ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว (สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครเป็นสมาชิก:STD
เปิดรับสมัครเป็นทีมงาน:STD
กฎกติกาในการติดตามข้อมูล:
ติดต่อทีมงานของเราได้ที่นี่ :
ตรวจสอบสถานภาพสมาชิก :
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ :
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล ปี 2558
ข่าวเปิดสอบอัยการ ปี 2558
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย ปี 2558
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2558
ข่าวเปิดสอบราชการ 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาลสนามจิ๋ว 2557
ผู้สอบผ่านศาลสนามเล็ก 2557
ผู้สอบผ่านศาลสนามใหญ่ 2556
ผู้สอบผ่านอัยการสนามพิเศษ56
ผู้สอบผ่านอัยการสนามเล็ก57
ผู้สอบผ่านอัยการสนามใหญ่57
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.แพ่ง 2/67
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อาญา 2/67
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล 2557
ดูคะแนนสอบอัยการ 2557
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 1/67
ดูคะแนนสอบเนติ สมัยที่ 2/67
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย ผู้บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ทางปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ปกครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษีอากร
โฟกัสหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้มละลาย
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ธรรมนูญ
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ติวออนไลน์
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
พิชิต 3 สนามสอบ
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
จับหลักชนฎีกา
ฎีกาวาไรตี้
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
อ่านเพื่อสอบ
สรุปหลักทักทายฎีกา
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญสำหรับสมาชิก STD
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
เจาะฎีกาเต็งรายวิชา ภาค ๑
เจาะฎีกาเต็งรายวิชา ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2550
รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
ติวเข้ม เตรียมพร้อม เนติฯ
ติวสอบเนติบัณฑิตฯ
ห้องเรียนกฎหมาย
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
กฎหมายควรรู้ฯ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
คณะนิติศาสตร์ รามฯ
เกร็ดกฎหมาย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.1.73-community-log
เวลา : 15:10
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 303
จำนวนข่าวสาร : 17013
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 36156478
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 183 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 July 2014 )
เปิดสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา 3 สนามพร้อมกัน (ใหญ่-เล็ก-จิ๋ว) สมัครทางเน็ต ๒๐ เม.ย ๕๘. – ๒๐ พ.ค. ๕๘ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Monday, 20 April 2015

สวัสดี เช้าวันจันทร์  วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๘


เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป


วันนี้ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับ การเปิดสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา  ซึ่งทาง ก.ต. ได้เปิด 3 สนามพร้อมกัน คือ สนามใหญ่ สนามเล็ก และสนามจิ๋ว ซึ่งผู้สมัครมีสิทธิเลือกสมัครเพียงสนามเดียวเท่านั้น  โดยกำหนดให้ลงทะเบียนสมัครทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างวันที่ ๒๐ เม.ย. ๕๘ – ๒๐ พ.ค. ๕๘  ใครที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ต. กำหนดไว้ ก็สามารถสมัครได้นะครับ


อนึ่ง ทาง ก.ต. ได้กำหนดวันสอบไว้แล้วโดยประมาณ คือ วันอาทิตย์ที่ ๒, ๙ และ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘  เหลือเวลาดูหนังสือไม่มากและก็ไม่น้อยจนเกินไป กำลังพอดีนะ ก็ขอให้ผู้ที่เตรียมตัวสอบในครั้งนี้ ได้เริ่มดูหนังสือกันได้แล้วและดูให้สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ น่าจะเพียงพอสำหรับการลงสนามในครั้งนี้


รายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครสอบทั้งหมดดูได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้


เว็บไซต์ที่ใช้ในการรับสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. 2558


ประกาศกำหนดวันและเวลายื่นใบสมัครสอบ ฯ ๓ สนาม พ.ศ. ๒๕๕๘


ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วย การสมัคร การสอบคัดเลือก และการทดสอบความรู้ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๕๘


ตารางวิชาที่ใช้สอบผู้ช่วยฯ ๓ สนาม


เอกสารที่ผู้สมัครต้องใช้ในการกรอกใบสมัคร ๓ สนาม ๒๕๕๘


คู่มือการสมัครสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ฯ เพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.๒๕๕๘ ทางอินเทอร์เน็ต - สนามจิ๋ว


คู่มือการสมัครสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ฯ เพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.๒๕๕๘ ทางอินเทอร์เน็ต - สนามเล็ก


