ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว (สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เปิดรับสมัครเป็นทีมงาน:STD
ทีมงานของเรา (ทีมงาน STD)
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล ปี 2559
ข่าวเปิดสอบอัยการ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย ปี 2559
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2559
ข่าวเปิดสอบราชการ 2559
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล(3 สนาม) 2558
ผู้สอบผ่านศาล (เล็ก) 2557
ผู้สอบผ่านศาล (ใหญ่) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ) 2556
ผู้สอบผ่านอัยการ (จิ๋ว) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (เล็ก) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ใหญ่) 2558
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.แพ่ง 2/67
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อาญา 2/67
ผู้สำเร็จการศึกษาเนติ ปี 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (จิ๋ว) 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 2559
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 2558
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 1/69
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 2/68
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย ผู้บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ทางปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ปกครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษีอากร
โฟกัสหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้มละลาย
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ธรรมนูญ
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ติวออนไลน์
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
พิชิต 3 สนามสอบ
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
จับหลักชนฎีกา
ฎีกาวาไรตี้
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
อ่านเพื่อสอบ
สรุปหลักทักทายฎีกา
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา
กุญแจหลักกฎหมาย
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.6.33-log
เวลา : 13:25
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 337
จำนวนข่าวสาร : 16992
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 51452784
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 373 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 November 2016 )
แนะนำ : การดูข้อมูลในเว็บไซต์เพื่อใช้ในการเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Monday, 03 March 2014

 

แนะนำการดูข้อมูลในเว็บไซต์

   

เพื่อใช้ในการเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง

 

            สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่ดูหนังสือไม่ทัน ขอแนะนำ ดังนี้

 

            ๑.  โปรดอ่านเอกสาร ฉบับท่องไปสอบ สมัย ๖๘ ภาคสอง (มีประเด็นและฎีกาที่น่าสนใจหลายประเด็น ที่เก็งในสมัย ๖๘ แต่ยังไม่ออกข้อสอบ อาจหลุดสมัย ๖๙ นี้ได้)

 

            ๒.  โปรดอ่านเอกสาร สกัดฎีกาบทบรรณาธิการเนติฯ ย้อนหลังทุกสมัย (มีฎีกาที่น่าสนใจและน่าออกข้อสอบจำนวนมาก)

 

            ๓.  โปรดติดตามอ่าน ข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่มีการอัพเดทผ่านเว็บไซต์ประกอบ (จะมีการอัพเดทฎีกาน่าสนใจให้ได้ติดตามอ่านเรื่อยๆ)

 

            ๔.  ขอให้เพื่อนๆ สมาชิก ติดตามอ่านข้อมูลสำคัญของคอลัมนิสติวเตอร์ออนไลน์ โดยดูตัวบทที่สำคัญประกอบ สำหรับข้อมูลฉบับท่องไปสอบที่เราจะอัพเดทให้เพื่อนสมาชิกได้ติดตามอ่านในสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะใช้ในการเตรียมตัวสอบเนติฯ สมัยนี้ (เราคัดสรรมาให้สั้น กะทัดรัด ชัดเจน ครอบคลุม และครบถ้วนทุกข้อ สามารถช่วยประหยัดเวลาในการดูหนังสือเป็นอย่างมาก)

 

อนึ่ง  เอกสารฉบับท่องไปสอบ สมัย ๖๙ ภาคสอง (เก็งข้อสอบรายข้อ) จะออกในสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ

  

(กลุ่ม กฎหมาย วิ.แพ่ง  :  สอบวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐)

 

(กลุ่ม กฎหมาย วิ.อาญา  :  สอบวันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๐)

 

 

 

อนึ่ง เอกสารฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง ทีมงานจะทยอยอัพเดทให้ในวันอังคารที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

            

ขอให้สมาชิกทุกท่านโชคดีในการสอบ

  

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 20 March 2017 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014


ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้


แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรอ่านก่อนลงสนามสอบ


ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา


ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา


จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ


ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่าย


สนใจเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์


รายละเอียดดูได้ที่เมนู เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก STD”




แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 10 March 2017 )
กำหนดวันสอบ แผนผัง สนามและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ๒/๖๙ (วิ.แพ่ง ๒๖ มี.ค. ๖๐, วิ.อาญา ๒ เม.ย. ๖๐ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Thursday, 23 March 2017

