรา 84, 134/1 และ 134/4 ได้มีการแก้ไขโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 ได้กระทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับ คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐาน

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๕๒๙/๒๕๕๔ > แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะพิจารณายกฟ้องในคดีส่วนอาญา ก็ไม่ทำให้ฟ้องในส่วนแพ่ง.. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  8529/2554  โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเนื่องจากจำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนเกินที่โจทก์ขายที่ดินไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังไปเป็นของตนโดยทุจริต สิทธิเรียกร้องทางแพ่งจึงต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีอาญา โจทก์ย่อมนำคดีส่วนแพ่งมาฟ้องรวมกับคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะพิจารณายกฟ้องในคดีส่วนอาญา ก็ไม่ทำให้ฟ้องในส่วนแพ่งที่สมบูรณ์แล้วเสียไป

 

การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับประทับฟ้อง ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการสั่งให้รับฟ้องคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งด้วย หากจำเลยจะต่อสู้คดีส่วนแพ่ง จำเลยจะต้องให้การต่อสู้ตามที่ ป.วิ.พ. ได้บัญญัติไว้พร้อมกับคำให้การต่อสู้คดีส่วนอาญาด้วยกัน โดยคำให้การคดีส่วนแพ่งนั้นจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การของจำเลยให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งรวมกันมาว่า จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นเท่านั้น คำให้การส่วนแพ่งจึงเป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ หาได้โต้แย้งข้อเท็จจริงฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งซึ่งจำเลยจะต้องให้การมาโดยแจ้งชัดด้วยว่า คดีในส่วนแพ่งเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้น เพราะเหตุใด เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีในส่วนแพ่งเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นหรือไม่ ถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๘๔๘๑/๒๕๕๔ > เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  8481/2554  คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม

 

แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง แต่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการการที่จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินแล้วทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย จึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 ที่จะรับไว้ไต่สวนมูลฟ้อง

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๘๒๙/๒๕๕๔ > แผ่นวีดิทัศน์จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  2829/2554  วีดิทัศน์ของกลาง 782 แผ่น เป็นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) โจทก์บรรยายฟ้องว่าแผ่นวีดิทัศน์ 782 แผ่น นี้ จำเลยใช้ในการประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งสาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการและไม่นำวีดิทัศน์ไปให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาอนุญาตก่อนนำออกจำหน่าย แผ่นวีดิทัศน์จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 และมาตรา 33 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 

ในข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดีทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตนั้น จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวในวันเวลาเดียวกัน โดยแผ่นวีดิทัศน์ของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันโดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือเพื่อนำแผ่นวีดิทัศน์ออกจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 91 เพียงบทเดียว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต 100,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 นั้น เป็นการลงโทษปรับต่ำที่สุดและลดโทษให้จำเลยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจลดโทษปรับในความผิดฐานนี้ได้อีก

 

จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ และซีดีเอ็มพีสาม รวม 507 แผ่น เพื่อจำหน่าย ให้เช่า ให้เช่าซื้อแก่ลูกค้าและบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องโดยมีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 แต่มิได้อ้างมาตรา 69 กลับอ้างมาตรา 70 นั้น ก็เป็นการอ้างบทมาตราผิด ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้อีกสถานหนึ่งโดยให้ปรับ 110,000 บาท ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งนั้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ และซีดีเอ็มพีสาม เป็นจำนวนถึง 507 แผ่น การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อแสวงหากำไรและเป็นการกระทำเพื่อการค้าด้วยซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ผู้เสียหาย และกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โทษปรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๘๑๙/๒๕๕๔ > จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  2819/2554  เหตุที่จำเลยถือขวานวิ่งไล่ฟันผู้เสียหาย เพราะโกรธที่ถูกกล่าวหาว่าลักพระจตุคามรามเทพ ผู้เสียหายวิ่งเข้าห้องนอนปิดประตู จำเลยฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวถูกประตูห้องนอนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกที่จะฟันอวัยวะสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย และไม่ได้ฟันผู้เสียหายซ้ำอีกทั้งที่จำเลยสามารถทำได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการี และเป็นความผิดที่รวมอยู่กับความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีตามฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๒๘๐๕/๒๕๕๔ > ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ในการมีเมทแอมเฟตา. icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Saturday, 08 March 2014