คู่มือการสมัครสอบคัดเลือกและทดสอบความรู้ ฯ เพื่อบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.๒๕๕๘ ทางอินเทอร์เน็ต - สนามใหญ่


ที่มา : http://www.ojc.coj.go.th/


"The secret of success is constancy of purpose. เคล็ดลับของความสำเร็จคือการมีความมุ่งมั่นสม่ำเสมอ


บรรณาธิการเว็บไซต์



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 21 April 2015 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ icon_new8.gif พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : ผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นั้น สำคัญไฉน ...? โดย-ลอว์ กอ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Monday, 16 December 2013

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา

 

ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีเพื่อนๆ สมาชิก ชาว STD LAW ทุกท่าน พร้อมที่จะลุยกันหรือยังครับ สำหรับการเตรียมตัวสอบเนติฯ สมัย ๖๖ ภาคสอง และเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาฯ หลายท่านก็คงเริ่มเก็บเนื้อเก็บตัวทบทวนตำราและท่องตัวบทกันแล้ว ก็ขอให้สู้ๆ นะครับ

 

วันนี้ขอคุยเรื่อง ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งมีการบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญา เมื่อปี ๒๕๔๘ โดยบัญญัติไว้สองมาตรา คือ มาตรา ๔๔/๑ และมาตรา ๔๔/๒ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของ มาตรา ๔๓ เดิม ที่บัญญัติให้เฉพาะพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญาเท่านั้น และจำกัดไว้เพียง ๑๐ ข้อหา เท่านั้น ที่พนักงานอัยการจะมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย

 

โดยมาตรา ๔๔/๑ ได้เปิดทางให้ผู้เสียหายทุกราย มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ และมิได้จำกัดข้อหาความผิดไว้ ดังนั้น เมื่อเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาแล้ว ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ทุกกรณีนะครับ

 

แต่มีข้อเตือนใจว่า ต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยานนะครับ  ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานก็ต้องยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี

  

มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับ ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ และมาตรา ๔๔/๒ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  

๑.   เมื่อเป็น ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๔) แล้ว ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๐ และมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

จำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วมโดยเขียนข้อความและลงลายมือชื่อปลอมของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินมอบฉันทะให้จำเลยเป็นผู้เบิกถอนเงิน รับเงิน และรับสมุดบัญชีเงินฝาก แล้วจำเลยใช้และอ้างใบถอนเงินปลอมแก่พนักงานโจทก์ร่วม จนพนักงานโจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องจ่ายเงินตามใบถอนเงินปลอมให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ และย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง (ฎีกาที่ ๗๒๙๕/๒๕๕๔)

  

๒.   เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาคดีส่วนแพ่งให้ ผู้เสียหายในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านเพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้  ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย และในวรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง  เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญา โดยมิได้มีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย ผู้เสียหายในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านเพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้

 

คดีส่วนอาญาเป็นคดีความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกไม่ถึงห้าปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีส่วนแพ่ง ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่งและมิได้มีผลกระทบใดๆ ต่อคดีส่วนอาญา ทั้งศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๒ วรรคหนึ่ง จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาเฉพาะส่วนแพ่งต่อไปเท่านั้น (ฎีกาที่ ๗๐๕๓/๒๕๕๕)

  

๓.   สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม มาตรา ๔, ๕ และ ๖ เท่านั้น ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๐ จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น ดังนั้น ผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไปมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาที่ผู้ร้องได้ชดใช้ไปตามสัญญาประกันภัยได้  ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

ผู้ร้องมิใช่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง เพียงแต่อ้างสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไปซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยและมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเท่านั้น ความเสียหายของผู้ร้องที่อ้างว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปนั้นจึงเกิดขึ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่เกิดจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย สิทธิเรียกร้องความเสียหายของผู้ร้องจึงมิใช่เป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายทั้งสอง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาที่ผู้ร้องได้ชดใช้ไปตามสัญญาประกันภัยได้

 ผู้เสียหายในคดีอาญา หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ซึ่งคดีนี้ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์รถยนต์คือผู้เสียหายทั้งสอง และพนักงานอัยการโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น โดยเป็นการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา ๔๓ และเมื่อพิจารณาประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ แล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามมาตราดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม มาตรา ๔, ๕ และ ๖ เท่านั้น ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๐ จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น (ฎีกาที่ ๘๘๐/๒๕๕๕)  