สวัสดี เช้าวันพฤหัสบดี  วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง ช่วงนี้ก็เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว ขอให้เตรียมความพร้อมให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดในส่วนที่พอจะทำได้ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม  อย่าไปวิตกกังวลหรือเครียดมากจนเกินไปจะทำเสียการใหญ่ อาจมีอาการเบลอและหลงลืมในสิ่งที่อ่านมาทั้งหมดก็ได้  เมื่อคิดจะทำการใหญ่จิตใจต้องนิ่ง พยายามทำจิตใจให้เบิกบาน ควรดูแลสุขภาพให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมมากจนเกินไป คิดเสียว่าทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ทำให้ดีที่สุดแค่นี้ก็พอ  สุดท้ายนี้ ทีมงานก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถสอบผ่านเป็นเนติบัณฑิตกันทุกคน

วันนี้ ขอแจ้งกำหนดวันสอบ แผนผัง สนามสอบและห้องสอบ ความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง

กำหนดวันสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ ๖๙ ภาคสอง

-  กลุ่ม วิ.แพ่ง สอบวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐

-  กลุ่ม วิ.อาญา สอบวันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๐

รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดวันสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๙ ภาคสอง เข้าไปศึกษาดูได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

 แผนผัง สนามสอบและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค2/69 ปีการศึกษา 2559  (คลิก)    [08-03-2560] 

 ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php?id=home

" Though strength fails, boldness is praiseworthy. = ถึงแม้ว่ากระทำสิ่งใดยังไม่เป็นผลสำเร็จ แต่การที่ได้กล้าทำนั้นควรได้รับการยกย่อง


บรรณาธิการเว็บไซต์


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 23 March 2017 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


กุญแจหลักกฎหมาย : เรื่อง การขอปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมหรือขังโดยไม่ชอบ (ฺฺโดย Rymani R.) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย (Rymani R.)
Thursday, 23 March 2017

คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย


เรื่อง การขอปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมหรือขังโดยไม่ชอบ

 

บทบัญญัติกฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกควบคุมหรือขังโดยมิชอบไว้

(1) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

      มาตรา 90 “เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาขอให้ปล่อย คือ

      (1) ผู้ถูกคุมขังเอง

      (2) พนักงานอัยการ

      (3) พนักงานสอบสวน

      (4) ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี

      (5) สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง

      เมื่อได้รับคำร้องดั่งนั้น ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที”

(2) หลักเกณฑ์การยื่นคำร้องขอปล่อยตัว

2.1 บุคคลซึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา

- คือ ผู้ถูกคุมขังเอง, พนักงานอัยการ, พนักงานสอบสวน, ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี, สามี ภริยา หรือญาติของผู้ถูกคุมขัง หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง

2.2 กำหนดระยะเวลายื่นคำร้อง

- สิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุม หรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น 

- หากในขณะยื่นคำร้องได้มี (1) การปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปแล้ว หรือการคุมขังได้สิ้นสุดลง (2) เมื่อได้มีการฟ้องคดีและศาลได้มีคำสั่งประทับฟ้องและออกหมายขังแล้ว ย่อมไม่อาจร้องขอตามมาตรา 90 ได้อีก

- ถ้าในระหว่างการไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวแล้ว ดังนี้ศาลไม่จำต้องไต่สวนคำร้องต่อไป

(3) ข้อพิจารณาอื่นๆ

- มาตรา 90 เป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีที่บุคคลต้องถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมหรือขังโดยเจ้าพนักงานหรือคนธรรมดาก็ตาม ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่า ภรรยาผู้ร้องถูกคนร้ายสมคบกันฉุดคร่าไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนชำเรา ต่อมาผู้ร้องสืบทราบว่าคนร้ายได้นำภรรยาผู้ร้องไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอยู่ที่บ้านผู้มีชื่อ จึงขอให้ศาลออกหมายค้นบ้านผู้มีชื่อนั้นเพื่อพบและช่วยภรรยาผู้ร้องซึ่งถูกกักขังไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 58(3), 69(3) นั้น ถือได้ว่าผู้ร้องได้ร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ด้วย

- ทรัพย์สินที่อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะขอมาในคำร้องตามมาตรา 90 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจคืนแก่ผู้ร้องไม่ได้

- การจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้องด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองต่อไป

- การคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน ไม่มีผลกระทบต่อการสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการแต่อย่างใด