ฎีกาที่  2805/2554  จำเลยที่ 2 ติดต่อแจ้งจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ว่ามีผู้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนและได้รับเงินจากสายลับผู้ล่อซื้อแล้วนำเงินทั้งหมดไปฝากจำเลยที่ 3 เพื่อให้มอบแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 หรือมีส่วนร่วมในการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับสายลับอย่างไร ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ช่วยติดต่อแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่สายลับที่ไปติดต่อซื้อกับจำเลยที่ 2 และรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไว้จากสายลับเพื่อมอบแก่จำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและทางพิจารณาได้ความว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุน ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้

 
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าแพ่ง (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘, ๑๓๗๕) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ แพ่ง
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายแสงมีที่ดินอยู่ติดกับแม่น้ำ  ที่ดินนี้มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ต่อมาที่ดินนั้นเกิดที่งอกริมตลิ่ง นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่ดินที่งอกนี้ หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน  นายแสงแจ้งให้นายเริ่มออกไปจากที่ดิน  แต่นายเริ่มไม่ยอมออก อ้างว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  นายแสงรออยู่อีก ๒ ปี จึงฟ้องขับไล่นายเริ่ม  นายเริ่มต่อสู้ว่าที่ดินนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายแสงไม่มีอำนาจฟ้อง  แต่อย่างไรก็ตามนายแสงฟ้องคดีเกิน ๑ ปีแล้ว จึงหมดสิทธิฟ้อง

 

          ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเริ่มฟังได้หรือไม่

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ที่งอกริมตลิ่งเกิดจากที่ดินของนายแสง จะเป็นทรัพย์สินของนายแสง หรือ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ?  และเมื่อที่ดินของนายแสงมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่งอกริ่มตลิ่งจะเป็นสิทธิครอบครอง หรือ เป็นกรรมสิทธิ์ ? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๘)

 

๒.       การที่นายแสงให้นายเริ่มอาศัยอยู่บนที่งอกริมตลิ่ง ถือว่านายเริ่มยึดถือที่ดินนั้นไว้แทนนายแสง หรือไม่? และการที่นายเริ่มไม่ยอมออกไปจากที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นการแย่งการครอบครอง หรือไม่? (ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕)

 

๓.       นายแสงฟ้องขับไล่นายเริ่มเกิน ๑ ปี จะต้องห้ามตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๗๕ หรือไม่? และข้อต่อสู้ของนายเริ่มรับฟังได้ หรือไม่?

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.แพ่ง (ป.วิ.พ.มาตรา ๑(๕), ๑๘, ๒๔, ๒๒๖, ๒๒๗, ๒๒๘) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้ทำละเมิดและคำฟ้องเคลือบคลุม โดยได้ระบุข้อความที่อ้างว่าเคลือบคลุมมาในคำให้การด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดแต่ได้ยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเพราะตนป่วยไม่สามารถติดต่อทนายได้ ศาลไต่สวนคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง ก่อนสืบพยานนัดแรก จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าคำฟ้องเคลือบคลุม ศาลมีคำสั่งว่าไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ จึงอุทธรณ์คำสั่งนี้ทันที และจำเลยที่ ๒ ก็อุทธรณ์คำสั่งศาลที่สั่งยกคำร้องขอยื่นคำให้การทันทีเช่นกัน

 

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาได้ หรือไม่?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        คำสั่งของศาลที่สั่งว่า คำฟ้องไม่เคลือบคลุม เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๒๗ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๒.       คำสั่งของศาลที่ ยกคำร้องขอยื่นคำให้การ เป็นคำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒๘ ที่จะอุทธรณ์ทันทีได้ หรือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม มาตรา ๒๒๖ ?