๔.   พนักงานอัยการมีคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้คืนเงินแก่โจทก์ร่วมอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคสาม แต่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้  ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

พนักงานอัยการมีคำขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๔๓,๑๕๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้คืนเงินจำนวน ๔๓,๑๕๐ บาท แก่โจทก์ร่วมอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคสาม

 

ดอกเบี้ยของเงินจำนวน ๔๓,๑๕๐ บาท  ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เพราะฉะนั้นพนักงานอัยการจะมีคำขอเรียกค่าดอกเบี้ยแทนโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน ๔๓,๑๕๐ บาท  ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ซึ่งตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ร่วม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าว (ฎีกาที่ ๑๘๘๕/๒๕๕๕)

  

๕.   เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ  ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

 

ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ก็ตาม เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ (ฎีกาที่ ๖๕๗๖/๒๕๕๓)

  

ฎีกาที่นำมาให้อ่านทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นการอธิบายตัวบทใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งสามารถนำมาแต่งข้อสอบได้ทุกสนาม จึงไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

  

บทส่งท้าย : จงคิดก่อนทำ อย่าทำก่อนคิด อย่าคิดโดยไม่ทำ อย่าทำโดยไม่คิด

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 16 December 2013 )
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๑๙๗/๒๕๕๖ (ม.๔๔/๑) > กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจฯ icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Thursday, 19 March 2015


ฎีกาที่  10197/2556  ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย  กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้


วลีเด็ดฎีกาที่ ๖๗๑/๒๕๔๘ (ม.๓๒) > รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารเพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้น... icon_new8.gif พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 29 August 2014

ฎีกาที่  671/2548  รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

 
ถาม-คำมั่นจะให้เช่าระบุไว้ในสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าสนองรับ จะต้องมาทำสัญญาเช่ากันใหม่ หรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ แพ่ง
Sunday, 15 March 2015

คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ แพ่ง

 

คำถาม

 

คำมั่นจะให้เช่าระบุไว้ในสัญญาเช่า เมื่อผู้เช่าสนองรับ จะต้องมาทำสัญญาเช่ากันใหม่ หรือไม่?

 

คำตอบ

 

ไม่ต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่ เพราะ คำมั่นจะให้เช่านั้น เมื่อผู้เช่ามีหนังสือแสดงความจำนงขอทำสัญญาเช่าต่อภายในกำหนดเวลา เท่ากับผู้เช่าสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าแล้ว และถือว่ามีสัญญาเช่าเกิดขึ้นใหม่ทันทีตามเงื่อนไขและประเพณีที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าฉบับเดิม โดยไม่ต้องทำสัญญาเช่ากันใหม่อีก  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

 
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-คำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่เป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดี จะขอตามมาตรา ๒๕๔ ได้ หรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง
Sunday, 15 March 2015

คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.แพ่ง

 

คำถาม

 

คำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่เป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดี จะขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๕๔ ได้ หรือไม่?

 

คำตอบ

 

คำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่เป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดี จะขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๕๔ ไม่ได้  เพราะวัตถุประสงค์ของการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครองจะต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีและเป็นเรื่องที่อยู่ในคำขอท้ายฟ้องด้วย  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

 
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-คำสั่งที่กฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด จะขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ หรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา
Sunday, 15 March 2015

คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ วิ.อาญา

 

คำถาม

 

คำสั่งที่กฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด จะขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ หรือไม่?

 

คำตอบ

 

จะขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ได้ เพราะข้อกฎหมายที่จะขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๓ ทวิ ได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่สามารถอุทธรณ์และฎีกาไปยังศาลอุธรณ์และศาลฎีกาได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

 
ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ถาม-นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมทับปิดแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริง จะผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม หรือไม่? icon_new8.gif พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ อาญา
Sunday, 15 March 2015

คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ อาญา

 

คำถาม

 

นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมของกลางปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริง แต่ยังไม่ได้ขับรถเคลื่อนที่ เป็นการใช้เอกสารราชการปลอม หรือไม่?