- กรณีที่ผู้ร้องถูกควบคุมในข้อหาที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่เมื่อผู้ร้องยังมิได้ถูกฟ้องและไม่ได้ถูกควบคุมโดยอำนาจของศาลทหาร แต่ถูกควบคุมโดยพนักงานสอบสวน ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยตัวต่อศาลยุติธรรมได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ร้องถูกฟ้องต่อศาลทหารและถูกคุมขังตามอำนาจของศาลทหารแล้ว ศาลยุติธรรมไม่อาจที่จะดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจศาลยุติธรรมมีอำนาจเหนือศาลทหารได้

- แม้ผู้ยื่นคำร้องมิได้เป็นผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ยกร้องได้

(4) คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

ฎ. 6252/2556 ในชั้นขอปล่อยบุคคลซึ่งถูกคุมขังโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 โจทก์ก็ถือเป็นคู่ความในคดี แม้จะไม่เคยเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่เป็นเพราะศาลชั้นต้นมิได้มีหมายแจ้งให้โจทก์ทราบถึงการยื่นคำร้องของผู้ร้องหรือส่งสำเนาอุทธรณ์ของผู้ร้องให้โจทก์แก้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ปล่อยตัวจำเลยย่อมมีผลกระทบต่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้

          คดีนี้ผู้ร้องในฐานะเป็นบุตรซึ่งถึงเป็นญาติของจำเลย ซึ่งกล่าวอ้างว่าจำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบ แม้ผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 15 พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2555 ผู้ร้องก็มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจให้ปล่อยได้

ฎ. 10694/2555 ผู้ร้องอ้างว่าการจำคุกผู้ร้องโดยผลของคำพิพากษาของศาลทหารสูงสุดเป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมให้ปล่อยผู้ร้องไม่ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจเหนือศาลทหารในกรณีเช่นนี้ได้

ฎ. 4314/2555 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 90(5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้

ฎ. 350/2553 สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ผู้ร้องถูกจับกุมก่อนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทั้งมิใช่ความผิดซึ่งหน้าหรือกรณีใดๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งปล่อยตัวผู้ร้อง พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังนั้นก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับไป ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90

การจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้องด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองต่อไป ทั้งการจับกุมและคุมขังเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างพิจารณา ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71, 88 แล้ว การคุมขังร้องในระหว่างพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวผู้ร้อง

 

Rymani R.

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : บอกว่า “ยิงเลยๆ” และบอกว่า “ช่วยสั่งสอนให้หน่อย” นั้น สำคัญไฉน ? โดย-ลอว์ กอ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Monday, 04 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยบอกว่า ยิงเลยๆ 

 

และบอกว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีปีเพื่อนๆ สมาชิก STD LAW CENTER แฟนคลับ คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยแฟนคลับจริงๆ ที่หายไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนหลายประการ นับจากนี้ไปจะพยายามจัดสรรเวลาเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลสำคัญๆ น่าออกข้อสอบมานำเสนอเพื่อนสมาชิกให้ได้อ่านอย่างเผ็ดมันแน่นอน !!!!

 

วันนี้เข้าเรื่องกันเลยครับ เมื่อพูดถึงเรื่อง ผู้ใช้ ทุกคนคงท่องตัวบทได้อย่างแม่นยำแล้วว่า ผู้ใช้ คือ ผู้ก่อ.... ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ท่องสั้นๆ แค่นี้ก็หากินได้ทุกสนามสอบแล้วครับ เพราะมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา ๘๔ ส่วนการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้นจะก่อด้วยวิธีใดเราก็ค่อยไปอธิบายเพิ่มเติมเอาโดยดูข้อเท็จจริงแต่ละกรณีไป เช่น

 

การพูดว่า ยิงเลยๆเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔ (ฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๕๓)

 

จะเห็นได้ว่าการพูดว่า ยิงเลยๆ ขณะที่อีกคนใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย โดยที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจยิง การพูดเช่นนั้นเป็นการไปก่อให้เขาตัดสินใจยิง จึงมีลักษณะเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม โดยมีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

 