 

๓.       การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องทำอย่างไร ? (ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๖ (๑) (๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า วิ.อาญา (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘, ๑๖๒(๑)(๒), ป.วิ.อ. ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ ว.๒(๑)) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Friday, 01 March 2013

คำถาม  

 

นายเอกยื่นฟ้องนายโทกล่าวหาว่าลักทรัพย์แหวน ๑ วง ราคา ๑,๓๐๐ บาท ของนายเอก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันต่อศาลนั้นไว้แล้ว ศาลได้เรียกสอบพนักงานอัยการคดีดังกล่าว พนักงานอัยการแถลงคัดค้านว่ากรณีจะทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง

 

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะสั่งคดีของนายเอก อย่างไร?

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว จะตัดสิทธินายเอกผู้เสียหายมิให้ยื่นฟ้องนายโทในมูลกรณีเดียวกันอีก หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘)

 

๒.       การที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายโทไว้แล้ว นายเอกผู้เสียหายยื่นฟ้องนายโทอีก เป็นฟ้องซ้อน หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑))

 

๓.       เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายโทไว้ต่อศาลเดียวกันแล้ว ศาลจะไม่ไต่สวนมูลฟ้องของนายเอกได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๒ (๑)(๒))

  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าอาญา (ป.อ.มาตรา ๘๐, ๒๙๕, ๒๙๗, ๓๙๑) icon_update8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า - คำถาม-ตอบ ข้อสอบเก่าที่น่าสนใจ อาญา
Wednesday, 08 August 2012

คำถาม 

 

นายสิงห์ได้ทราบว่านายสาชอบแอบดูบุตรสาวของนายสิงห์อาบน้ำ  จึงประสงค์จะใช้มีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  เมื่อนายสิงห์เดินเข้าไปใกล้นายสาห่างประมาณครึ่งเมตรได้ใช้มีดดังกล่าวแทงไปที่ตาของนายสาแต่ไม่ถูก ปลายมีดเฉี่ยวโหนกแก้มของนายสาเป็นผลให้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มถลอกเล็กน้อย

 

ดังนี้ นายสิงห์จะมีความผิดอาญาฐานใด

  

วิเคราะห์ประเด็นคำถาม

 

๑.        ตาบอดเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ หรือไม่?

 

๒.       การที่นายสิงห์มีเจตนาใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงนัยต์ตาของนายสาให้บอด  แต่นายสาตาไม่บอด นายสิงห์จะมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือไม่?

 

๓.       เมื่อผลของการกระทำของนายสิงห์ไม่ทำให้นายสาตาบอด  แต่มีผลทำให้โหนกแก้มของนายสาผิวหนังถลอกเล็กน้อย  นายสิงห์จะมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕ ประกอบกับมาตรา ๘๐ หรือ มีความผิดสำเร็จตาม ป.อ.มาตรา ๓๙๑ ?

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 06 January 2014 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถาม-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ขอให้บังคับคดีภายใน๑๐ปีจะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินตาม ป.วิ.พ.๒๘๗ หรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมิได้ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๘๑ จะยังมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ หรือไม่?

  

คำตอบ

 

ไม่มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการที่ผู้ร้องไปดำเนินการเพียงขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ยังถือไม่ได้ว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ และไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-ฟ้องว่ายักยอกเงินผู้เสียหาย ได้ความว่าฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.๑๙๒ ว.๒) พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Sunday, 17 March 2013

คำถาม

 

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย แต่ในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคาร ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ หรือไม่? และจะสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่? (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง)

  

คำตอบ

 

ศาลลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงไม่ได้ เพราะเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน

  
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ข้อมูลเพิ่มเติม...
     
     
PHP Warning: PHP Startup: Unable to load dynamic library 'D:\Program Files (x86)\Parallels\Plesk\Additional\PleskPHP5\ext\php_pdo_mssql.dl' - The specified module could not be found. in Unknown on line 0