 

คำตอบ

 

ผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมสำเร็จแล้วตาม ป.อ.มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ เพราะแม้ยังมิได้ขับรถเคลื่อนที่ก็ตามแต่ถือได้ว่าเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมอย่างเป็นเอกสารที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงแล้ว   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

 

 

ลงทะเบียน เพื่ออ่านข้อมูลได้มากขึ้น...
ฝึกตอบปัญหาตุ๊กตาน่าสนใจ : ประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (ฎีกาที่ 1184/2555) icon_update8.gif พิมพ์
ฝึกตอบปัญหาตุ๊กตาน่าสนใจ - ฝึกตอบปัญหาตุ๊กตาน่าสนใจ! แต่งจากฎีกาใหม่ วิ.แพ่ง
Thursday, 05 February 2015

ฝึกตอบปัญหาตุ๊กตาน่าสนใจ! แต่งจากฎีกาใหม่  ป.วิ.พ. มาตรา 248

 

เรื่อง  ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 

ข้อเท็จจริง อ้างอิงจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1184/2555

 

คำถาม  ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสารั้วในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เข้าออกไม่ได้และมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป ทั้งห้ามจำเลยรบกวนและให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 50,000 บาท และอีกเดือนละ 15,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนเสารั้วในที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น  จำเลยให้การว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลย โจทก์ไม่ได้ครอบครอง จำเลยมีสิทธิปักเสารั้วในที่ดินของจำเลยได้ ไม่เป็นการละเมิดโจทก์  ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ไม่เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้  จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและยกฟ้องโจทก์  โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์

 

          ให้วินิจฉัยว่า  ฎีกาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 200 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 700 บาท)

 

วิเคราะห์ ประเด็นตามคำถาม

 

1)      ฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่

 

2)      หากเป็นคดีมีทุนทรัพย์จะต้องนำค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาบวกเข้ากับราคาที่ดินพิพาทด้วยหรือไม่

 

3)      ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือในปัญหาข้อกฎหมาย

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 11 February 2015 )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ฎีกา-ทำสัญญาจะซื้อโดยไม่ทราบว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าใจว่าสามารถออกโฉนดได้ ตกเป็นโมฆะตาม ๑๕๖ icon_new8.gif พิมพ์
ฎีกาน่าสนใจรายวัน - โฟกัสฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
Thursday, 23 April 2015


ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย


 


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5007/2542

 


 


ป.พ.พ. มาตรา 156


 


          ที่ดินที่โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยมีจุดประสงค์สำคัญจะนำที่ดินที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ไปขอออกโฉนดที่ดินขณะทำสัญญาโจทก์ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินโดยปลูกสร้างอยู่อย่างถาวร มีสำเนาทะเบียนบ้านถูกต้อง ย่อมเป็นเหตุผลให้จำเลยเข้าใจได้ว่าที่ดินของโจทก์สามารถขอออกโฉนดได้  เมื่อจำเลยทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ แห่งนิติกรรมสัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 โจทก์จำเลยปราศจากข้อผูกพันในอันจะต้องปฏิบัติตามสัญญาเสมือนหนึ่งไม่มีข้อสัญญาต่อกัน โจทก์ไม่อาจอาศัยผลบังคับของสัญญาข้อหนึ่งข้อใดที่ตกเป็นโมฆะแล้วมาริบเงินมัดจำหรือบังคับให้จำเลยชำระเงินมัดจำตามสัญญาได้


________________________________


           โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2498 และสัญญาขายสิทธิครอบครองที่ดินระหว่างนางวิมล ศาลยาชีวิน กับโจทก์ ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2503 จำนวน 2 ฉบับคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 645,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


          จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง


          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนต้นเงินฉบับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2498 และสัญญาขายสิทธิครอบครองที่ดินระหว่างนางวิมล ศาลยาชีวิน กับโจทก์ ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2503 จำนวน 2 ฉบับ แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกินจำนวน 45,000 บาท


          จำเลยอุทธรณ์


          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้จำเลยคืนแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2498 และสัญญาขายสิทธิครอบครองที่ดินระหว่างนางวิมล ศาลยาชีวิน กับโจทก์ ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2503 จำนวน 2 ฉบับ แก่โจทก์