แต่ถ้าเพียงแต่พูดว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย หมายถึง การทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ การที่ผู้ถูกใช้ไปกระทำการฆ่าย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ ผู้ใช้คงต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ. มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้ายเกิดผลรุนแรงถึงตายย่อมต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหญิงโสเภณี โกรธแค้น ว. และบ. ผู้ตาย เรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณี จึงมาเล่าเรื่องและขอให้จำเลยที่ ๓ กับพวกไป ช่วยสั่งสอนให้หน่อย ซึ่งหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อ สั่งสอนเท่านั้นหาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๓ กับพวกด้วย เพื่อชี้ตัวให้ดูว่าใครคือ ว. และ บ.การที่จำเลยที่ ๓ กระทำรุนแรง ถึงขั้นเจตนาฆ่าโดยใช้มีดแทง บ. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้าย บ. ผู้ตาย เกิดผลรุนแรงถึงตายดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ เพราะการตาย เป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วย มาตรา ๘๗ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๔๙๔๑/๒๕๒๘ (ป))

 

ทั้ง ๒ ฎีกา ดังกล่าวข้างต้นมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง ควรพินิจพิเคราะห์ให้ดี ว่าการพูดแบบนั้น ผู้ใช้มีเจตนาให้ไปฆ่าหรือมีเจตนาให้ไปทำร้าย และผู้ถูกใช้ได้กระทำในขอบเขตที่ใช้หรือไม่ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน จึงขอให้เพื่อนๆ สมาชิกลองอ่านทบทวนไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แล้วท่านจะสามารถนำหลักกฎหมายที่ได้จากฎีกานี้ไปประยุกต์ใช้ตอบข้อสอบได้แทบทุกสนาม

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน สั้นๆ แต่คุณภาพคับแก้ว ขอให้อ่านให้เข้าใจ รับรองออกเรื่องผู้ใช้ไม่มีหลุดแน่นอน

  

บทส่งท้าย : แค่เสี้ยววินาทีก็มีค่าถ้าใช้เป็น แม้นมีเวลาเป็นหมื่นปีก็ไม่มีค่าถ้าใช้ไม่เป็น

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 04 August 2014 )
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗ โดย-สน ทองดี พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ปอกเปลือกข้อกฎหมาย (สน ทองดี)
Saturday, 09 February 2013

ประมวลกฎหมายอาญา

 

มาตรา ๒๑๗  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

 

ปอกเปลือกข้อกฎหมาย

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...วางเพลิง...ดังนั้น จะมีความผิดตามมาตรานี้ต้องมีการวางเพลิง

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...ทรัพย์...มิได้ใช้คำว่า ...ทรัพย์สิน...

 

Ø  คำว่า ...ทรัพย์...ประมวลกฎหมายอาญามิได้ให้คำจำกัดความไว้ คงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง

 

Ø  กฎหมายใช้คำว่า ...ของผู้อื่น... เท่านั้น มิได้ใช้คำว่า ...หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย... ดังนั้น หากวางเพลิงเผาทรัพย์ของตนเองหรือวางเพลิงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ย่อมไม่ผิดตามมาตรา ๒๑๗ ต่างจากกรณีตามมาตรา ๓๓๔

 

สน  ทองดี... น.บ./น.บ.ท./น.ม.

   

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 11 February 2013 )
มุมกฎหมาย : เรื่อง คนต่างด้าวซื้อที่ดิน โดย ศ.รักการอ่าน icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : มุมกฎหมาย (ศ.รักการอ่าน)
Friday, 09 September 2016

คอลัมน์ : มุมกฎหมาย


เรื่อง      คนต่างด้าวซื้อที่ดิน


         


การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายการนั้นเป็นโมฆะตามป.พ.พ.มาตรา ๑๕๐ เช่น ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือทำสัญญาซื้อขายที่ดินยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนนับแต่วันได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สัญญาเป็นโมฆะ แม้ว่าผู้ขายตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้วก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ของนิติกรรมที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายนั้นคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องรู้ร่วมกันด้วย ถ้าคู่กรณีรู้ว่าการกระทำของตนเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายโดยอีกฝ่ายไม่รู้ด้วย จะถือว่าวัตถุประสงค์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายไม่ได้ ดูฎีกาที่ ๔๒๑๑-๔๒๑๒/๒๕๒๘


ฎีกาที่ ๔๒๑๑-๔๒๑๒/๒๕๒๘ การที่ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้จากผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันภัยนั้น สัญญาประกันภัยที่ทำไปจะเป็นโมฆะต่อเมื่อผู้เอาประกันภัย     ผู้เป็นคู่สัญญาได้ทราบถึงการที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้ทราบความเช่นนั้น สัญญาประกันภัยก็ไม่เป็นโมฆะ ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย


ต่อไปเรามาดูกรณีที่คนต่างด้าวซื้อที่ดิน ซึ่งจะขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ อันจะทำให้ตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะมีผลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๔ ที่ต้องจำหน่ายที่ดินนั้นออกไป แต่ข้อห้ามนี้ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย


          ฎีกาที่ ๓๐๑/๒๕๓๘ ขณะซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัท ย. โจทก์เป็นคนต่างด้าว นิติกรรมการซื้อขายเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๑๓ เดิม (มาตรา ๑๕๐ ที่แก้ไขใหม่) แต่ไม่ทำให้นิติกรรมเสียเปล่าไปซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๔ ให้อำนาจที่จะจำหน่ายที่ดินนั้นได้ และการบังคับให้จำหน่ายหมายความเฉพาะกับที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง


          ถ้าคนต่างด้าวยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินออกไป แต่ถึงแก่ความตายเสียก่อน ที่ดินนั้นก็ตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของคนต่างด้าวนั้นได้ ทายาทจึงฟ้องขอให้แบ่งที่ดินมรดกนั้นได้


          ฎีกาที่ ๔๕๒๕/๒๕๓๙  แม้ ซ. เป็นบุคคลต่างด้าว ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๖ แต่การได้ที่ดินมานั้นก็มิใช่ว่าจะไม่มีผลใดๆ เสียเลยเพราะ ซ. ยังมีสิทธิได้รับผลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา๙๔ ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดหรืออธิบดีอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ จึงต้องถือว่าตราบใดที่ ซ. หรืออธิบดียังไม่ได้จำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก็ยังเป็นของ ซ. เมื่อ ซ.ถึงแก่ความตายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ ซ. โจทก์ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของ ซ. จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจากจำเลยได้


          คนต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ถ้าเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายที่ดิน คนต่างด้าวกระทำได้ เพราะอาจได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในภายหลังได้ แต่การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาได้นั้น คนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีฯก่อน ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต คนต่างด้าวจะฟ้องบังคับให้ผู้ขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ได้


 “ศ.รักการอ่าน”


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 09 September 2016 )
เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคำบรรยาย... เล่าสู่กันฟัง โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Thursday, 23 March 2017

คอลัมน์ : เกร็ดกฎหมายน่ารู้

เรื่อง  เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคำบรรยาย.....เล่าสู่กันฟัง

        สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ วันนี้ PIGLET ได้ติดตามประเด็นที่น่าสนใจจากคำบรรยายอีกประเด็นแล้วค่ะซึ่งประเด็นนี้มีอยู่ว่า จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายมาตราหนึ่งศาลจะหยิบยกอายุความตามบทกฎหมายอีกมาตราหนึ่งขึ้นวินิจฉัยคดีไม่ได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การ ซึ่งมีคำพิพากษาที่สนับสนุน คือ

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๙๑/๒๕๕๘ ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะหยิบยกขึ้นเองได้ตามมาตรา ๑๔๒(๕) ป.วิ แพ่ง แต่เป็นเรื่องจำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดี ทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสองต้องชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธทั้งสิ้น แต่คำให้การของจำเลยทั้งสองแจ้งว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๕ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ ๒ ปี จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๕ ปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๓(๓)ประกอบกับมาตรา ๑๙๓/๑๔(๑)และ ๑๙๓/๑๕ ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ ๕ ปีตามมาตรา ๑๙๓/๓๓(๓)ขึ้นวินิจฉัยคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามมาตรา๑๔๒ วรรคหนึ่ง ป.วิ แพ่ง วันนี้พอแค่นี้ก่อน แล้วพบกันครั้งหน้าค่ะ  BYE BYE

 

 

BY  PIGLET

วิเคราะห์ประเด็นร้อนอาญา ว่าด้วยความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ม.๒๗๖ โดย-Kraken พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : วิเคราะห์ประเด็นร้อนก่อนสอบ (Kraken)
Thursday, 23 June 2011

วิชา กฎหมายอาญา

 

ความผิดเกี่ยวกับเพศ

 

มาตรา 276 ข่มขืนกระทำชำเรา

 

มาตรา 276 แก้ไขใหม่เมื่อปี 2550 ซึ่งมีผลทำให้แนววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงใดเป็นการข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่นั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะมาตรา 276 ที่แก้ไขใหม่ได้ให้นิยามคำว่า “กระทำชำเรา” กว้างขวางออกไปมากกว่ากฎหมายเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาบางตัวที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานได้ต่อไป

 

เปรียบเทียบ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราระหว่างกฎหมายเก่ากับกฎหมายใหม่

 

มาตรา 276 วรรคแรก ตามกฎหมายเก่า  “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา...”

 

มาตรา 276 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเรา “ผู้อื่น” โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น  ต้องระวางโทษ....

 

วรรคสอง  “กระทำชำเรา”  ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

 

จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวพอสรุปข้อแตกต่างได้ ดังนี้

 

1) ผู้ถูกกระทำ ตามกฎหมายเก่าจะต้องเป็นหญิงเท่านั้น และต้องมิใช่ภริยาของผู้ลงมือกระทำ

 

ส่วนตามกฎหมายใหม่ ผู้ถูกกระทำจะเป็นเพศใดก็ได้ และอาจเป็นคู่สมรสกับผู้กระทำก็ได้  ดังนั้น ตามกฎหมายใหม่ ชายกระทำต่อชาย หญิงกระทำต่อหญิง หรือหญิงกระทำต่อชาย ก็ผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้

 

2) การกระทำชำเรา

 

ซึ่งตามแนววินิจฉัยเดิมของศาลฎีกา ได้วินิจฉัยว่า การกระทำชำเรา หมายถึง การที่ชายนำอวัยวะเพศชาย “ล่วงล้ำ” เข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะของหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน (ฎ 1048/2518)

 

ส่วนตามกฎหมายใหม่ มาตรา 276 วรรคสอง ได้ให้นิยามของคำว่า  กระทำชำเรา หมายถึง การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

 

จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายใหม่ได้ขยายความหมายของคำว่า “การกระทำชำเรา” ออกไปกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม

 

ดังนั้น หากชายใช้อวัยวะเพศของตนถูไถอยู่ปากช่องคลอดด้านนอก ยังไม่ทันได้ล่วงล้ำเข้าไป ก็ถือได้ว่าเป็นการ “กระชำเรา” อันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว  เพราะเป็นการ “ใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น” เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำแล้ว  ซึ่งตามกฎหมายเก่าถือว่าเป็นเพียง “พยายามกระทำชำเรา” เท่านั้น  (ฎ 874/2491)

 

สรุป กฎหมายเก่าจะเป็นความผิดสำเร็จ จะต้องล่วงล้ำ ส่วนกฎหมายใหม่ใช้คำว่า “กระทำกับ...” แค่ถูไถด้านนอกก็เป็นคามผิดสำเร็จแล้ว

 

3) อวัยวะของผู้ถูกกระทำ ไม่จำต้องเป็นอวัยวะเพศเสมอไป กล่าวคือหากเป็นการกระทำกับทวารหนัก หรือช่องปาก ก็เป็นการกระทำชำเราได้ เช่น ชายใช้อวัยวะเพศกระทำทางทวารหนักของหญิงหรือทวารหนักของชายด้วยกัน ก็จะเป็นการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่  ซึ่งตามกฎหมายเดิมถือว่าเป็นเพียงการอนาจารเท่านั้น (ฎ 1048/2518)

 

4) ในแง่ของ ผู้กระทำ นอกจากจะใช้อวัยวะเพศ กระทำกับ......แล้ว ยังอาจใช้ “สิ่งอื่นใด” กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก ของผู้ถูกกระทำ เช่น ผู้กระทำใช้อวัยวะเพศเทียม(สิ่งอื่นใด)กระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้ถูกกระทำ ก็เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 276 แล้ว

 

ข้อสังเกต แต่ถ้าใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับช่องปากของผู้ถูกกระทำ แม้จะเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ก็ไม่เป็นการกระทำชำเรา ตามความหมายของมาตรา 276 วรรคสอง (ดูตัวบทให้ดี)

 

“สิ่งอื่นใด” นอกจากจะหมายถึงวัตถุเช่นอวัยวะเพศเทียมแล้ว ยังอาจหมายถือมือ นิ้วมือ หรือปาก ของผู้กระทำก็ได้ ข้อสังเกต การกระทำโดยสิ่งอื่นใดเหล่านี้ตามกฎหมายเดิมเป็นเพียงอนาจารเท่านั้น (ฎ 1839/2538)

 

5) เจตนาพิเศษ จะเป็นการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่จะต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ

 