          โจทก์ฎีกา


          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อแรกว่า ที่ดินที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ ตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.4หรือ ล.3 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จากคำเบิกความของนายธวัชชัยเปล่งสงวน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชายของโจทก์ได้ความว่า ที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยเดิมเป็นของนายสวัสดิ์หรือเช็งหลี พึ่งสมบูรณ์นายสวัสดิ์ขายที่ดินดังกล่าวแก่นางวิมล ศาลยาชีวิน นางวิมลขายต่อให้โจทก์มีหลักฐานเป็น ส.ค.1 เลขที่ 2 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา ตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.3 หรือสำเนาเอกสารหมาย จ.5 นางวิมลมอบที่ดินให้โจทก์ดูแลตั้งแต่ก่อนซื้อขายกัน เห็นว่า โจทก์ซื้อสิทธิการครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1เลขที่ 2 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการมาจากนางวิมล แต่ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125/2517 ในคดีที่กรมชลประทานเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นางวิมลจำเลยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2517 ตามเอกสารหมาย จ.8 ว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อการชลประทาน ให้นางวิมลพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ชั้นบังคับคดีต่อโจทก์ในฐานะบริวารของนางวิมล โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลอ้างว่าโจทก์มิใช่บริวารของนางวิมลศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกคำร้องของโจทก์ ปรากฏตามคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.16 และ จ.18 โดยศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจากนางวิมล ทั้งนางวิมลและโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิของนางวิมล โจทก์จึงอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของนางวิมลโจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่าคดียังไม่มีการออกคำบังคับตามกฎหมายจะถือว่านางวิมลและบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับกล่าวคือ ไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาทไม่ได้ให้ยกคำร้องของกรมชลประทานในฐานะโจทก์ จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ จำเลยเบิกความว่า จำเลยประกอบธุรกิจมีโรงงานผลิตไม้ปาร์เกต์ส่งขายต่างประเทศ ที่ดินที่ใช้ตั้งโรงงานจำเลยจะซื้อเฉพาะที่ดินมีโฉนดเท่านั้น จำเลยซื้อที่ดินพิพาทเพื่อทำโรงงานหรือโกดังเก็บสินค้า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยประกอบกับสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3ซึ่งระบุว่าเงินงวดสุดท้าย 10,000,000 บาท จำเลยจะชำระแก่โจทก์ภายใน 8 เดือนนับแต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าจำเลยมีจุดประสงค์สำคัญจะนำที่ดินที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ไปขอออกโฉนดที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินบางส่วนของที่ ส.ค.1 เลขที่ 2หมู่ที่ 4 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดินของกรมที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ขณะทำสัญญาโจทก์ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินโดยปลูกสร้างอยู่อย่างถาวร มีสำเนาทะเบียนบ้านถูกต้อง กรณีดังกล่าวย่อมเป็นเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจไปได้ว่าที่ดินของโจทก์สามารถขอออกโฉนดได้ จำเลยทำธุรกิจมีโรงงานผลิตไม้ปาร์เกต์ส่งขายต่างประเทศจำเลยตั้งใจซื้อที่ดินทำโรงงานหรือโกดังเก็บสินค้าที่ดินที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ราคาถึง 11,000,000 บาท แสดงว่าจำเลยคงไม่มีความประสงค์จะเสียเงินจำนวนมากเพื่อซื้อที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินอย่างแน่นอน แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.4 จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2534 แนบท้ายสัญญาและถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาก็ตาม เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่ากรมชลประทานซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่อาจบังคับคดีต่อผู้ร้อง (โจทก์ในคดีนี้)ในฐานะบริวารจำเลย (นางวิมล ศาลยาชีวิน) ได้ เนื่องจากศาลยังมิได้ออกคำบังคับแก่จำเลยและบริวาร การที่โจทก์นำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1652/2534 มาแนบท้ายสัญญา คงจะเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดิน กรณีดังกล่าวมิได้เป็นข้อสนับสนุนว่าจำเลยได้ทราบถึงสภาพของที่ดินว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วน่าเชื่อว่าหากจำเลยทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งบุคคลทั่วไปไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในที่ดินได้แล้ว จำเลยก็คงจะไม่เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการครอบครองที่ดินกับโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 โจทก์จำเลยปราศจากข้อผูกพันในอันจะต้องปฏิบัติตามสัญญาเสมือนหนึ่งไม่มีข้อสัญญาต่อกัน โจทก์ไม่อาจอาศัยผลบังคับของสัญญาข้อหนึ่งข้อใดที่ตกเป็นโมฆะไปแล้วมาริบเงินมัดจำหรือบังคับให้จำเลยชำระเงินมัดจำตามสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"


          พิพากษายืน


( วิรัช ลิ้มวิชัย - ระพินทร บรรจงศิลป - ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ )


ข้อมูลเพิ่มเติม...