ส่วนลักษณะการกระทำของการข่มขืนกฎหมายเก่าและใหม่จะเหมือนกัน ดังนี้

 

1) โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ

 

2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย

 

3) โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

 

4) โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

 

“ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ” หมายถึง การกระทำให้ผู้ถูกกระทำกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ ทรัพย์สินของผู้ถูกกระทำเอง หรือของผู้อื่นด้วย

 

  “ใช้กำลังประทุษร้าย” ดู  นิยามตามมาตรา 1(6)  เช่น ใช้กำลังจับแขนขาของผู้ถูกกระทำชำเรา (อ้าง ฎ 805/2490)

 

“โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้”  เช่น กระทำชำเราหญิงขณะหมดสติ ( ฎ 382/2522)

 

ฎ 7721/2549*****  ผู้เสียหายทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของจำเลย และถูกจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่ยินยอมให้กระทำชำเราจะส่งตัวผู้เสียหายให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหาหลบหนีเข้าเมือง  ผู้เสียหายอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่อาจต่อสู้ขัดขืนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของตนได้ ถือไม่ได้ว่าหญิงยินยอมให้ชายกระทำชำเรา (อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั่นเอง !)

 

“โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น”  เช่น ทำให้หญิงซึ่งนอนหลับเข้าใจว่าตนเป็นสามี

 

 ข้อสังเกต การกระทำจะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 ผู้ถูกกระทำจะต้อง ไม่ยินยอม หากยินยอมโดยสมัครใจ ก็ไม่เป็นการข่มขืน ไม่มีความผิดตามมาตรานี้ แม้จะเป็นการกระทำชำเราก็ตาม

 

การกระทำชำเราระหว่าง คู่สมรส

 

มาตรา 276 วรรคสี่ “ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้”

 

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก เป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส และคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มาตรา 276 วรรคสี่ ให้อำนาจศาลที่จะดำเนินการดังนี้

 

ก) ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือ

 

ข) ไม่ลงโทษก็ได้ โดยต้องกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ

 

ส่วนในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้

 ขอจบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276  ไว้เพียงเท่านี้  

kraken

            
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 27 June 2011 )
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา : การสืบพยานบุคคลฯ ม. 94 # วิ.แพ่ง(ภาค1) (พยานคดีแพ่ง) #No.22 (ฺBY:ซุนโงกุน) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา (ซุนโงกุน)
Tuesday, 14 March 2017

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา

เรื่อง ฎีกาเด่น : การสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร มาตรา 94 # วิ.แพ่ง(ภาค1) (พยานคดีแพ่ง) #No.22

 

1.  สัญญาจ้างทำของ กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  แม้หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยทำไว้กับโจทก์จะระบุว่าให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม  ก็ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94  คู่ความนำพยานบุคคลมาสืบแทนได้

 

          ***ฎ.6866/2552  แม้หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ระบุว่า "การเพิ่มเติมหรือลดงานจะต้องคิดราคากันใหม่และถ้าต้องเพิ่มหรือลดเงินหรือยืดเวลาออกไปอีกก็จะตกลงกัน ณ บัดนั้น โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร"  ก็ตาม  แต่หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมผิดไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

 

2.  การรับสภาพหนี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามหนังสือรับสภาพหนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา 94(ข)

 

          **ฎ.666/2541  การรับสภาพหนี้นั้น ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเสมอไปเพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยทำหนังสือรับสภาพให้ก็ตาม หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันปราศจากเคลือบคลุมสงสัยตระหนักเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นก็ใช้ได้ ดังนั้นการรับสภาพหนี้จึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามหนังสือรับสภาพหนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

 

3.  การนำสืบถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ / สิทธิครอบครอง  ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง  แม้คู่ความจะนำเอกสารสิทธิมาแสดงก็มีผลเพียงทำให้ภาระการพิสูจน์ถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารตกอยู่ที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น  ไม่ใช่กรณีต้องห้ามนำพยานบุคคลเข้าสืบเปลี่ยนแปลงเอกสารตามมาตรา 94(ข)

         

***ฎ.9765/2552  การพิสูจน์สิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จำต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่คู่ความนำสืบต่อศาล เพื่อแสดงถึงสิทธิและการได้มาของโจทก์ว่ามีลำดับความเป็นมาอย่างไร ลำพังบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งระบุว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อมาเพียงฉบับเดียวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานที่จะอ้างอิงเพื่อที่จะยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น และมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมานำสืบพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอย่างไร ทั้งโจทก์ก็มิได้ตั้งรูปคดีอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 โดยอาศัยข้อความจากบันทึกดังกล่าวแต่ประการใด

 

หมายเหตุ  :  -  แม้รายการในสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดินพิพาทจะเป็นเอกสารมหาชนก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะให้รับฟังตามนั้น โจทก์สามารถนำพยานเข้าสืบหักล้างได้ว่าความจริงเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ พ. นั้นจึงหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ. ไม่ (ฎ.5487/2550)

 

4.  การเช่าอสังหาริมทรัพย์  กฎหมายบังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้  คู่ความจะนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารไม่ได้

         

ฎ.5387/2549  จำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ให้เช่าตามสัญญาและจำเลยต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่ทำกับโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าจึงไม่เป็นสาระแก่คดี และตามสัญญาเช่าอาคารกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 17,000 บาท เมื่อครบกำหนดการเช่า 1 ปี จำเลยยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อมา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 ให้ถือว่าโจทก์จำเลยเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนสัญญาข้ออื่นคงเป็นไปตามสัญญาเช่าเดิม รวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย และโดยเหตุที่การเช่าอสังหาริมทรัพย์นี้ ป.พ.พ. มาตรา 538 บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเช่า ซึ่งเป็นอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าอาคาร โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าดังที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 17,000 บาท ตามอัตราค่าเช่าในสัญญาเช่าเดิม

 

หมายเหตุ  :  - เปรียบเทียบกับ  การฟ้องเรียกค่าเสียหายภายหลังสัญญาเช่าระงับแล้ว  กฎหมายมิได้บังคับให้มีพยานเอกสารมาแสดง  คู่ความจึงนำพยานบุคคลเข้าสืบแทน เพิ่มเติม  ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาเช่าได้  ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94

 

***ฎ.3303/2532  ในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่าและเรียกค่าเสียหาย ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ต้องแนบสัญญาเช่าเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดมาพร้อมกับฟ้องประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บังคับแต่เพียงว่าในการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยไม่แนบสัญญาเช่ามาพร้อมกับฟ้อง จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 การฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ผู้เช่ายังคงอยู่ในที่เช่าต่อมาหลังจากสัญญาเช่าระงับแล้ว มิใช่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าโจทก์จึงนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าโจทก์จำเลยตกลงขึ้นค่าเช่ากันจากที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า เพื่อให้ศาลกำหนดเป็นค่าเสียหายให้โจทก์ตามจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 แต่ประการใด

 

5.  การนำสืบถึงการเป็นตัวการตัวแทน  ไม่ถือว่าต้องห้ามตามมาตรา 94(ข)

         

ฎ.7125/2543  การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อในโฉนดที่พิพาทแทนโจทก์เท่านั้น และการนำสืบเช่นนี้ยังเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วยซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่

 

หมายเหตุ  :  -  เปรียบเทียบกับ  ***ฎ.5984/2545  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดของตัวการที่มีต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่กำหนดให้บุคคลภายนอกต้องรับผิดหรือมีความผูกพันต่อตัวการเลย บุคคลภายนอกจึงมีอำนาจฟ้องให้ตัวการรับผิดได้แต่บุคคลภายนอกไม่อาจฟ้องตัวแทนได้ และตัวการก็จะฟ้องบุคคลภายนอกให้รับผิดไม่ได้เช่นกัน เมื่อจำเลยเป็นบุคคลภายนอกจึงหาอาจจะกล่าวอ้างหรือพิสูจน์ว่าโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้จะซื้อในสัญญาที่ทำกับตนนั้นเป็นเพียงตัวแทนเชิดของ ว. ตัวการเพื่อให้จำเลยไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดตามสัญญาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยนำสืบว่าความจริงโจทก์ไม่ใช่ผู้จะซื้อแต่ ว. เป็นผู้จะซื้อนั้น ย่อมเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขาย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ด้วย

 

 

“ถ้าคุณบินไม่ได้ก็วิ่ง  วิ่งไม่ได้ก็เดิน  เดินไม่ได้ก็คลานทำอย่างไรก็ได้ให้เคลื่อนไปข้างหน้า”    ดร. มาร์ติน ลูเธอร์  คิง จูเนียร์...

 

By  :  ซุนโงกุน

 

วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
ข้อมูลเพิ่มเติม...